สถิติผู้เข้าชม
 ขณะนี้มีผู้เข้าใช้ 15
 ผู้เข้าชมในวันนี้ 168
 ผู้เข้าชมทั้งหมด 4,863,802
กรุณาฝาก Email ของท่าน
  เพื่อรับข่าวสาร ที่น่าสนใจ
20 กันยายน 2562
อา จ. อ. พ. พฤ ศ. ส.
10  11  12  13  14 
15  16  17  18  19  20  21 
22  23  24  25  26  27  28 
29  30           
             
 ประวัติวัดยานนาวา
ประวัติวัดยานนาวา

ชั้นและเขตที่ตั้งวัด 
     วัดยานนาวา เป็น พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่ที่ ๑๑๑๕  ตำบลบ้านทวาย1  อำเภอบ้านทวาย  ซึ่งปัจจุบันเป็นเลขที่ ๔๐ ถนน
เจริญกรุง แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ได้รับการขึ้นทะเบียนประกาศเป็นโบราณสถานตามประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๐ ตอนที่ ๓๖ วันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๒๖2 

     อาณาเขตของวัดด้านทิศเหนือติดกับที่ดินพระคลังข้างที่ ทิศใต้ติดกับอู่เรือบางกอกด็อก ทิศตะวันออกติดกับถนนเจริญกรุง ทิศตะวันตกติดกับแม่น้ำเจ้า
พระยา มีเนื้อที่ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๐๐๐ และที่ ๓๐๐๗ ตำบลบ้านทวาย อำเภอบ้านทวาย (บางรัก) จังหวัดพระนคร3  เป็นเนื้อที่ ๒๒ ไร่ - งาน ๒๔
ตารางวา (๘๘๒๔ ตารางวา) แต่เมื่อหักเนื้อที่สิ่งก่อสร้างซึ่งจัดเป็นเขตจัดประโยชน์ออกไปแล้ว คงเหลืออาณาเขตที่ดิน เพื่อใช้สอยเป็นเขตพุทธาวาสและ
สังฆาวาส อยู่เพียง ๑๑ ไร่ ๑ งาน ๘๑ เศษ ๘ ส่วน ๑๐ ตารางวา เท่านั้น
 
ประวัติโดยสังเขป

     วัดยานนาวา ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาด้านตะวันออก บริเวณด้านใต้บ้านอู่4  อันเป็นแหล่งต่ออู่สำเภาและซ่อมแซมเรือสำเภาเมืองบางกอก เดิมมีนามว่า
“วัดคอกควาย” สันนิษฐานว่า สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนกลาง ราวๆสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แต่ไม่ปรากฏนามผู้สร้าง ในสมัยกรุงธนบุรี  (ประมาณ
พ.ศ.๒๓๑๙)  พระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  พระราชทานนามวัดใหม่ว่า “วัดคอกกระบือ” และทรงสถาปนาเป็นพระ
อารามหลวงเพื่อเป็นที่สถิตของพระราชาคณะ5 
     เมื่อปี พ.ศ.๒๓๒๕ อันเป็นปีที่ ๑ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกพร้อมๆกับการสร้างกรุงเทพมหานคร พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า
จุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานวิสุงคามสีมา6  พร้อมกับทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างพระอุโบสถขึ้นใหม่7  มีขนาดเล็ก
แทนพระอุโบสถเดิมที่ชำรุดตั้งแต่คราวกรุงศรีอยุธยาแตก และเมืองบางกอกถูกพม่ายึด ได้รับความเสียหายมากโดยพระอุโบสถที่สร้างขึ้นใหม่นี้ หันหน้าไป
ทางแม่น้ำเจ้าพระยา
     พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑8  และพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒9  ทรงพระกรุณาเสด็จฯพระราชทานผ้า
พระกฐินที่วัดนี้ โดยกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค เป็นระยะทางประมาณ ๑๒๖ เส้น ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๓๓๐-๒๓๕๓ เป็นประจำทุกปี
     ต่อมา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างหมู่กุฏิสงฆ์ และให้ปฏิสังขรณ์พระอารามส่วนที่ทรุด
โทรม กับทรงมีพระราชดำริว่า พระอุโบสถเดิมมีขนาดเล็ก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์และขยายพระอุโบสถให้มีขนาดใหญ่ ขึ้น 
     ในแผ่นดินรัชกาลที่ ๓ เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ. ๒๓๗๔ นั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ บริจาคพระราชทรัพย์
๑,๐๐๐ ชั่ง ทำสัตตสดกมหาทาน และทรงทิ้งฉลากพระราชทานพระราชโอรสพระราชธิดา และของต่างๆ ถวายเป็นพุทธบูชา11   ในคราวนั้น ครั้งหนึ่ง
     อนึ่ง ในปี พ.ศ.๒๓๘๗ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงมีพระราชประสงค์จะสร้างพระสถูปเจดีย์ไว้ที่ วัดคอกกระบือ เพื่อเป็นอนุสรณ
ในการที่พระองค์ทรงใช้เรือสำเภาขนสินค้าไปทำมาค้าขายถึงเมืองจีนและประเทศต่างๆ โดยทรงมีพระราชดำริว่า ต่อไปในภายหน้า รูปลักษณ์เรือสำเภาอาจจะเปลี่ยนไป คนรุ่นหลังอาจจะจำรูปลักษณ์สำเภาจีนที่พระองค์ทรงใช้เป็นพาหนะไม่ได้ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เห็นและจำรูปแบบเรือสำเภาจีนที่พระองค์ทรงใช้เป็นพาหนะได้ กับทรงรำลึกถึงพระธรรมในเวสสันดรชาดกด้วยจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างพระสถูป เจดีย์เป็นแบบอย่างใหม่ขึ้น เป็นสำเภาจีนมีพระเ
เจดีย์ ๒ องค์อยู่บนเรือ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ทรงสร้างพระสถูปเจดีย์มีฐานเป็นเรือสำเภาจีน พร้อมกับทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนาม วัด
คอกกระบือ ว่า “วัดญานนาวาราม”12  ตามพระสำเภาพระเจดีย์ที่ทรงสร้างถวายไว้ ซึ่งแปลว่า “ญาณอันเป็นพาหนะดุจดั่งสำเภาข้ามโอฆะสงสาร” ซึ่งสืบ
เนื่องมาจากมหาชาติคำหลวงเรื่องพระเวสสันดรชาดก ตอนพระเวสสันดร ทรงตรัสเรียกกัณหาและชาลี ให้อุทิศตนร่วมกับพระบิดาสร้างมหากุศลอันเป็นเสมือน
สำเภาใหญ่พามนุษยชาติข้ามโอฆะสงสารไปสู่พระนิพพาน กับทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างรูปหล่อสำริดพระเวสสันดรกัณหาและชาลีไว้บน พระ
สำเภาพระเจดีย์ นี้ด้วย
     สำหรับชื่อ “วัดญานนาวาราม” นี้ต่อมาได้เลือนมาเป็น “วัดยานนาวา” ที่มีความหมายใกล้เคียงกับชื่อเดิม คือ “วัดอันมีพาหนะดุจสำเภาในการที่จะนำพา
เวไนยสัตว์ให้ข้ามพ้นโอฆะสงสาร”
     ต่อมารูป พระสำเภาพระเจดีย์ วัดยานนาวา นี้ ได้กลายมาเป็นต้นแบบในการสร้าง พระสำเภากระจาดใหญ่ ในงานพระราชพิธีเทศน์มหาชาติ ในรัชกาลที่ ๔ และรัชกาลที่ ๕ ที่จัดขึ้นที่หน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ มาแต่บัดนั้น คือราว พ.ศ. ๒๔๐๙ ในคราวที่ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕) ทรงถวายกัณฑ์เทศน์มหาชาติ กัณฑ์สักกบรรพ เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๐๙ และในปี พ.ศ. ๒๔๓๔ ใน
คราวที่ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงถวายกัณฑ์เทศน์มหา ชาติ กัณฑ์สักกบรรพ เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม พ.ศ.
๒๔๓๔13  เช่นกัน
     นอกจากนั้น พระเจดีย์ ทั้ง ๒ องค์ ที่อยู่บน พระสำเภา วัดยานนาวานั้น ยังเป็น รูปแบบสถาปัตยกรรม “แบบขนบประเพณี” พระเจดีย์ แบบย่อมุมไม้สิบหก
และ แบบย่อมุมไม้ยี่สิบ ที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๓ ตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ที่มีความงามและเป็นเอกลักษณ์ยิ่ง   ยากที่จะหา พระเจดีย์ แบบนี้ในปัจจุบัน
ให้อนุชนได้ศึกษาและดูเป็นแบบอย่างได้
     โดยปรกติ การสร้างสถูปเจดีย์นั้น ผู้สร้างมักจะสร้างเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือเป็นอุทิศสถานเจดีย์ เป็นพุทธบูชาหรือ
เพื่อเป็นที่บรรจุอัฐิของบุคคลที่ตนเคารพรัก เพื่อเป็นอนุสรณ์
     แต่ พระเจดีย์ ๒ องค์ ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างไว้บน พระสำเภา วัดยานนาวานี้ ไม่มีหลักฐาน
หรือร่องรอยใดๆว่าได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ หรือบรรจุอัฐิของใครไว้
     ด้วยเหตุนี้ จึงมีหลายท่านสันนิษฐานว่า ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างพระเจดีย์องค์ใหญ่น้อย เพียง ๒ องค์ ไว้
ในพระสำเภา คงจะทรงตั้งพระราชหฤทัยอุทิศพระราชกุศลแก่พระเจ้าลูกเธอพระองค์เจ้าลักขณา (ซึ่งเป็นพระบิดาของพระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดี พระ
อัครชายาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ที่สิ้นพระชนม์ไปแล้ว และเพื่อจะทรงแผ่พระราชกุศลแก่พระเจ้าลูกเธอกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ให้หาย
พระประชวร 
     นอกจาก พระอุโบสถ และ พระสำเภาพระเจดีย์ ที่ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างถวายไว้ที่วัดยานนาวาแล้วยัง
มีพระวิหารเก๋งจีน ซึ่งตั้งอยู่ทางท้าย พระสำเภาพระเจดีย์ และ พระแท่นที่ประทับ ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วย
     ซึ่ง พระวิหารเก๋งจีน นั้น สันนิษฐานว่า ทรงสร้างไว้เพื่อจะใช้เป็นที่ประทับทรงพักพระอิริยาบถ และเพื่อให้ใช้เป็นที่บำเพ็ญบุญกุศลของพุทธศาสนิกชนทั่ว
ไปด้วย
     ส่วน พระแท่นที่ประทับ ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น สันนิษฐานว่า ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างไว้ เช่นเดียวกับพระแท่นที่ประทับที่ วัดโปรดเกศเชษฐาราม และพระแท่นที่ประทับใต้ต้นพิกุล วัดราชโอรสาราม เพื่อทรงใช้เป็นที่ประทับพักพระอิริยาบถ ชั่วคราว ก่อนที่จะเสด็จพระราชดำเนินเข้าสู่พระอุโบสถ 

   ซึ่งศิลปะการก่อสร้างในรัชกาลที่ ๓ แบบนี้ คงมีเหลือไว้ ให้เห็นในปัจจุบันน้อยมาก 

   ต่อมาในรัชสมัยรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาเสด็จฯพระราชทานผ้าพระกฐิน ที่วัดยานนาวา ทางชลมารคเมื่อวันที่ ๑๐
พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๓๙๕  (จ.ศ.๑๒๑๔)15  และในวโรกาสนั้นทรงมีพระราชดำริว่า “การคมนาคมบริเวณนี้ ยังไม่สะดวก” จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้
สร้างสะพานข้ามคลองวัดยานนาวา16   ขึ้นที่บริเวณหน้าวัด  พร้อมกับการสร้างถนนเจริญกรุง 

    ต่อมาเมื่อได้มีการรื้อสะพาน “เฉลิมพันธ์ ๕๓ (จปร)” ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นที่หน้าวัดไตรมิตรวิทยารามออกแล้ว จึงได้นำมาติดตั้งเป็นสะพานข้ามคลองสาทร และรื้อแบ่งสะพานที่เป็นลายลูกกรงเหล็ก มาสร้างที่สะพานข้ามคลองวัดยานนาวา แทนของเดิมที่ชำรุดด้วย17  

    อนึ่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ขุดคลองวัดยานนาวา  ขยายให้กว้างและลึกเข้าไปถึงบริเวณวัดบรมสถล (วัดดอน)  และวัดปรก (วัดพม่า)บริเวณทุ่งคอกควายเดิมด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนใช้เป็นเส้นทางสัญจรได้สะดวกยิ่งขึ้น 

     พร้อมกันนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตั้งสถานีตำรวจ (โรงพักพลตระเวน) ขึ้นที่เยื้องหน้าวัดยานนาวา ริมถนนเจริญกรุง เป็นโรงพักโรงที่ ๑๙ เรียกว่า
โรงพักบ้านทวาย และ โรงพักกองตระเวนแม่น้ำ เป็นโรงพักที่ ๕๑19  ขึ้นที่วัดยานนาวา ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณที่ตั้งโรงเรียนปริยัติธรรมในปัจจุบัน  อยู่ซึ่ง
ตั้งอยู่ตรงข้ามกับ “โรงเรียนประถมวิเศษวัดยานนาวา”20   ที่ตั้งขึ้น เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๗ (ร.ศ.๑๒๒)21

     ในช่วงปลายรัชสมัย รัชกาลที่ ๕ พระอุโบสถเดิม และเสนาสนะสงฆ์วัดยานนาวา ชำรุดเสียหายมาก ทางวัดจึงได้นำช่างพื้นบ้านทำการบูรณปฏิสังขรณ์
เสนาสนะพร้อมกับสร้างพระอุโบสถขึ้นใหม่ ตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๔๕๐–๒๔๖๗  โดยนำชิ้นส่วนบางอย่างของพระอุโบสถเดิมที่ยังพอใช้การได้ มาอนุรักษ์ประกอบ
การก่อสร้างใหม่ สำหรับปัจจัยในการดำเนินงาน ทางวัดได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มสมาคมพ่อค้าชาวจีน และผู้นำชุมชนตระกูลต่างๆ เช่นตระกูลล่ำซำ, หวั่งหลี, พิศาลบุตร, ไกรฤกษ์, สิงหเสนี, โชติกพุกกณะ, บุนนาค และฮุนตระกูลเป็นต้น ซึ่งเป็นตระกูลที่อุปถัมภ์บำรุงวัดนี้ จนปฏิสังขรณ์เสนาสนะและสร้างพระ
อุโบสถใหม่แล้วเสร็จในต้นรัชสมัยรัชกาลที่ ๖ คือในปี พ.ศ.๒๔๖๙23  และพระอุโบสถที่สร้างขึ้นใหม่นี้ หันหน้าไปทางถนนเจริญกรุง อันเป็นเหตุให้พระสำเภาพระเจดีย์ ที่เดิมเคยประดิษฐานอยู่หลังพระอุโบสถ กลายมาเป็นประดิษฐานอยู่ด้านหน้าพระอุโบสถ ดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน  

     อนึ่งในปี พ.ศ. ๒๔๖๖ ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ พระสำเภาพระเจดีย์ วัดยานนาวา ได้ชำรุดทรุดโทรมมาก ทางวัดได้กราบทูลถวายรายงานเรื่องนี้ต่อ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ 

     เนื่องจากพระสำเภาพระเจดีย์วัดยานนาวานี้ เป็นถาวรวัตถุที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างถวายไว้ที่พระอาราม
นี้ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า จึงทรงมีพระลิขิตถวายพระพร ต่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขอพระราชทานให้ กรมกัลปนา ดำเนินการซ่อมแซม
เพื่อน้อมเกล้าฯถวายพระราชกุศลเฉลิมพระเกียรติ ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานพระบรมราชานุญาต และการซ่อมแซม พระสำเภาพระเจดีย์ ดังกล่าวนี้ ได้แล้วเสร็จ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๗24

     ในการซ่อมแซมครั้งนี้ ปรากฏว่า หัวพระสำเภาพระเจดีย์ วัดยานนาวา ซึ่งเดิมเป็นรูปคล้ายเสี้ยววงเดือนแบบใบมีดโกนของพระในสมัยโบราณ แต่เมื่อมีการปฏิสังขรณ์ใหม่ในภายหลังนี้ ทำให้ลักษณะ หัวพระสำเภาพระเจดีย์ เปลี่ยนไปคล้ายรูปมีดดาบ25 

     ในปี พ.ศ.๒๔๗๑ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ทรงพระกรุณา เสด็จฯพระราชทานผ้าพระกฐิน ทางชลมารค ณ พระอุโบสถวัด
ยานนาวา    

     ต่อมา ในสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา และสงครามโลกครั้งที่สอง ฝ่ายข้าศึกได้ทิ้งระเบิดในบริเวณต่างๆ ของกรุงเทพมหานครเป็นจำนวนมาก26  เป็นผลให้ พระอุโบสถ และ พระสำเภาพระเจดีย์ วัดยานนาวา ได้รับความเสียหายด้วย

     นอกจากนั้น โรงพักบ้านทวาย และ อู่ต่อเรือบางกอกด็อก พร้อมร้านค้าอาคารบ้านเรือนของประชาชนในย่านนี้ได้ถูกระเบิดเสียหายด้วย ทางราชการจึง
ย้าย โรงพักบ้านทวาย ไปที่พักชั่วคราว ที่ปลายป่าช้าสมาคมแต้จิ๋วใกล้วัดปรก(วัดพม่า) แล้วจึงย้ายไปตั้งในที่ปัจจุบัน และเปลี่ยนชื่อเป็น สถานีตำรวจนครบาล
ยานนาวา ส่วนที่ตั้ง โรงพักบ้านทวาย เดิม ริมถนนเจริญกรุง เยื้องหน้าวัดยานนาวา ต่อมาได้เปลี่ยนมาเป็นกองดับเพลิงของกรุงเทพมหานคร สำหรับ โรงพัก
กองตระเวนแม่น้ำ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาวัดยานนาวา ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตั้งขึ้นเพื่อดูแลรักษาความสะอาดของแม่น้ำคูคลองในย่านนี้ก็ได้รับความ
เสียหายจากภัยสงครามเช่นกันจึงถูกยุบเลิกไป

     หลังจาก สงครามโลกสงบลง ทางวัดและอุบาสกอุบาสิกาและพุทธศาสนิกชน ได้ร่วมกันบูรณปฏิสังขรณ์ พระอุโบสถ และ พระสำเภาพระเจดีย์ ใหม่อีกครั้งหนึ่ง และเพื่อเป็นการอนุรักษ์ความงามและความสำคัญ ของวัดยานนาวา เห็นว่าเป็นวัดที่มีโบราณวัตถุสำคัญ กรมศิลปากร จึงได้มาทำการสำรวจและได้ขึ้นทะเบียน พระสำเภาพระเจดีย์ พระอุโบสถ พระวิหารเก๋งจีน และ พระแท่นที่ประทับ ร.๓  ณ วัดยานนาวา เป็นโบราณสถาน ตามราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๒๖ 

     ซึ่งโบราณสถานต่างๆ ดังกล่าว มีประวัติและลักษณะสถาปัตยกรรม ปรากฏโดยสังเขปดังนี้ คือ

พระอุโบสถ
     พระอุโบสถ หลังเดิม ที่สร้างมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ได้ชำรุดทรุดโทรม พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกรัชกาลที่๑ จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระอุโบสถใหม่ขนาดเล็ก หันหน้าไปทางแม่น้ำเจ้าพระยา และพระราชทานวิสุงคามสีมา ให้แก่วัดนี้ ในปี พ.ศ. ๒๓๒๕

     ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๓๘๕ พระอุโบสถที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างไว้ ได้ชำรุดทรุดโทรมลง พระบาท
สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างพระอุโบสถขึ้นใหม่ มีขนาดใหญ่กว่าเดิม หันหน้าไปทางแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมกับ
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์พระอาราม  เกือบทั้งพระอาราม เสร็จในเดือน ๙ ปีมะโรง พ.ศ.๒๓๘๗ 

     ต่อมา ในระหว่างปี พ.ศ.๒๔๕๐–พ.ศ.๒๔๗๐ พระอุโบสถและเสนาสนะวัดยานนาวา ได้ชำรุดทรุดโทรมลงอีก ทางวัดและชาวบ้าน จึงได้ร่วมกันซ่อมแซม
เสนาสนะและสร้างพระอุโบสถขึ้นใหม่ โดยทำการรื้อพระเจดีย์เล็ก ๓๔ องค์รอบพระอุโบสถออก พร้อมกับรื้อกุฏิสงฆ์ข้างพระสำเภาพระเจดีย์ และข้างพระ
วิหารเก๋งจีน ออกอีก ๑๓ หลัง เพื่อทำให้บริเวณพระอุโบสถกว้างขึ้น แล้วสร้างกำแพงแก้วรอบพระอุโบสถให้เป็นสัดส่วนด้วย ซึ่งพระอุโบสถที่สร้างขึ้นใหม่นี้
หันหน้าไปทางถนนเจริญกรุง อันเป็นเหตุให้พระสำเภาพระเจดีย์ที่เคยประดิษฐานอยู่หลังพระอุโบสถ กลายมาเป็นประดิษฐานที่หน้าพระอุโบสถ ดังกล่าวแล้ว
ข้างต้น

     ต่อมาในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ วัดยานนาวาได้ประสบภัยจากระเบิด ทำให้พระอุโบสถ และพระสำเภาพระเจดีย์ ชำรุดด้วย ทางวัดและชาวบ้านจึงได้ร่วมกันบูรณะพระอุโบสถอีกครั้งหนึ่ง

     พระอุโบสถที่สร้างขึ้นใหม่ ดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ เป็นฝีมือช่างชาวบ้านร่วมกันสร้าง มีลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ขนาด ๕ ห้อง หลังคาลด ๒ ชั้น
ประดับด้วยช่อฟ้าใบระกา หางหงส์ ประดับกระจกสี 

     หน้าบัน ทำด้วยไม้แกะสลัก ลงรักปิดทอง ประดับกระจกสีเป็นรูปเทพพนม ท่ามกลางลายก้านขดรูปสัตว์ต่างๆ มีเสาพาไลย่อมุมไม้สิบสอง
รองรับหลังคาชั้นลดด้านหน้าและด้านหลังของอาคาร บัวหัวเสาเป็นปูนปั้นลงรักปิดทอง ประดับกระจกสี 

     กรอบซุ้มประตูหน้าต่างพระอุโบสถ ทำเป็นรูปนาค บานประตูด้านนอก ปิดทองรดน้ำเป็นรูปเสี้ยวกางยืนเหยียบสิงห์ ด้านในประตู เป็นภาพจิตรกรรมรูป
กระทงใหญ่ ที่ใช้ในพิธีลอยพระประทีปในสมัยรัชกาลที่ ๓ 

     บานหน้าต่างด้านนอก ปิดทองรดน้ำเป็นภาพเล่าเรื่องทศชาติ จากด้านทิศใต้ฝั่งตะวันออกไปฝั่งตะวันตก และทางด้านทิศเหนือจากฝั่งตะวันตกไปยังฝั่ง
ตะวันออก เป็นลายภาพจิตรกรรมทศชาติ เล่าเรื่องพระเตมีย์ พระมหาชนก พระสุวรรณสาม พระเนมิราช พระมโหสถ พระภูริทัต พระจันทกุมาร พระพรหม
นารท พระวิธูร และพระเวสสันดร ตามลำดับ 

     ส่วนด้านในบานหน้าต่าง เป็นภาพจิตรกรรมรูปโถยาคู ตามแบบอย่างที่ทำเลี้ยงพระในพระราชพิธีสารท เอปี พ.ศ. ๒๓๗๐ ส่วนรอบนอก มีฐานลูกนิมิต
ประดับใบเสมาเก่าล้อมรอบพระอุโบสถทั้ง ๘ ทิศ27
 พระพุทธปฏิมาประธาน และพระพุทธปฏิมาในพระอุโบสถ
      พระพุทธปฏิมาในพระอุโบสถ เป็นพระปูนปั้น มี ๔ องค์ ดังนี้ 
     องค์ที่ ๑ เป็นพระประธานองค์ใหญ่ ปางสมาธิ แบบรัตนโกสินทร์ หน้าตัก ๓ ศอก ๘ นิ้ว สูง ๑ วา ๑๐ นิ้ว อยู่บนฐานชุกชีสูง มีฉัตรคลุม 
     องค์ที่ ๒ อยู่ด้านขวา เป็นพระปางมารวิชัย หน้าตัก ๑ ศอก ๙ นิ้วสูง ๑ ศอก ๑๕ นิ้ว
     องค์ที่ ๓ อยู่ด้านซ้าย เป็นพระปางมารวิชัย หน้าตัก ๑ ศอก ๑๑ นิ้ว สูง ๑ ศอก ๑๖ นิ้ว
     องค์ที่ ๔ เป็นพระปางสมาธิ ขนาดย่อม หน้าตัก ๒ ศอก ๑๐ นิ้ว สูง ๓ ศอก ๑๐ นิ้ว28  

พระวิหารเก๋งจีน
     เป็นอาคารสถาปัตยกรรมแบบจีน สร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๓ ตั้งอยู่บริเวณด้านท้ายของสำเภาจีนยานนาวา ภายในเก๋งจีนเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธปฏิมาศักดิ์สิทธิ์
     ต่อมา ในปี พ.ศ.๒๕๒๖ เก๋งจีนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของกรมศิลปากร
พระแท่นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
     พระแท่นที่ประทับนี้ ส่วนใหญ่เป็นงานก่ออิฐถือปูน พื้นที่สำหรับนั่งมักมีการกรุด้วยแผ่นหินอ่อน และมักจะตั้งอยู่บริเวณลานโบสถ์หรือวิหาร หรือไม่ก็ตาม
ริมทางเดินที่จะนำออกไปสู่ประตูด้านหน้า29  

     สำหรับพระแท่นที่ประทับ ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่วัดยานนาวานี้ เดิมสร้างอยู่ใกล้ต้นไม้ใหญ่ ต่อมาต้นไม้นั้นได้หักโค่นไป แผ่นหินที่
นั่งที่กรุไว้แต่เดิมแตกทำลายเสียหมดแล้ว ปัจจุบันจึงมีการสร้างฐานหลังคาคลุมและรั้วเหล็กล้อมรอบที่ประทับไว้
 
พระสำเภาพระเจดีย์
     ก่อสร้างด้วยการก่ออิฐถือปูน เป็นรูปเรือสำเภา เพื่อเป็นการรำลึกถึงความสำคัญของเมืองบางกอก อันเป็นศูนย์กลางการส่งออกในการต่อเรือสำเภาแบบ
จีนขาย ซึ่งมีชื่อเรียกโดยเฉพาะว่า “เรือสำเภาจีนหัวขาว (แป๊ะ-โถว-จุ๊น)”  มีลักษณะคล้ายกับเรือสำเภาจีนแต้จิ๋ว หัวเรือหันสู่ทิศใต้และปากแม่น้ำเจ้าพระยา
ส่วนท้ายเรือหันไปทางทิศเหนือ
     ความยาวตอนบนตลอดลำเรือสำเภา วัดจากหัวเรือถึงท้ายบาหลี ยาว ๒๑ วา ๒ ศอก (๔๓ เมตร) ความยาวตอนล่าง ส่วนที่ติดกับพื้น ๑๘ วา ๑ ศอก
(ประมาณ ๓๖.๕ เมตร) ความกว้างตรงส่วนกลางของเรือ ๒๑ วา ๓ ศอก (๙.๕ เมตร) ความสูงตรงส่วนกลางลำเรือ ๒ วา ๓ ศอก (๕.๕ เมตร) 

     หัวเรือแต่เดิมทำเป็นรูปคล้ายเสี้ยววงเดือนแบบใบมีดโกนของพระในสมัยก่อน แต่เมื่อมีการบูรณะใหม่ในภายหลัง เมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๖ โดยกรมกัลปนา ทำ
ให้มีลักษณะหัวเรือเปลี่ยนไปคล้ายรูปมีดดาบแทน

     บนเรือสำเภา เป็นที่ตั้งของพระเจดีย์ใหญ่ ๑ องค์ เล็ก ๑ องค์ ตรงกับบริเวณตำแหน่งเสากระโดงเรือ แทนที่จะตั้งอยู่บนพื้นดินตามปกติ พระเจดีย์องค์ใหญ่ เป็นพระเจดีย์ฐานย่อมุมไม้ยี่สิบ ขนาดฐานล่างกว้าง ๓ วา ๑ ศอกเศษ สูงประมาณ ๘ วา ๒ ศอก (๑๗ เมตร)
     ส่วนพระเจดีย์องค์เล็ก ฐานย่อมุมไม้สิบหกขนาดฐานล่างกว้าง ๗ ศอกเศษ สูงประมาณ ๖ วา (๑๒ เมตร)
     ระยะห่างความสูงจากฐานพระเจดีย์ที่ตั้งอยู่สูงจากระดับพื้นดินประมาณ ๓.๑๐ เมตร
     พระสำเภาพระเจดีย์ วัดยานนาวาดังกล่าวนี้ เป็นศิลปกรรมในแบบ “ขนบประเพณี” สมัยรัชกาลที่ ๓ ที่มีความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญมาก31

ถาวรวัตถุในวัดยานนาวา
     ถาวรวัตถุนกจากเป็นอสังหาริมทรัพย์ เช่นพระอุโบสถ พระสำเภาพระเจดีย์ พระวิหารเก๋งจีน พระแท่นที่ประทับ ร.๓ โรงเรียนพระปริยัติธรรม และเสนาสน
กุฎีสงฆ์ เป็นต้นแล้ว ยังมีอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับพระราชทานและมีผู้ศรัทธาถวายไว้ในพระอาราม ดังนี้ คือ
     พระบรมรูปรัชกาลที่ ๕ ทรงเครื่องจอมทัพ หล่อ ๑ องค์
     ธรรมาสน์พระราชทานในงานพระบรมศพ รัชกาลที่ ๕ ๑ ธรรมาสน์ตู้พระไตรปิฎก ๑ ชุด พร้อมทั้งพระไตรปิฎก ๑ จบ ธรรมาสน์พร้อมด้วยเบาะหมอน ๑
ธรรมาสน์ หนังสือพระปาฏิโมกข์ตัวขอมเขียนด้วยสมุดไทย ๑ ฉบับ ตู้ ๑ ตู้ เชิงเทียนทองเหลือง ๑ อัน ได้ในงานพระศพสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี
พระอัครราชเทวีฯ ในพระอุโบสถมีกระถางธูปทองเหลืองขนาดใหญ่ของเก่า ๑ ใบ และพวกสัปบุรุษได้เรียไรทุนซื้อโต๊ะมุกหมู่เก้า ๒ หมู่ ธรรมาสน์มุก ๒
ธรรมาสน์ ถวายเป็นของสงฆ์
 ลำดับเจ้าอาวาสวัดยานนาวา

วัดยานนาวา เมื่อยังมีนามเดิมว่า วัดคอกควาย ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี นั้น ไม่ปรากฏหลักฐานเจ้าอาวาสเหลืออยู่ มาปรากฏหลักฐานในปลายสมัยกรุงธนบุรี และต้นสมัยกรุง   รัตนโกสินทร์ เป็นต้นมา มีเจ้าอาวาสครองวัดยานนาวา มีรายนามดังนี้ คือ
รูปที่ ๑ พระโพธิวงศ์ (มี) (พ.ศ. ๐๐๐๐–๐๒๒๒)
รูปที่ ๒ พระครูแก้ว (พ.ศ. ๐๑๑๑–๐๒๒๒)
รูปที่ ๓ พระครูน้อย (พ.ศ. ๐๒๒๒–๐๒๒๒)
รูปที่ ๔ พระครูอ้ำ (พ.ศ. ๐๒๒๒–๐๒๒๒)
รูปที่ ๕ พระครูพรหมจริยาจารย์ (โหมด) (พ.ศ. ๐๒๒๒–๐๒๒๒)
รูปที่ ๖ พระครูพรหมจริยาจารย์ (ยิ้ม) (พ.ศ. ๐๒๒๒–๐๒๒๒)
รูปที่ ๗ พระราชธรรมจริยาจารย์ (เทียน)   (พ.ศ. ๐๒๒๒–๐๒๒๒)
รูปที่ ๘ พระธรรมราชานุวัตร (ไสว ฐิติธมโม)  (พ.ศ. ๐๒๒๒–๐๒๒๒)
รูปที่ ๙ พระพรหมโมลี (วิลาส ญาณวโร) ป.ธ.๙  (พ.ศ. ๐๒๒๒–๒๕๔๓)
รูปที่ ๑๐ พระพรหมวชิรญาณ (ประสิทธิ์ เขมงกโร) (พ.ศ. ๒๕๔๔-ปัจจุบัน)
 พระเศวตกุฎาคาร หอพระไตรปิฏก


     ลักษณะเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กก่ออิฐถือปูนทรงไทย ประดับด้วยปราสาท ๓ ยอด สูง ๓ ชั้น กว้าง  ๙ เมตร ยาว  ๓๙ เมตร  ทางวัดและคณะกรรมการฯ ยังมิได้จัดให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการฯ เพียงจัดให้พระภิกษุสามเณรดูแลรักษา และเป็นที่พำนักสงฆ์ชั่วคราว  การบูรณพัฒนาพระอารามในลำดับต่อมา
     ในปี พ.ศ. ๒๕๔๔  สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้มีพระบัญชา ลงวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๔ ให้ พระพรหมวชิร
ญาณ วัดจักรวรรดิราชาวาส มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดยานนาวา และ พระพรหมวชิรญาณ ได้เดินทางมาเป็นทางการ เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ 
     ก่อนเดินทางมารับตำแหน่ง พระพรหมวชิรญาณ ได้เริ่มวางโครงการบูรณพัฒนาพระอาราม ในทุกๆด้าน ทั้งในด้านการบริหารจัดการ การปกครอง การ
ศาสนศึกษา การเผยแผ่ การปฏิบัติธรรมม การสาธารณูปการ การศึกษาสงเคราะห์ และการสาธารณสงเคราะห์ อันเป็นผลให้วัดยานนาวา เป็นศูนย์การประชุม
อบรมและปฏิบัติธรรม ของทางราชการ ของสถาบันการศึกษา และของทางคณะสงฆ์ โดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ประกาศให้เป็นสำนักปฏิบัติ
ธรรมประจำกรุงเทพมหานคร แห่งที่ ๑ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ และเป็นสำนักเรียนที่สอบธรรมศึกษาได้เป็นอันดับหนึ่งของกรุงเทพมหานคร ในปี พ.ศ. ๒๕๔๘
     
     สำหรับในด้านการบูรณพัฒนาถาวรวัตถุ ได้ดำเนินการดังนี้ คือ

ก. พระเศวตกุฎาคารมหาเจษฎาบดินทร์  
    ได้ดำเนินปรับปรุงพัฒนาในชั้นต่างๆ ดังนี้
     อาคารชั้นล่าง ได้ย้ายเตาฌาปนกิจศพ ๒ เตา ออก (เพื่อเลิกการฌาปนกิจศพใน พระเศวตกุฎาคารมหาเจษฎาบดินทร์ ซึ่งเป็นอาคารเฉลิมพระเกียรติ ร.๓) พร้อมกับปรับปรุงพัฒนาชั้นล่างใหม่ทั้งหมด เช่นปิดประตูเข้าห้องพักพนักงานของวัดด้านใน ไปเปิดเข้าทางด้านนอกของอาคารด้านเหนือ ปรับปรุงพัฒนาห้อง
บำเพ็ญกุศล ๑-๒ ห้องครัว ห้องเก็บของ ห้องสำนักงานมูลนิธิโรงพยาบาล ๕๐ พรรษามหาวชิราลงกรณ ห้องสถานีโทรทัศน์การเผยแผ่พระพุทธศาสนา ห้อง
วัตถุมงคล ห้องแสดงผลิตภัณฑ์สินค้าศิลปาชีพฯ และห้องน้ำห้องส้วม เป็นต้น

     อาคารชั้นสอง ปรับปรุงเป็นห้องบำเพ็ญกุศลศพ และห้องบำเพ็ญกุศลอเนกประสงค์

     อาคารชั้นสาม ปรับปรุงให้มีห้องรับรอง ห้องประชุม ห้องปฏิบัติธรรม ส่วนห้องโถงใหญ่เป็นห้องอเนกประสงค์ เช่นเป็นห้องบำเพ็ญกุศล ห้องประชุม ห้องปฏิบัติธรรม และเป็นห้องครัว  

     อนึ่ง พระพรหมวชิรญาณ ได้จัดสร้างพระพุทธปฏิมาสำริด ปางห้ามสมุทร เป็นพระพุทธปฏิมาประจำพระชนมวาร ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ ๓ ถวายพระนามว่า “พระพุทธปฏิมาสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว” อัญเชิญประดิษฐานไว้บนพระมณฑปชั้น ๓ ที่ปรับปรุงพัฒนาแล้ว

     ในการนี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร ทรงพระกรุณาเสด็จฯมาประ กอบพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและยกฉัตรถวาย “พระพุทธปฏิมาสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว”  พร้อมกับทรงเปิดพระเศวตกุฎาคารมหาเจษฎาบดินทร์ และ พระเศวตกุฎาคารหอพระไตรปิฎก เฉลิมพระเกียรติฯ ดังกล่าว เมื่อวันอาทิตย์ ที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๔๖

     ข. พระเศวตกุฎาคารหอพระไตรปิฎก ๓ ชั้น
         โดยที่นับแต่สร้างพระเศวตกุฎาคารหอพระไตรปิฎก ๓ ชั้น เสร็จ ทางวัดยังมิได้จัดสรรพื้นที่ทั้ง ๓ ชั้น ให้เป็นประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ พระพรหมวชิร
ญาณ จึงได้ปรับปรุงใช้พื้นที่ให้เป็นประโยชน์ดังนี้
         ก. อาคารชั้นล่าง จัดเป็นห้องพระไตรปิฎก ที่เก็บรักษาตู้พระไตรปิฎกลงรักปิดทองซึ่งเป็นของโบราณ เป็นห้องสมุดหนังสือพระธรรมและหนังสือสารคดี
ทั่วไป เปิดบริหารให้พระสงฆ์และบุคคลทั่วไป ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่ง จัดเป็นสำนักงานวัด และสำนักงานผลประโยชน์วัด
         ข. ชั้นสอง เป็นที่พักสามเณรนักเรียนปริยัติธรรม
         ค. ชั้นสาม เป็นที่พักพระสงฆ์นักศึกษาปริยัติธรรม เป็นพิพิธภัณฑ์และเก็บสังฆภัณฑ์

     ค. การบูรณพัฒนาพระสำเภาพระเจดีย์
         พระพรหมวชิรญาณ ได้จัดปรับปรุงพัฒนา พระสำเภาพระเจดีย์ ใหม่ ทั้งบริเวณภายนอก โดยเฉพาะภายในพระสำเภาพระเจดีย์ ได้จัดเก็บสิ่งของต่างๆที่
เจ้าหน้าที่นำไปเก็บไว้ ทำให้ดูไม่เหมาะสมกับเป็นปูชนียวัตถุสถาน แล้วทำการบูรณปฏิสังขรณ์ทำพื้นและตกแต่งทาสีภายใน พระสำเภาพระเจดีย์ด้านท้าย
บาหลีเสียใหม่ โดยได้อัญเชิญรูปหล่อพระเวสสันดรโพธิสัตว์ และกัณหา ชาลี พระพุทธสำเภา พระบรมรูปของรัชกาลที่ ๓ รอยพระพุทธบาทจำลอง หินอ่อน
พระไตรปิฏก เสี่ยงทาย และพระพุทธปฏิมาสำคัญอื่นๆ มาประดิษฐาน เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้สักการบูชา

     ฆ. บุรณพัฒนาพระอุโบสถ
         เนื่องจาก พระอุโบสถและพระวิหารเก๋งจีน วัดยานนาวา อยู่ในสภาพที่ชำรุดทรุดโทรม มาแต่สมัย พระธรรมราชานุวัตร (ไสว) และ พระพรหมโมลี
(วิลาส) ยังดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ซึ่งเจ้าอาวาสทั้งสององค์ เห็นว่า นอกจากพระอุโบสถและพระวิหารเก๋งจีนดังกล่าว จะชำรุดทรุดโทรมแล้ว ยังเป็นพระ
อุโบสถและพระวิหารหลังเล็ก ไม่เพียงพอต่อการรองรับพระภิกษุสามเณร และ สังฆกรรมต่างๆที่จะทำในโรงอุโบสถ หรือกิจกรรมที่จะทำในพระวิหาร โดย
เฉพาะพื้นที่ในบริเวณอุโบสถได้ทรุดตัวลง เวลาฝนตกทำให้น้ำท่วมทั่วบริเวณ จึงมีความประสงค์จะรื้อถอนอุโบสถและพระวิหารเก๋งจีนดังกล่าว เพื่อสร้างใหม่
ให้ใหญ่กว่าเดิม แต่ก็ขัดข้อง เนื่องจากกรมศิลปากร ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุไว้ และกรมศิลปากรเอง ก็ไม่มีงบประมาณที่จะทำการบุรณปฏิสังขรณ์ 
    
     เมื่อ พระพรหมวชิรญาณ มารับตำแหน่งเจ้าอาวาสแล้ว จึงประสานกับกรมศิลปากร เพื่อพิจารณาหาแนวทางสืบสานเจตนารมณ์ของอดีตเจ้าอาวาสต่อ แต่เมื่อกรมศิลปาการ ยังคงยืนยันที่จะให้บุรณปฏิสังขรณ์ หรือถอนสภาพพระอุโบสถเป็นพระวิหาร แล้วสร้างพระอุโบสถขึ้นใหม่ แต่ก็ขัดข้องด้วยบริเวณวัดมีเนื้อ
ที่จำกัด ทั้งโรงเรียนเทศบาลวัดยานนาวาก็ขนาบติดกับพระอุโบสถ ไม่อาจที่จะปฏิสังขรณ์ไว้ให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ขัดแย้งกันเช่นนั้นจึงมิได้ทำการอย่างใด
อย่างหนึ่ง

     ประจวบกับ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระราชศรัทธา จะเสด็จฯมาทรงบำเพ็ญพระราชกุศล เป็นการส่วนพระองค์
ณ พระอุโบสถวัดยานนาวา โดย พระพรหมวชิรญาณ ได้ทราบเรื่องล่วงหน้าเพียง ๓ วัน จึงตัดสินใจทำการบุรณปฏิสังขรณ์ภายในพระอุโบสถชั่วคราว เป็นการ
ด่วน เพื่อสามารถใช้รับเสด็จฯ เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๔๕ ส่วนภายนอกพระอุโบสถไม่สามารถจะบุรณปฏิสังขรณ์ได้ทัน

     ในการบุรณปฏิสังขรณ์ภายในพระอุโบสถเพื่อเตรียมรับเสด็จฯครั้งนี้ พระพรหมวชิรญาณได้อัญเชิญ พระพุทธปฏิมาประจำพระขนมวาร สมเด็จพระนาง
เจ้าฯพระบรมราชินีนาถ (ปางทรงรำพึง) ประดิษฐานที่หน้าพระอุโบสถด้านนอก เพื่อได้ทรงนมัสการก่อนเข้าสู่พระอุโบสถด้วย

     นอกจากการบูรณพัฒนาข้างต้นแล้ว พระพรหมวชิรญาณ ยังได้ตั้งคณะกรรมการ และวางโครงการพัฒนาพระอาราม วัดยานนาวา เฉลิมพระเกียรติ ๗๒
พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เพื่อดำเนินโครงการพัฒนาพระอารามในด้านต่างๆทุกด้าน คือ ทั้งในด้านการบริหารจัดการ ด้านศาสนบุคคล
ศาสนวัตถุ ศาสนธรรม และศาสนกิจ โดยเฉพาะการพัฒนาศาสนวัตถุ เพื่อรองรับกิจการพระศาสนาของวัดในด้านต่างๆดังนี้

     -พัฒนาปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุต่างๆ ในเขตพุทธาวาส คือ พัฒนาพระเศวตกุฎาคาร มหาเจษฎาบดินทร์ และ พระเศวตกุฎาคารหอพระไตรปิฎก เพื่อประโยชน์
และให้เหมาะสมแก่การใช้สอย การปฏิสังขรณ์โบราณวัตถุ ๔ อย่างที่กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนไว้ คือ พระอุโบสถ พระสำเภาพระเจดีย์ พระวิหารเก๋งจีน และ
พระแท่นที่ประทับ ร.๓ 

      -พัฒนาโดยก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นที่ลานหน้าพระสำเภาพระเจดีย์ การก่อสร้างพระเศวตกุฎาคารเฉลิม
พระเกียรติ ขึ้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา (ในบริเวณท่าเรือหวั่งหลีเดิม) การพัฒนาบริเวณเสนาสนกุฎีสงฆ์ ก.๓ ก.๔ และโรงเรียนพระปริยัติธรรมเดิมซึ่งอยู่ติดกับ
พระอุโบสถ สร้างเป็นอาคารศูนย์ศึกษาปฏิบัติธรรม ในเขตพุทธาวาส

     -พัฒนาสร้างท่าเทียบเรือเฉลิมพระเกียรติ (หน้าพระอุโบสถเดิม) แทนอาคารท่าเรือเดิม ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรด
เกล้าฯให้สร้างไว้ ที่ถูกรื้อไปนานแล้ว และการพัฒนาความเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม ของภูมิทัศน์ภายในวัด และริมแม่น้ำเจ้าพระยา

     -พัฒนาหมู่กุฏิ โดยย้ายคณะ ก.๓ และคณะ ก.๔ ออกจากเขตพุทธาวาส  และรื้อถอนคณะ ก. ๕ คณะ ก. ๑๔ และคณะ ก. ๑๗ ไปก่อสร้างรวมเป็นกุฎี
สงฆ์ ๕ ชั้น (รวมห้องใต้ดินป็น ๖ ชั้น)ขึ้นในพื้นที่ คณะ ก.๕ ก.๑๔ และ ก.๑๗ ในเขตสังฆาวาส เพื่อให้เพียงพอกับพระภิกษุสามเณรซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้น 

     -พัฒนาในเขตจัดประโยชน์ โดยก่อสร้างอาคารร้านค้าใหม่แทนอาคารร้านค้าเก่าที่มีอายุเก่าแก่และชำรุด รอบวัด ทั้งในเขตจัดประโยชน์ ๑ และ ๒ และ
ย้ายอาคารโรงเรียนวัดยานนาวา ของกรุงเทพมหานคร ที่อยู่ติดกับพระอุโบสถ ออกไปสร้างในเขตจัดประโยชน์ ๒  พร้อมกับสร้างอาคารคอนโดมีเนียม ๕ ชั้น เพื่อย้ายพนักงานวัดที่อาศัยอยู่ใน พระเศวตกุฎาคารมหาเจษฎาบดินทร์ ออกมาอยู่ที่อาคารคอนโดมีเนียมในเขตจัดประโยชน์ ๒ ดังกล่าว

     ทั้งนี้ เพื่อพัฒนาวัดยานนาวา ให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม สมกับเป็นพระอารามหลวง คู่บารมีของพระมหากษัตริย์ไทย ให้เป็นสถานที่ท่อง
เที่ยวที่สำคัญ ในทางพระพุทธ ศาสนา และในด้านโบราณสถาน ของกรุงเทพมหานคร อีกแห่งหนึ่ง กับเพื่อเป็นมรดกไทยสืบไปชั่วกาลนานด้วย 

รายชื่อเอกสารบรรณานุกรม
1 สารบาญชี ส่วนที่ ๒ คือ ราษฎรในจังหวัด ถนน แล ตรอก สำหรับเจ้าพนักงานกรมไปรษณีย์ กรุงเทพมหานคร จ.ศ. ๑๒๔๕ เล่มที่ ๒ . พิมพ์ครั้งที่ ๒, กรุงเทพมหานคร : บริษัทสำนักพิมพ์ต้นฉบับ จำกัด. พ.ศ.๒๕๔๑.
2 กรมศิลปากร.ทะเบียนโบราณสถานในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์ โอ.เอส.พริ้นติ้ง เฮ้าส์. พ.ศ.๒๕๓๕
3 สำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๐๐๐ และที่ ๓๐๐๗ ตำบลบ้านทวาย อำเภอบ้านทวาย (บางรัก) จังหวัดพระนคร ลงวันที่ ๒๙ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๖๒
4 อนุมานราชธน,พระยา. (เสฐียรโกเศศ-นามแฝง). ฟื้นความหลัง เล่ม ๑ . พระนคร:สำนักพิมพ์ศึกษิตสยาม, พ.ศ.๒๕๑๓. (หน้า ๑๒๔)
5 ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา, อธิบายเรื่องสำเภาวัดยานนาวา, พระนคร:โรงพิมพ์จิตรวัฒนา. พ.ศ.๒๔๗๗
6 หนังสือกรมศาสนาที่ ศธ 0403/12630 ลงวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๓๙ เรื่อง หนังสือรับรองสภาพวัดยานนาวา
7 ทิพากรวงศ์, เจ้าพระยา (ขำ บุนนาค), พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ ,  กรุงเทพฯ:กรมศิลปากร. พ.ศ.๒๕๓๑ (หน้า ๑๐๖)
8 จดหมายเหตุรัชกาลที่ ๑ เรื่อง เสด็จพระราชทานพระกฐินหลวงประจำวัดวาอารามต่างๆ จ.ศ.๑๑๔๙ (พ.ศ.๒๓๓๐) ณ วันเสาร์ที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๓๓๐ ตรงกับวันเสาร์ เดือน ๑๑ แรม ๘ ค่ำ ปีมะแม นพศก จ.ศ.๑๑๔๙ เสด็จพระราชทานพระกฐิน ณ วัดคอกกระบือ
9 จดหมายเหตุรัชกาลที่ ๒ เรื่องบัญชีหางว่าวในคราวเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานพระกฐิน ณ วัดคอกกระบือ วันเสาร์ที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๓๕๓ ตรงกับวันเสาร์ ขื้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีมะเมียโทศก จ.ศ. ๑๑๗๒
10 หมายรับสั่ง รัชกาลที่ ๓ จ.ศ. ๑๒๐๖ (พ.ศ.๒๓๘๗) หน้า ๕๔ เลขที่ ๗ ชื่อเรื่อง “หมายกำหนดการพิธีชักศพหม่อมศิลา” หัวข้อเรื่องเลขที่ ๒ เรื่อง “ปิดทองหน้าบัน, บานประตูหน้าต่างและซุ้มประตูหน้าต่าง วัดคอกกระบือ” (ไมโครฟิล์ม)
11 ทิพากรวงศมหาโกษาธิบดี, เจ้าพระยา (ขำ บุนนาค), พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๓ , พิมพ์ครั้งที่ ๗, กรุงเทพฯ:กรมศิลปากร. พ.ศ.๒๕๔๗ (หน้า๔๗)
12 ทิพากรวงศมหาโกษาธิบดี, เจ้าพระยา (ขำ บุนนาค), พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๓ , พิมพ์ครั้งที่ ๗, กรุงเทพฯ:กรมศิลปากร. พ.ศ.๒๕๔๗ (หน้า๑๔๔)
13 ส.พลายน้อย (นามแฝง), แลไปข้างหลัง, พิมพ์ครั้งที่ ๓, กรุงเทพมหานคร : พิมพ์คำ. พ.ศ. ๒๕๔๕. (หน้า ๖๕ – ๗๙) 
14 น.ณ ปากน้ำ (นามแฝง) (ประยูร อุลุชาฎะ ศิลปินแห่งชาติ), ศิลปกรรมในกรุงเทพมหานคร, กรุงเทพมหานคร : บริษัท ต้นอ้อ ๑๙๙๙ จำกัด. พ.ศ. ๒๕๔๒. (หน้า ๒๑๔-๒๑๕)
15 จดหมายเหตุ รัชกาลที่ ๔ เรื่อง เสด็จพระราชดำเนินไปทรงทอดพระกฐินพระราชทาน...วัดยานนาวา... ณ วันพุธที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๓๙๕ ตรงกับวันแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีชวด จัตวาศก จ.ศ.๑๒๑๔
16 ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๑๔ (ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๒๕) เรื่อง สถานที่ต่างๆ ซึ่งพระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้าง) พิมพ์ครั้งที่ ๑, พระนคร : คุรุสภา. พ.ศ.๒๕๐๗. (หน้า ๒๘๘ – ๒๙๐)
17 ศิริชัย นฤมิตรเรขการ, สะพานเก่ากรุงเทพฯ, กรุงเทพมหานคร : สยามสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์. พ.ศ.๒๕๒๐. (หน้า ๕๘-๖๒)
18 จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, ประชุมพระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงบริหารราชการแผ่นดิน ภาคที่ ๓ (ตอนที่ ๑), พระนคร: สำนักนายกรัฐมนตรี. พ.ศ. ๒๕๑๓. (หน้า ๑๘๑-๑๘๓)
19 เทพชู ทับทอง, กรุงเทพฯในอดีต , กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ สุขภาพใจ. (หน้า ๒๑๙-๒๒๑)
20 อนุมานราชธน,พระยา. (เสฐียรโกเศศ-นามแฝง). ฟื้นความหลัง เล่ม ๑ . พระนคร:สำนักพิมพ์ศึกษิตสยาม. พ.ศ.๒๕๑๓. (หน้า ๑๔๒)
21 หนังสือเจ้าพระยาวุฒิการบดีกราบบังคมทูล ตามหนังสือกระทรวงธรรมการ ที่ ๑๑๖/๒๗๘๔ ลงวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ร.ศ.๑๒๒ เรื่อง พระครูพรหมจริยา
จารย์ได้ออกทรัพย์สร้างโรงเรียนที่วัดยานนาวาขอถวายพระราชกุศล ทรงมีพระราชกระแสลิขิต ลงวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ร.ศ.๑๒๒ ว่า ทรงอนุโมทนา
22 อดุลย์ศักดิ์ เทิมแพงพันธ์, วิทยานิพนธ์ หลักสูตรปริญญาศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ มหาวิทยาลัยศิลปากร ปีการศึกษา พ.ศ.
๒๕๔๐ เรื่อง พุทธนาวา วัดยานนาวา : การศึกษาเรื่องสัญลักษณ์ความเชื่อทางพุทธศาสนา, กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยศิลปากร. พ.ศ. ๒๕๔๑. (หน้า ๑๖)
23 ดูประวัติคนจีนในไทยและประวัติเรือเมล์จีนสยาม
24 พระลิขิต สมเด็จพระสังฆราชเจ้า พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ (พระอิสสิริยยศในขณะนั้น) ที่ ๔๑/๑๓๐ ลงวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๔๖๕ เรื่อง ขอให้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาฯ ว่า พุทธศาสนิกชนและเจ้าอาวาสวัดยานนาวา เห็นควรซ่อมพระเจดีย์ ๒ องค์ ซึ่งอยู่บนรูปสำเภาชำรุด และ ได้ทรงมีพระราชกระแส “อนุญาต”
25 ส.พลายน้อย (นามแฝง), เกร็ดโบราณคดี ประวัติศาสตร์, พิมพ์ครั้งที่ ๒, กรุงเทพมหานคร :
ห้างหุ้นส่วนจำกัด บำรุงสาส์น. ๒๕๓๔. (หน้า ๒๕๖ – ๒๕๗)
26 อนุมานราชธน,พระยา. (เสฐียรโกเศศ-นามแฝง). ฟื้นความหลัง เล่ม ๑ . พระนคร:สำนักพิมพ์ศึกษิตสยาม. พ.ศ.๒๕๑๓. (หน้า ๓๓๒)
27 เนตรนภิส นาควัชระ, รองศาสตราจารย์. และคณะ, วัดในกรุงเทพฯ : การเปลี่ยนแปลงในรอบ ๒๐๐ ปี (พ.ศ.๒๓๒๕- ๒๕๒๕). กรุงเทพฯ : ทุนวิจัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. พ.ศ.๒๕๒๕. (หน้า ๑๔๖-๑๔๗)
28 อดุลย์ศักดิ์ เทิมแพงพันธ์, วิทยานิพนธ์ หลักสูตรปริญญาศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ มหาวิทยาลัยศิลปากร ปีการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๐ เรื่อง พุทธนาวา วัดยานนาวา : การศึกษาเรื่องสัญลักษณ์ความเชื่อทางพุทธศาสนา, กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยศิลปากร. พ.ศ. ๒๕๔๑. (หน้า ๑๗)
29 ไขแสง ศุขะวัฒนะ, วัดพุทธศาสนาที่ได้รับอิทธิพลศิลปะจีนในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์, กรุงเทพฯ: มูลนิธิ เจมส์ ทอมป์สัน. พ.ศ.๒๕๒๕ (หน้า ๖๖)
30 ศิลปากร, กรม. กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์. การบรรยายพิเศษเฉลิมพระเกียรติ ๒๐๐ ปี พระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว. กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล สหประชาพาณิชย์. พ.ศ.๒๕๓๐. (หน้า ๖๕) .
31 อดุลย์ศักดิ์ เทิมแพงพันธ์, วิทยานิพนธ์ หลักสูตรปริญญาศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ มหาวิทยาลัยศิลปากร ปีการศึกษา พ.ศ.
๒๕๔๐ เรื่อง พุทธนาวา วัดยานนาวา : การศึกษาเรื่องสัญลักษณ์ความเชื่อทางพุทธศาสนา, กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยศิลปากร. พ.ศ. ๒๕๔๑. (หน้า ๑๗-๑๘)

 

จัดพิมพ์เผยแผ่ประชาสัมพันธ์ในวาระที่สำนักเสริมศึกษาและบริการสังคม
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดโครงการศิลปวัฒนธรรมไทย: ชมวัด ไหว้พระ ฟังธรรม
โดย...พระมหาวีรพล  วีรญาโณ
เลขานุการเจ้าคณะเขตยานนาวา – สาทร
วัดยานนาวา  เขตสาทร  กรุงเทพมหานคร

 
ประวัติพระพรหมวชิรญาณ (ประสิทธิ์ เขมงฺกโร สุทธิพันธุ์) อ่านต่อรายละเอียด...




Engine by MAKEWEBEASY