สถิติผู้เข้าชม
 ขณะนี้มีผู้เข้าใช้ 33
 ผู้เข้าชมในวันนี้ 484
 ผู้เข้าชมทั้งหมด 3,200,619
กรุณาฝาก Email ของท่าน
  เพื่อรับข่าวสาร ที่น่าสนใจ
29 มิถุนายน 2560
อา จ. อ. พ. พฤ ศ. ส.
    
10 
11  12  13  14  15  16  17 
18  19  20  21  22  23  24 
25  26  27  28  29  30   
             
  ข้อพิสูจน์พระพุทธศาสนา
ข้อพิสูจน์พระพุทธศาสนา3
[27 กุมภาพันธ์ 2553 14:37 น.]จำนวนผู้เข้าชม 3628 คน

เทพเจ้าชักนำสตรีชาวคริสต์มานับถือพระพุทธศาสนา
  เรื่องนี้เกิดขึ้นในประเทศอินโดนีเซีย    เมื่อปี ๒๕๑๕   ต้นเหตุของเรื่องนี้มีอยู่ว่า ในปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ทางคณะสงฆ์ร่วมกับรัฐบาลไทย   ได้จัดส่งพระธรรมทูตไป  ๔  รูป ซึ่งสำเร็จการศึกษาหลักสูตร ๒ ปี จากสำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตร   ไปต่างประเทศให้เดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในอินโดนีเซีย ในจำนวนพระธรรมทูตร ๔  รูปนี้    มีพระวิธูรธรรมภรณ์ (วิญญ์ วิชาโน) แห่งวัดบวรนิเวศวิหารอยู่รูปหนึ่ง              ที่ทำงานได้ผลดีมาก และยังทำงานพระศาสนาอยู่ในประเทศอินโดนีเซียตั้งแต่ปี ๒๕๑๒ จนถึงปัจจุบัน มีชาวอินโดนีเซียหันมาสนใจนับถือพระพุทธศาสนามากขึ้น ที่ได้วชเป็นภิกษุสามเณรก็มากรูป ทำให้เกิดมีวัดทางพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทขึ้นในอินโดนีเซีย ถึง ๑๕ วัด ในปัจจุบันนับเป็นผลงานที่ควรแก่การสรรเสริญ และควรแก่การอนุโมทนาอย่างยิ่งในวงการพระพุทธศาสนาในปัจจุบัน
  ในปี ๒๕๑๙ ท่านเจ้าคูรพระวิธูรธรรมาภรณ์      ซึ่งเป็นผู้คุ้นเคยมากกับผู้เขียน ได้เขียนหนังสือเรื่องหนึ่ง ให้ชื่อว่า              งานพระธรรมทูตและประสบการณ์ทางวิญญาณที่อินโดนีเซีย นับเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก      มีทั้งหมด ๘ เรื่อง ซึ่งท่านได้ประสบมาด้วยตนเอง และมีอยู่หลายเรื่องในจำนวน ๘ เรื่องนี้ ที่ท่านได้เล่าเพิ่มให้ผู้เขียนฟังเป็นพิเศษอีก เนื่องจากผู้เขียนกำลังค้นคว้าเรื่องเหล่านี้อยู่และมีอยู่เรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเทพเจ้า โดยท่านเล่าให้ฟังว่า
  “ในขณะที่ข้าพเจ้าทำงานธรรมทูต   อยู่ที่เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซียนั้น เมื่อประมาณปลายเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ ได้มีชาวคาธอลิกผู้หนึ่ง   นำหลานสาวชื่อ ลีบียอง อายุประมาณ ๓๐ ปี นับถือศาสนาคาธอลิกมาตั้งแต่เล็ก ๆ     มีความเข้าใจศาสนาคาธอลิคเป็นอย่างดีมาพบข้าพเจ้า น้าของ น.ส. ลีบียอง บอกว่า “หลานสาวของเขาเป็นคนทรงมาแล้ว ๒ ปี แต่ใจจริงแล้วไม่อยากเป็นเลย แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร      เคยเชิญบาทหลวงมาทำพิธีที่บ้าน ก็ไม่ได้ผล และเวลา น.ส. ลีบียองไปโบสถ์ ก็ขอ ให้บาทหลวงประกอบพิธีบ่อย ๆ   ก็ไม่ได้ผล บางครั้งในขณะที่บาทหลวงกำลังประกอบพิธีอยู่ ก็เกิดเข้าทรงขึ้นมาก็มี  
ทำให้ น.ส. ลีบียองก็แสดงอาการเข้าทรงขึ้น แต่ไม่มีอาการสั่น เพียงแต่ว่าสีหน้าเปลี่ยน  และลักษณะเปลี่ยนไปเท่านั้น ข้าพเจ้าก็สอบถามเหมือนกับรายอื่น ๆ ดังที่เคยปฏิบัติมาแล้วในอินโดนีเซีย    แต่ในรายนี้ เขาตอบเป็นภาษาอินโดนีเซียไม่ได้ ตอบเป็นภาษาอะไรก็ไม่รู้      ฟังคล้ายภาษาอินเดียโบราณ คือสำเนียงเหมือนบาลีปนสันสกฤต ไม่ว่าใครจะถามเป็นภาษาอินโดนีเซียหรือภาษาอังกฤษผู้มาเข้าทรงฟังออกทั้งนั้น และเวลาจะตอบก็ตอบเป็นภาษาดังที่กล่าวแล้ว     ผู้ถามจึงต้องใช้วิธีถาม ตอบรับ ปฏิเสธเองแต่เขา (น.ส. ลาบียอง) จะบอกว่า ใช่ หรือ ไม่ใช่ ถูก    หรือ ไม่ถูกโดยพยักหน้าบ้างใช้มือบ้าง สั่นศีรษะบ้าง จนผู้ถามทุกคนได้รับความเข้าใจ
  หลังจากที่ได้นั่งสนทนานานพอสมควร ก็ได้ความว่าผู้มาเข้าทรงซึ่งเป็นเทพเจ้าชื่อ….(ฟังไม่ชัด) เกิดในสมัยพระพุทธเจ้า ได้เคยเห็นพระพุทธเจ้า และเคยเรียนกรรมฐานมาด้วย เมื่อถามว่า พระพุทธเจ้ามีลักษณะอย่างไร เขาก็ขอกระดาษแล้วเขียนเป็นรูปพระห่มจีวรเฉวียงบ่า โกนศีรษะคล้ายพระภิกษุให้ดู
และเมื่อถามว่า “ทำไมจึงมาเข้าสู่ร่างของคนผู้นี้”    ก็บอกและชี้ให้ดูว่า       “กระดูกของคนผู้นี้เหมาะสมที่จะขอยืมใช้ก่อน และบอกด้วยว่า ประสงค์จะให้ผู้นี้  หันมานับถือพระพุทธศาสนาเพราะเหมาะกับเขา ศาสนาคาธอลิคไม่เหมาะ”
  ร่างทรง ทำนิ้วมือเป็นไม้กางเขนแล้ว       ก็ทำมือให้ทราบว่า “คน ๆ นี้ใจแข็ง” (ความจริงก็เป็นเช่นนั้น คือเป็นผู้ที่เคร่งครัดศาสนาผู้หนึ่ง ไปโบสถ์ไม่เคยขาด  แต่มาในระยะหลังไม่ค่อยกล้าไป เพราะไปทีไรเป็นถูกเข้าทรงทุกที ในเวลาอยู่ที่บ้าน   บางครั้งในขณะที่ทำงานอยู่ดี ๆ ก็มาเข้าทรง เลยทำให้รำคาญใจ ไม่อยากจะเป้นคนทรง)       พอผู้เข้าทรงออกแล้วหน้าตาก็เป็นปกติ
  ข้าพเจ้าถึงถามว่า “ในขณะที่กำลังเข้าทรงอยู่นั้น     รู้สึกอย่างไรบ้าง” น.ส. ลีบียองบอกว่า “ได้ยินคำพูดที่พูดออกมาหมด แต่ไม่รู้ว่าพุดอะไร      จะกดปากไว้ก็ไม่อยู่ เมื่ออกแล้วรู้สึกธรรมดา”
   ครั้งแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้บอก น.ส. ลีบียองว่า “ข้าพเจ้า   ได้ขอร้องผู้มาเข้าทรง ขออย่าให้มาเข้าทรงบ่อย ๆ แต่เขาไม่ยอมของให้คุณต้อนรับเขาด้วยดีเถิด อะไรที่เขาไม่ชอบ อย่าไปขัดขืนเขา ขอให้ยอมรับความจริงเสีย คือหันหน้ามานับถือพระพุทธศาสนานั่นเอง นาน ๆ จะค่อยหายไปเอง” ดู น.ส. ลีบียอง ค่อยสบายใจขึ้น
  รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง เวลาประมาณ ๑๐ นาฬิกา ได้มีหลานของ น.ส. ลีบียอง มาบอกข้าพเจ้าว่า ลีบียองกำลังเข้าทรง และบอกให้ไปตามพระมา ข้าพเจ้าพร้อมด้วยลูกศิษย์ก็ตามเขาไปพอไปถึงเห้นพี่น้องเขานั่งอยู่หลายคน น.ส. ลีบียอง   ซึ่งกำลังเข้าทรงอยู่ก็เริ่มจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธรูปที่ห้องบูชาพระในบ้านของอาเขา     ซึ่งเป็นบิดาของนายสุรัตน์กัลยาณะ แล้วสวดมนต์ฟังดูคล้าย ๆ ภาษาบาลีบ้าง ภาษาสันสกฤตบ้าง     ส่วนมากไม่รู้เรื่อง เสร็จแล้วก็พูดให้ฟังพร้อมกับทำไม้ทำมือว่า ที่นิมนต์มานี้ก็เพื่อว่าขออย่าได้สงสัยอะไรเลย      เขามาจากข้างบนนี้ (ซึ่งหมายถึงเทพเจ้า)ก็เพื่ออนุเคราะห์ เพื่อสั่งสมความดีเท่านั้น
  ข้าพเจ้าจึงได้ลองถามอีกว่า ศีลในพระพุทธศาสนามีกี่ประเภท    เขาก็ตอบเป็นคำพูด พร้อมกับยกมือขึ้นแสดงศีล ๕ ครั้งหนึ่ง ศีล ๘ ครั้งหนึ่ง ศีล ๑๐ ครั้งหนึ่ง   พอมาถึง ศีล ๒๒๗ ก็ยกมือมาที่ข้าพเจ้าพร้อมกับพูดและทำไม้ทำมือ      แสดงว่ามีมากแล้วยกหัวแม่มือขึ้น ซึ่งแสดงว่า “ถ้าเป็นอย่างนี้ได้ก็จะดีมาก”
  ข้าพเจ้าได้ถามต่อไปว่า “ท่านเคยพบพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะบ้างไหม” เขาพูดพร้อมกับแสดง คือแสดงว่า       “พระพุทธเจ้าทรงประทับนั่งกลาง พระสารีบุตรนั่งขวา พระโมคคัลลานะนั่งซ้าย” ได้ถามต่อไปว่า “รู้จักพระเจ้าพิมพิสารและนางวิสาขาหรือไม่” เขาก็พยักหน้า แต่พอถามว่า     “เคยพบพระเจ้าปเสนทิโกศลหรือไม่” เขาก็พูดและทำมือกางออกสุดแล้วสั่นศีรษะ    น่าจะแสดงว่าประเทศอินเดียเป็นประเทศกว้างขวาง ไม่อาจจะรู้เห็นได้ทั่วอะไรทำนองนั้น
  ตอนที่แปลกใจอีกตอนหนึ่ง   ก็คือเขาพูดและทำมือบอกว่าขอให้ทำพิธีพุทธมามกะ และสอนพระพุทธศาสนา ให้ น.ส. ลีบียองด้วยข้าพเจ้า   จึงได้ขอร้องว่า “ขออย่าได้รบกวน น.ส. ลีบียองมากนัก” เขาก็พยักหน้า ได้กำหนดวันทำพิธีพุทธมามกะในวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๑๕ เวลา ๑๖ นาฬิกา และข้าพเจ้าได้มอบเหรียญพระพุทธรูปให้และหนังสือต่าง ๆ ให้ไปอ่าน ในบางโอกาสได้มาเรียนธรรมที่ข้าพเจ้าพร้อม ๆ กับชาวพุทธบ่อย ๆ
  ต่อมา ราวกลางเดือนตุลาคม ญาติ ๆ ของน.ส. ลีบียอง   ได้นำข้าพเจ้าไปที่บ้าน น.ส. ลีบียอง พร้อมกับเล่าให้ฟังว่า หมู่นี้นาน ๆ จึงจะมีสักครั้ง  และมีบ่อยที่เวลาจะนอน  เธอมองเห็นหน้าคนหลายคน แต่งตัวด้วยผ้าขาวเข้าไปในห้อง มองเห็นชัด  แล้วก็หายไป บางครั้งในเลากลางคืน คนใช้เคยมองเห็นคนร่างใหญ่ยืนอยู่หลังบ้าน     พวกญาติของเขาจึงขอให้ช่วยทำพิธีสวดมนต์ให้ข้าพเจ้าพร้อมด้วยสามเณรวิชับจากวัดบวรนิเวศวิหาร     ก็ได้ทำพิธีให้ โดยปฏิบัติเหมือนดังในประเทศไทย
  ครั้นต่อมา ประมาณเดือนพฤศจิกายน ๒๕๑๕            เขาจะทำบุญบ้านสักครั้ง ข้าพเจ้าจึงบอกว่า “ขอให้รออาจารย์มาก่อน จะได้มีพระหลาย ๆ รูป   คือในต้นเดือนธันวาคม ท่านเจ้าคุณญาณวิริยาจารย์วัดธรรมะมงคลจะมา” เมื่อท่านเจ้าคุณฯ      ไปถึงอินโดนีเซียจึงได้ประกอบพิธีทำบุญบ้าน (จำวันไม่ได้) และมีพระเจริญพระพุทธมนต์ ๓ รูป     และสามเณร ๑ รูป คือท่านเจ้าคุณพระญาณวิริยาจารย์ พระสุภาดต สามเณรวิชัย และข้าพเจ้า
  หลักจาอนุโมทนาแล้ว ข้าพเจ้าได้เล่าเรื่อง น.ส. ลีบียอง       ให้ท่านเจ้าคุณพระญาณวิริยาจารย์ฟัง พร้อมกับขอให้ท่านอนุเคราะห์ ท่านก็รับว่า “ได้”   ข้าพเจ้าจึงหันไปบกแก่ น.ส. ลีบียองว่า ท่านอาจารย์องค์นี้จะช่วย ดูเธอรู้สึกดีใจมากและกล่าวคำขอบคุณ     ในทันใดนั้นเองก็ถูกเข้าทรงแล้วพูดอะไรไม่ทราบ ท่านเจ้าคุณก็บอกว่า “จะขอรับไปกรุงเทพฯ     ด้วยกัน จะไปไหม” ก็พยักหน้าบอกว่า “ไป”แต่ได้ยกมือขึ้น ๕ นิ้ว     แล้วทำให้เข้าใจว่ายังมีอีก ๕ คนที่คอยติดตาม น.ส. ลีบียองอยู่ ก็ขอให้รับไปด้วย”    ท่านเจ้าคุณพระญาณวิริยาจารย์ก็รับว่า “ได้” แล้วบอกว่า “ขอให้เตรียมตัว จะนำไปเดี๋ยวนี้”     ตอนนี้ น.ส.ลีบียองหันไปทางโต๊ะบูชาพระแล้วกราบ ๓ ครั้ง แล้วท่านเจ้าคุณฯ ก็หลับตาครู่หนึ่ง  แล้วบอกว่า “เสร็จแล้ว” ต่อจากนั้น ท่านจึงประพรมน้ำพระพุทธมนต์ให้ทั้งครอบครัว
  ภายหลังจากนั้นมานัเป็นเวลา ๑ ปีเต็ม ๆ ที่     น.ส.ลีบียองไม่ถูกเข้าทรงอีก แต่ภายหลังจาก ๑ ปี คือตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. ๒๕๑๗ เป็นต้นมา น.ส. ลีบียอง  ได้ถูกเข้าทรงอีก แต่ไม่บ่อยนัก และยังคงเป็นอยู่จนถึงปัจจุบัน
  ในปี ๒๕๒๓ ข้าพเจ้า (ผู้เขียน) ได้เดินทางไปดูงานพระศาสนาไปประเทศอินโดนีเซีย ก็ได้ทราบว่า ขณะนี้ น.ส. ลีบียองหันมานับถือพระพุทธศาสนา    และปฏิบัติเคร่งครัดมาก โดยรักษาศีล ๘ เป็นประจำ
  จากเรื่องนี้ชี้ให้เห็นชัดว่า  เทวดานั้นมีจริงแน่นอน   และสามารถจะดลบันดาลชักนำคนให้มานับถือพระพุทธศาสนาได้จริง ดังเรื่องพระสุธัมโม    ภิกษุชาวอินโดนีเซีย และเรื่องของน.ส. ลีบียองนี้เป็นตัวอย่าง เพราะฉะนั้นท่านเจ้าคุณวิธูรธรรมาภรณ์      จึงกล่าวกับผู้เขียนในตอนหนึ่งว่า “ขอให้พวกเรามาช่วยกันทำงานพระพุทธศาสนากันเถิด   ในปัจจุบันอย่าว่าแต่มนุษย์เลยที่ช่วยทำงานเพื่อพระพุทธศาสนา แม้แต่เทวดาก็ยังมาช่วย”


ประจักษ์พยาน
เรื่องกรรมและตายแล้วเกิด
  มร.เอดการ์ เคซี่ แห่งมลรัฐเคนทักกี้ อเมริกา  ผู้ได้ถึงแก่กรรมไปแล้วเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๕๖ (พ.ศ.๒๔๙๙) เป็นมนุษย์ผู้มีญาณพิเศษหรือตาทิพย์แห่งยุคปัจจุบัน ซึ่งได้ใช้ความสามารถในด้านนี้ของตนเพื่อบรรเทา และปลดเปลื้องความทุกข์ของเพื่อนมนุษย์
  เคซี่ได้รับสมญาว่า “หมอหลับแห่งอเมริกา” และได้มีคนไข้ทุกประเภทไปขอให้ช่วยรักษา หลังจากที่การรักษาทางอื่นทุก ๆ อย่างบรรดามี     ไม่สามารถบำบัดความเจ็บไข้ของตนได้แล้ว

*เรื่องนี้ ได้รับความเอื้อเฟื้อจากท่านเจ้าคุณพระศรีกิตติโสภณ (เกียรติสุกิตฺติ) วัดจักรวรรดิราชาวาส โดยท่านได้แปลถอดความเรื่องนี้มาจากเรื่อง Evidence For Karma  And  Rebirth  ของ Amarasisi  Weeraratne ในนิตยสารมหาโพธิ ฉบับเดือน กันยายน ๒๕๑๖.

 “หมอเคซี่”      ไม่เหมือนแพทย์ทั่วไปทั้งหลายตรงที่มีการศึกษาเพียงชั้นมัธยมเท่านั้น  และไม่เคยได้รับการศึกษาทางแพทย์จากสำนักศึกษาแห่งใดเลย
  เมื่ออายุ  ๒๑ ปี       เคซี่ได้จากบ้านเกิดเข้าไปหางานทำในเมือง  และได้งานทำทางด้านธุรกิจประกันภัย  แต่พอหลังจากนั้นสองสามีก็ประสบโชคร้าย  ถูกโรคหลอดเสียงในคออักเสบเล่นงานอย่างรุนแรง  เป็นผลให้พูดไม่มีเสียง  จนต้องทิ้งงานที่ทำอยุ่ไปทำงานอย่างอื่นซึ่งไม่ต้องใช้เสีงมาก  ขณะเดียวกันก้พยายามทุกวิถีทาง     เพื่อจะรักษาให้หลอดเสียงที่เสียของตนกลับคืนดีขึ้นมา  แต่ก็ปรากฏอีกว่าไม่มรการรักษาใดช่วยทำให้ดีขึ้น
 ขณะที่เคซี่อยู่ด้วยความสิ้นหวัง  ไม่มีทางจะรักษาอย่างใดอีกดังกล่าว  ก็พอดีมีผู้ชำนาญการสะกดจิตคนหนึ่ง  เดินทางไปเผยแพร่วิชาการด้านนี้ ณ เมืองที่เคซี่อยู่    เคซี่จึงได้ไปหาและขอให้ลองใช้วิชาสะกดจิตช่วยรักษาอาการที่ตัวเป็น
  ปรากฏว่าเมื่ออยู่ในภาวะถูกสะกดจิต     เคซี่สามารถพูดมีเสียงออกมาเช่นปกติ  แต่พอพ้นจากถูกสะกดจิตก็กลับพูดไม่มีเสียงอีกตามเดิม       ผู้ชำนาญการสะกดจิตได้พยายามแล้วพยายามอีกเพื่อจะแก้ให้ได้  แต่ก็ไร้ผล
 เพื่อนของเคซี่คนหนึ่ง  ชื่อ  เลน          ซึ่งเป็นนักสะกดจิตสมัครเล่นและสนใจติดตามเรื่องนี้อยู่ด้วย  คิดว่าเมื่อเคซี่สามารถพูดได้       ในขณะถูกสะกดจิตเมี่อกลับสู่ภาวะตื่นเป็นปกติแล้วก็น่าจะพูดได้ด้วย จึงตั้งใจที่จะทดลองเรื่องนี้ดูด้วยตนเองอีกที
  เลนจึงดำเนินการสะกดจิตเคซี่ เสร็จแล้วก็ตั้งคำถาม “ นี่แกบอกฉันได้ไหม ว่าอะไรเป็นเหตุให้เกิดการตีบตันในลำคอของแก และบอกด้วยได้หรือ   ไม่ว่าจะรักษาเจ้าโรคที่เป็นนี้ได้อย่างไร”
 มหัศจรรย์เกิดจะกล่าวได้เกิดขึ้น เลนได้รับคำตอบว่าอาการดังกล่าวเป็นภาวะสัมพันธ์ระหว่างจิตและร่างกาย เลือดไปหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อบางส่วนในลำคอ        ไม่พอ ให้เลนออกคำสั่งเสียในขณะที่ตนยังอยู่ในภาวะสะกดจิต ว่าให้การอุดตันทางเดินของเลือดหายเสีย ให้เลือดเดินได้สะดวก แล้วเมื่อนั้นการรักษาก็จะได้ผล

  เลนทำตามคำแนะนำ ผลปรากฏว่าชั่วขณะที่เลนจ้องสังเกตอยู่นั่นเอง      ลำคอของเคซี่ก็เปลี่ยนเป็นสีชมพู แล้วก็เป็นแดงอย่างอมเลือดฝาดเต็มที่ เคซี่สามารถพูด       ได้ด้วยเสียงปกติของตัว             และเมื่อตื่นจากการถูกสะกดจิตแล้วก็สามารถเรียกสมรรถนะในการพูดกลับมาได้ตามเดิม แล้วหลังจากนั้นได้มีการทำเพิ่มเติมอีกครั้งสองครั้ง ทุกอย่างก็สมบูรณ์เป็นปกติ
 คราวนี้มาถึงคราวของตัวเลนเองบ้าง    โดยตัวเขาก็มีอาการป่วยเรื้อรังเกี่ยวกับท้องอยู่          ได้ทดลองรักษามาแล้วทุกตำรับ แต่ก็ไม่ได้ผลเด็ดขาด เลนตั้งใจที่จะปรึกษาเคซี่ระหว่างถูกสะกดจิตดูว่าสามารถบำบัดอาการป่วยเจ็บของตนได้ไหม
 เมื่อเลนทดลองทำตามที่คิดก็ปรากฏว่าเคซี่สามารถบอกวิธีรักษาให้ได้      โดยแนะนำให้บริหารร่างกายอย่างนั้น ๆ ให้รับอาหารพิเศษอย่างนั้น ๆ     และใช้ยาประกอบอย่างนั้น ๆ ซึ่งเมื่อเลนทำตามคำแนะนำดังกล่าวก็พบว่าเป็นไปตามคำของเคซี่ คือ ภายในเวลาเพียงสามสัปดาห์ เลนก็หายขาดจากอาการดรคที่เป้นมาอย่างเรื้อรังนั้น
 คราวนี้เลนได้ประจักษ์ว่า ขณะที่ถูกสะกดจิตเคซี่มีความสามารถมหัศจรรย์ในการรักษา และโดยที่ทราบอยู่ว่า เคซี่เป็นคริสเตียนผู้เคร่งครัด   และใจบุญมีศรัทธาอ่านไบเบิ้ลจากปกหน้าถึงปกหลังทุกปี จึงได้พูดหว่านล้อมขอให้เคซี่เห็นแก่เพื่อมนุษย์จำนวนมาก ซึ่งได้รับความทุกข์ทรมานเพราะโรคร้ายนานาชนิด    และไม่สามารถหาวิธีรักษาอย่างใดอย่างหนึ่งบำบัดได้ โดยขอร้องให้เคซี่รับแนะวิธีรักษา ให้แก่คนเหล่านั้น ขั้นแรกเคซี่ไม่ตกลง เนื่องจากไม่เชื่อว่าตนมีความสามารถทำเช่นนั้นได้     แต่เมื่อถูกวิงวอนขอร้องหลายครั้งหลายหนเข้า ก็ตกลงรับทดลองรักษาในรายหนัก ๆ ซึ่งไม่สามารถหาทางรักษาได้แล้วจริง ๆ
 แม้เคซี่ไม่เคยได้ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องยา  หรือการแพทย์เลยแต่ก็ปรากฏว่าเมื่ออยู่ในระหว่างสะกดจิต เขาสามารถตรวจวิเคราะห์โรคได้อย่างแม่นยำ และใช้ศัพท์เทคนิคต่าง ๆ ที่ในเวลาปกติแล้วเขาไม่เคยรู้เลย
 กล่าวได้ว่าคนไข้ที่เคซี่รักษาหายหมดทุกราย      ไม่ปรากฏมีรายใดทรุดลงกว่าเดิมเลย ในบางราย   ในบางรายเคซี่จะบอกว่า  ไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้เนื่องจากความเจ็บป่วยนั้นเป็นผลมาจากกรรมแต่ชาติปางก่อน  เขาสามารถเพียงแต่จะบอกยา        ซึ่งอาจช่วยให้บรรเทาลงได้บ้างเมื่อเป็นขึ้นมา  เคซี่ไม่รู้เรื่องศาสนาพุทธหรือฮินดูเลย    และยิ่งไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับทฤษฎีเรื่องกรรมและเรื่องตายแล้วเกิด เมื่อมีผู้เล่าเรื่องให้ฟัง    เคซี่ถึงกับตกใจและคิดจะเลิกการรักษาที่ทำอยู่นั้นเสีย ด้วยเห็นว่าการกระทำของตนเป็น      เรื่องแอนตี้คริสเตียน แต่เพื่อนฝูงก็สามารถชี้แจงทำความเข้าใจและอ้อนวอนให้เคซี่ให้การรักษาต่อไปจนได้
  ในช่วงเวลา ๔๐ ปีเคซี่รักษาคนไข้ให้หายได้รวมจำนวนประมาณ ๓๐,๐๐๐ คน
มีข้อแตกต่างอย่างมากอยู่ประการหนึ่ง     ระหว่างเคซี่กับแพทย์ทั้งหลายทั่วไป คือเคซี่ไม่จำเป็นต้องได้เห็นคนไข้ โดยคนไข้อาจจะอยู่ห่างออกไปเป็นระยะทางตั้งร้อยไมล์ก็ได้ ที่จำเป็นมีเฉพาะชื่อกับที่อยู่อันถูกต้องของคนไข้ ซึ่งจะต้องบอกให้เคซี่ทราบในเมื่อได้อยู่ในภาวะสะกดจิตแล้ว      หากปรากฏว่าคนไข้ไม่อยู่เขาก็จะพักรายนั้นไว้แค่นั้น แล้วตรวจรายอื่นต่อไป
  ตอนจะตรวจรักษา เคซี่ไม่ต้องทำอะไรมาก       เขาเพียงแต่เข้าไปในห้อง ถอดรองเท้าและผ้าพันคอออก แล้วเอนตัวลงนอนบนที่นอน หลับตา เอามือประสานกันวางที่หน้าผากหายใจลึก ๗ ครั้ง แล้วชั่วประเดี๋ยวตาของเขาก้จะรู้สึกว่าสว่าง
  หลังจากนั้นชั่วครู่ภรรยาหรือเลขานุการของเขาก็จะบอกว่า     คราวนี้เขาจะได้เห็นคนชื่อนั้น ๆ อยู่ที่นั้น ๆ ให้เขาตรวจวิเคราะห์โรคและบอกวิธีรักษาที่จำเป็น   จากนั้นสองสามนาที เคซี่ก็จะพูด
  บ่อยครั้งที่เคซี่จะพรรณนาสภาพแวดล้อมของที่ที่เขาพบคนไข้        เช่น เขาจะบอกว่ามีสุนัขสีขาวตัวหนึ่งอยู่ที่มุมห้อง แม่ของคนไข้กำลังสวด (มนต์)      อยู่ คนไข้กำลังขึ้นบันไดมา เป็นต้น ข้อระบุของเคซี่ทำนองนี้พบว่าตรงกับที่เป็นจริงทุกครั้ง      จึงเป็นเครื่องยืนยันได้ถึงความจริงแห่พลังตาทิพย์ของเขา
  ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ปรากฏเลยว่าการตรวจวิเคราะห์โรคและการสั่งการรักษาของเคซี่ไม่ได้ผล แม้แต่เหล่าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเมื่อไม่สามารถจะตรวจวิเคราะห์โรค    ให้ทราบแน่นอนได้ ก็ต้องมาขอพึ่งพลังตาทิพย์ของเคซี่ ที่สถาบันเคซี่มีประกาศนียบัตร    ที่นายแพทย์ดังกล่าวออกให้เป็นหลักฐานอยู่เป็นจำนวนมาก
  คนไข้ส่วนใหญ่ของเควี่ เป็นผู้ได้รับการรักษาอย่างดีที่สุดทางวิทยาศาสตร์การแพทย์มาแล้วแต่ไม่ได้ผลเด้ดขาด เคซี่รักษาโรคลมบ้าหมูของพระโรมันคาธอลิก   รูปหนึ่งให้หายขาดได้ บันทึกรายงานและเอกสาร ากรรักษา สำหรับรายที่อยู่ใน    ลักษณะพิเศษกว่าปกติเช่นนี้ มีอยู่เป็นจำนวนมากที่สถาบันเคซี่
  งานของเคซี่มีความสำคัญพิเศษสำหรับชาวพุทธ          โดยที่จะได้พบประจักษ์พยานเกี่ยวกับเรื่องกรรมและตายแล้วเกิดอย่างมากมายในการดูด้วยใจ   หรือตรวจทางในของเคซี่ บางครั้งเขาบอกว่าความป่วยไข้ของคนไข้บางคนนั้น      เนื่องมาจากผลของกรรมในชาติก่อน ดังนั้นจึงไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ การรักษาของเขาเพียงแต่จะช่วยให้อาการบรรเทาลงได้บ้างเท่านั้นบางครั้งเคซี่ก็ระบุถึงชาติอดีตของคนไข้บางรายด้วย ซึ่งในชาตินั้น ๆ คนไข้เหล่านั้นได้ทำกรรมชั่วไว้    อันได้ส่งผลให้พวกเขาประสบทุกข์ทรมานในสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
  คนไข้รายหนึ่งป่วยด้วยโรคหืด   เคซี่บอกว่าเมื่อชาติก่อนเคยโยนลูกแมวให้จมน้ำตาย ชาตินี้จึงต้องได้รับทุกข์ทรมานจากอาการของโรคหืดหายใจไม่ออก
  สามีภรรยาคู่หนึ่ง ประสบปัญหาเกี่ยวกับชีวิตคู่ เคซี่บอกว่าทั้งสองเคยเป็นพระและแม่ชีโรมันคาธอลิคอยู่ที่เกาะอังกฤษในชาติดังกล่าว          ทั้งสองได้ล่วงละเมิดศีลและคำปฏิญาณ ชาตินี้จึงได้รับความเดือดร้อนยุ่งยากเช่นที่เป็นอยู่
  คนไข้เสียตารายหนึ่งได้รับบอกว่า                    เมื่อชาติก่อนเขาเป็นสมาชิกชาวเปอร์เซียเผ่าหนึ่ง คนป่าเผ่านี้จะควักลูกตาของเชลยทุกคนที่จับได้ในการสู้รบออก  และหน้าที่ควักลูกตาของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายออกดังกล่าวนั้น เป็นของคนไข้รายที่พูดถึงอยู่นี้     ดังนั้นในชาตินี้เขาจึงได้รับผลกรรมเป็นคนตาบอด
  คนไข้อีกรายหนึ่งได้รับคำบอกว่าเป็น     เพราะเมื่อชาติก่อนเขาได้มีความยินดีปรีดาในความทุกข์ทรมาน ของเพื่อมนุษย์ผู้ต้องตกเป็นเหยื่อ    ณ สนาม โรมันสเตเดี้ยม ซึ่ง ณ ที่นั้นผู้ถูกจองจำบางพวกถูกโยนลงไปให้เป็นเหยื่อของสิงโต ในบันทึกของเคซี่มีกรณีทำนองดังกล่าวนี้อยู่มากมาย
  เคซี่จะตรวจดูชาติอดีตของเด็ก ๆ แล้วบอกให้พ่อแม่ของเด็กเหล่านั้นทราบว่าเด็กเคยได้มีความชำนาญมาแล้วทางไหนพร้อมกันนั้น           ก็จะแนะนำว่าเมื่อโตขึ้นเด็กควรประกอบอาชีพในแนวที่ตนเคยมีความชำนาญมาแล้วผลปรากฏว่า ทุกรายที่ทำตามคำแนะนำของเคซี่ประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม
  จาก ข้อเท็จจริงที่ปรากฏนี้ ย่อมเป็นที่แจ้งชัดว่าเรื่องกฏแห่งกรรมและเรื่องตายแล้วเกิด เป็นหลักคำสอนที่พิสูจน์ได้ว่าแห่งกรรมและเรื่องตายแล้วเกิด       เป็นหลักคำสอนที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นความจริงทั้งประจักษ์พยานสนับสนุนเรื่องนี้ก็เป็นเรื่อง  นอกจากที่มีกล่าวในพระคัมภีร์ซึ่งเป็นเรื่องต้องเชื่อด้วยศรัทธา
  บันทึกและเอกสารเกี่ยวกับงานของเคซี่              ยังคงได้รับการเก็บรักษาไว้ ณ สถาบันเคซี่ เวอร์จิเนียบีช อเมริกา นักค้นคว้าทางจิตและผู้ศึกษาเรื่องกรรมกับตายแล้วเกิด พากันไปที่นั่น บ่อย ๆ เพื่อศึกษาบันทึกต่าง ๆ เหล่านี้ โมเรย์ เบเรนสไตน์    สนใจเรื่องกรรมและเรื่องตายแล้วเกิดก็เพราะได้ศึกษาบันทึกของเคซี่     ด้วยการสะกดจิตหญิงคนหนึ่งแล้ว ให้เธอย้อนระลึกไปถึงชาติในอดีตของเธอ
  ผลของการทดลองดังกล่าวของเบเรนสไตน์      ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันทั่วโลก และได้รับการจัดพิมพ์เป็นหนังสือให้ชื่อว่า “The Sesrch for Bridey Murphy”  ซึ่งเป็นหนังสือขายดีที่สุดของอเมริกาในปี ค.ศ. ๑๙๕๖ งานดังกล่าวรับรองความจิรง เรื่องตายแล้วเกิดว่าเป็นภาวะที่อาจทดลองพิสูจน์ได้โดยวิธีให้ระลึกชาติด้วยการสะกดจิต จิน เซรามินารา ผู้เขียนเรื่อง “Many Mansions” และ The World Within” ก็เป็นอีกคนหนึ่ง  ซึ่งได้ศึกษาบันทึกงานของเคซี่อย่างละเอียด และในหนังสือสองเล่มของเธอ ซึ่งเป็นงานขั้นมาตรฐานเกี่ยวกับเรื่องกรรมและตายแล้วเกิด เธอก็ได้อ้างถึงกรณีของเคซี่บ่อย ๆ
  จำเป็นต้องกล่าวถึงด้วยว่า  เคซี่ใช้พลังจิตของเขาเพื่อประโยชน์สุขของเพื่อนมนุษย์แต่อย่างเดียว โดยไม่เคยแม้แต่ครั้งเดียวที่จะใช้ในทางร้าย     หรือผิดศีลธรรม เขาไม่เคยช่วยพวกนักการพนันหรือบอกใบ้ให้พวกนักเลงเล่นม้า        เคซี่ไม่ยอมให้เอาเรื่องของตนไปโฆษณาเลยโดยประการทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นทางหนังสือพิมพ์ ทางวิทยุ หรือทางโทรทัศน์ แต่แม้กระนั้นก็เป็นความจำเป็นที่คนไข้จะต้องเข้าคิวรอเป้นเวลาหลาย ๆ เดือนและระยะหลังถึงร่วมปี กว่าจะสามารถกำหนดวันนัดหมายกับเคซี่ได้
  การรักษาของเคซี่มิได้ใช้ตำรับยาและวิธีการรักษาแบบของตะวันตกเสมอไป ยาของเขาบางขนานพบว่าตรงกับที่มีในตำรับการแพทย์ของอียิปต์โบราณ      ทั้งนี้โดยที่ชาติหนึ่งในอดีตเขาเคยเกิดเป็นหมอใหญ่มีชื่อเสียงที่นั่น
  การอ่านชีวประวัติและงานของเคซี่อย่างพินิจพิเคราะห์    สามารถทำให้เราเชื่อได้ในความจริงที่สำคัญยิ่งประการหนึ่ง คือข้อที่ว่า ไม่มีใครมาสู่โลกนี้แบบ    “มือเปล่า” อย่างแท้จริง โดยไม่มีทรัพย์สมบัติหรือหนี้สินอะไรติดตามมาด้วย    แต่ละคนนำเอากรรมทั้งที่เป็นส่วนดีและชั่วของตนติดตัวมา แต่ละคนนำเอากรรมทั้งที่เป็นส่วนดีและชั่ว    ของตนติดตัวมา และกรรมนั้นเป็นผู้จำแนกรูปร่าง ลักษณะอุปนิสัยใจคอ ความชำนาญพิเศษ       และ อะไรต่ออะไรอื่น ซึ่งเป็นเรื่องลี้ลับเกินกว่าจะอธิบายได้ ไม่ว่าใครจะเป็นสุข เป็นทุกข์    หรือทั้งสุขทั้งทุกข์สุดแต่กรณีในชาตินี้ ส่วนใหญ่กำหนด โดยกรรมในอดีตของตน
  พระพุทธดำรัสว่า…สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของของตน   มีกรรมเป็นเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นทายาท มีกรรมเป็นที่พึ่งพนัก…      ได้รับการยืนยันโดยผลงานของมนุษย์ตาทิพย์ยุคปัจจุบัน คือ เอดการ์ เคซี่ ผู้นี้…ผู้ซึ่งมิใช่ชาวพุทธ   ทั้งไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับ เรื่องพุทธศาสนาหรือพระพุทธองค์ ตรงกันข้าม กลับเป็นคริสเตียนผู้เคร่งครัดในศาสนาของตนด้วยซ้ำ

เด็กอัจฉริยะ
  เด็กอัจฉริยะ คือ เด็กที่มีความรู้ความสามารถเกินเด็กทั่วไปในวัยเดียวกัน และยังมีความสามารถเกินผู้ใหญ่ส่วนมากอีกด้วย เด็กประเภทนี้ นักวิทยาศาสตร์ถือว่ามีไอคิวสูง มีสมองดีเลิศ แต่ทำไมจึงแตกต่างจากเด็กทั่วไปมากถึงเพียงนั้น  ก็ไม่อาจจะอธิบายได้ชัดเจน จับได้แต่เพียงสาเหตุใกล้ว่าสมองมีไอคิวสูง  ไม่อาจจะค้นหาสาเหตุไกลออกไปกว่านี้ แต่ถ้าจะเอาหลักพระพุทธศาสนาเข้ามาอธิบายความเป็นอัจฉริยะของคนเราแล้วก็จะทราบได้ทีนทีว่า เพราะผู้นั้นเคยศึกษาเล่าเรียน หรือมีความชำนาญในวิชาที่ตนถนัดเหล่านี้   มาเมื่อชาติก่อนแล้ว เมื่อเขาตายจากชาติที่แล้วมาเกิดเป็นมนุษย์อีกในชาตินี้ทันที    โดยไม่มี การไปเกิดในภพอื่นใดคั่นระหว่าง ความรู้ความสามารถที่จิตของเขาได้เก็บไว้      เมื่อชาติก่อนยังใหม่อยู่ไม่ได้เลือนหายไป พอฟื้นฟูเข้านิดหน่อยก็คล่องแคล่วอยู่แล้วเมื่อชาติก่อน     เช่นสมมติว่า เมื่อชาติก่อนผู้นั้นเป็นศาสตราจารย์หรือเป็นอาจารย์       ผู้มีความชำนาญพิเศษอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เมื่อเขาตายไปและมาเกิดในชาติปัจจุบัน ความณุ้ความชำนาญนั้นจึงยังมีอยู่แต่ต้องลืมไปบ้างก็เพราะภพชาติปิดไว้ แต่เมื่อได้รับการทบทวนหรือกระตุ้นเข้านิดหน่อย  ก็เกิดขึ้นมากได้อีกอย่างรวดเร็วแถมบางคนยังสามารถพูดภาษาต่างประเทศ      ที่ตนยังไม่เคยเรียนมาก่อนในชาตินี้ได้อีกด้วย หากไม่เป็นอย่างนี้แล้ว ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะฉลาดเกินมนุษย์ทั่วไปมากถึงขนาดนั้น
  พระพุทธศาสนายอมรับเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด      จึงยอมรับเรื่องเช่นนี้โดยสนิทใจ และถือว่าคือกฎธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์เท่านั้นเอง   และการมาเกิดของคนเรานั้น อาจจะเปลี่ยนจากชนชาติหนึ่งมายังชาติหนึ่งก็ได้ เช่น       เมื่อชาติก่อนเคยเกิดในประเทศยุโรป แต่มาชาตินี้ไปเกิดในเอเชีย หรือ ชาติก่อนเกิดในเอเชีย       มาชาตินี้ไปเกิดในยุโรปหรืออเมริกาก็ได้หรืออาจจะไปเกิดในภพภูมิอื่น ๆ นอกจากมนุษย์โลกก็ได้           แล้วแต่กรรมดลบันดาลส่งให้ไปเกิด
  แต่มีปัญหาอยู่ว่า ถ้าหากอุปนิสัย         รวมทั้งความรู้ความสามารถในชาติก่อนสามารถติดตามมายังชาติปัจจุบันได้จริงแล้วทำไม          จึงมีเด็กอัจฉริยะเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทำไมคนทั่วไปความรู้ความสามารถเมื่อชาติก่อนไม่ติดมาด้วย       ด้องมาหาเอาใหม่ เรียนเอาใหม่ในปัจจุบันทั้งสิ้น
  ข้อนี้ขอตอบว่า อุปนิสัยและความรู้ความสามารถในชาติก่อนของคนเราติดมาในชาตินี้ด้วยกันทุกคน แต่มีมากบ้างน้อยบ้างตามบุญตามกรรม            หรือตามอุปนิสัยที่เคยสั่งสมมาในชาติก่อนดังเราจะเห็นว่า คนเราเกิดมามีอุปนิสัยใจคอไม่เหมือนกัน   มีความถนัดไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกัน เช่น บางคนถนัดทางดนตรี บางคนถนัดทางวาดเขียน       แต่บางคนถนัดในทางด้านคณิตศาสตร์ บางคนชอบความสงบ แต่บางคนชอบการต่อสู้ชกต่อย    แม้สติปัญญาก็ไม่เท่ากัน คือ บางคนโง่ บางคนฉลาด เป็นเพียงแต่ว่าจะฉลาดน้อยฉลาดมาก  หรือโง่น้อยโง่มากเท่านั้นเอง แต่การที่คนเกิดมาเป็นอัจฉริยะมีน้อย ก็เพราะว่าอัจฉริยะบุคคลในโลกนี้มีไม่มากนัก และเมื่อตายแล้วไม่มาเกิดเป็นมนุษย์ในทันทีทันใด ไปเกิดในภพอื่นที่คั่นอยู่ในระหว่าง จึงทำให้ลืมความรู้ความสามารถที่เคยมีมาเมื่อชาติก่อนเสีบเกือบหมด หรือแม้เมื่อมาเกิดในชาติปัจจุบันแล้ว บางคนไม่ได้สิ่งแวดล้อมที่ดีที่เหมาะสม         จึงไม่อาจจะแสดงความอัจฉริยะออกมา หรือแม้จะแสดงออกมาได้บ้าง แต่ไม่อาจแสดงออกเต็มที่ได้     เช่นไปเกิดในหมู่คนป่าคนดอย หรือในประเทศที่ไร้ความเจริญ แต่ถ้าหากอัจฉริยะบุคคลนั้นมาเกิดในทันทีทันใด ไม่มีภพชาติอื่นม่คั่นระหว่างและมาเกิดในตระกูล ประเทศที่มีสิ่งแวดล้อมดี เหมาะสมแล้วเขาย่อมแสดงความอัจฉริยะออกมาให้ปรากฏอย่างแน่นอน อย่างที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ในหลายประเทศ ดังตัวอย่างที่นำมาแสดงไว้ในที่นี่ ดังต่อไปนี้

 

ยูยองมิน
ยอดเด็กอัจฉริยะชาวเกาหลีเหนือ
  เรื่องนี้ ได้จากหนังสือพิมพ์ไทยรับ   ฉบับวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๖ ในข้อแนะนำของธิติพงษ์ ซึ่งขอนำมากล่าวไว้ในที่นี้แต่โดยย่อ ดังนี้
  เด็กยอดอัจฉริยะ ผู้นี้คือ เด็กชาย ยู ยอง มิน     ชาวเกาหลีเหนือ ครอบครัวของหนูน้อยคนนี้เป็นกรรมาชนอยู่หฒุ่บ้านชางชอน เมืองวอนซาน อันเป็นเมืองท่าและศูนย์กลางการพักผ่อนและตากอากาศของจังหวัดกังวอน บ้านที่ ยู ยอง มิน กับพ่อแม่อยู่นั้น แม้ไม่ได้อยู่ในตัวเมืองแต่ก็มองเห็นทัศนียภาพของเมืองวอนซานชัดเจน
  ยู ยอง มิน ลืมตามองดูโลกคอมมิวนิสต์     และสังคมที่ทุกอย่างถูกปิดกั้นอย่างเกาหลีเหนือ  แต่สัคมและลัทธิการเมืองไม่อาจห้ามสมองเธอได้  แววฉลาดฉายออกมาขณะที่ยู ยอง มินอายุไม่กี่มากน้อย  จนกระทั่งนายยู ดอง ซอล         ผู้บิดา  วัย ๓๙ปีและนางโซ บอง ซอน มารดา  อายุ ๓๓ ปี  ก็พลอยได้รับการกล่าวขวัญสรรเสริญอยู่เสมอ
  ความน่ารักน่าเอ็นดู         ทำให้เจ้าหนูได้รับของขวัญหลายอย่างในวันเกิดครบรอบปีแรก  เมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๒๑แล้วแค่วัยขวบเศษ  เพื่อนบ้านใกล้เคียงก็รู้ว่าพวกเขามองไม่ผิด  และเกินคาดด้วยซ้ำ  เพราะชื่อเสียงอัจฉริยภาพของเด็กชาย  ยู ยอง มิน กระฉ่อนไปทั่ว  ไม่เฉพาะเขตอำเภอละแวกบ้านเท่านั้น  หากกระจายไปทั่วประเทศ
                      นอกจากจะเหลือเชื่อแล้ว  แต่แต่ยังประหลาดใจพ่อแม่อย่างยิ่งในเรื่องที่เกิดขึ้นกับลูกชายของตน           คือ เมื่อวันที่  ๓  มกราคม   ๒๕๒๑       อายุไม่ครบขวบ             อยู่         
 ๒ วัน  หลังจากดรับประทานอาหารค่ำแล้ว  ทั้งครวบครัว  พ่อ  แม่  ลูกก็พักผ่อนเล่นหัวกันตามปกติ  ทันใดนั้น  เจ้าหนูน้อยก็ใช้มือน้อย ๆ เกาะไหล่บิดาแล้วท่องบทอาขยานที่ได้ยินพี่สาวอ่าน  และท่องจากหนังสือเรียนเป็นประจำ  ไม่ใช่ท่องได้     ๒-๓ ประโยคเท่านั้น   หากท่องได้ถึง ๔๐ วรรค  อย่างแม่นยำ  ซึ่งเด็กวัยแค่ไม่ครบขวบดีอย่างนี้ทั่วไปแล้ว     อย่าว่าแต่ท่องบทอาขยานเลย  แม้จะพูดเป็นประโยคเรียกชื่อ
พ่อแม่ก็ยาก
                      พออายุครบ  ๒  ขวบ               ผู้ปกครองก็พาเด็กชาย ยู ยอง มิน ไปฝากเข้าเรียนโรงเรียนอนุบาลชางซอน  พอได้เรียนเพิ่มเติมเข้าเท่านั้น   เจ้าหนูน้อยคนนี้ก็เรียนเร็ว  รายกับว่าสมองติดเครื่องคอมพิวเตอร์ คือ หลังจากเรียนอนุบาลแค่ ๒ อาทิตย์        เจ้าหนูก็เรียนหลักสูตรชั้นประถมศึกษาที่หนึ่ง            แล้วก็เรียนจบหลักสูตรชั้นประถมปีที่สองภายใน ๑ เดือน  ประถมปีที่สาม  ภายใน ๔๐ วัน   และต่อมาอีก ๔๐           วัน  ก็จบชั้นประถมปีที่สี่  สรุปแล้ว  ภายใน ๔ เดือน ๕ วัน  หนูน้อยมหัศจรรย์ ยู ยอง มิน  ก็สามารถสอบผ่านหลักสูตรชั้นประถมปีที่สี่  จึงได้รับประกาศนียบัตรชั้นประถมศึกษาเมื่ออายุ  ๔ ขวบ
                      จากนั้นก็เข้าเรียนต่อในชั้มัธยมศึกษาตอนต้นหลักสูตร ๒ ปีผ่านไป  ด้วยดี  แล้วเข้าเรียนต่อในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายอีก ๒ ปี  จึงสำเร็จมัธยมปลายเมื่ออายุแค่       ๕ ขวบ  ย่างเข้า ๖ ขวบเท่านั้น
                     หากมีใครพูดว่า  เด็กอายุ ๖ ขวบ  สามารถทำคณิตศาสตร์ระดับมหาวิทยาลัยได้คล่องแคล่ว  โดยทั่วไปก็จะไม่มีใครเชื่อ  แต่สำหรับเด็กชาย ยู ยอง
มิน ผู้นี้ ตอนอายุ ๕ ขวบเท่านั้น  แกทำได้จริงๆ         แกสามารถพูดภาษาต่างประเทศได้อีก ๕ ภาษา แม้ไม่ถึงกับเก่งเปรี๊ะ  ก็จัดเข้าขั้นเรียนรู้ได้เร็วมาก     เนื่องจากสิ่งแวดล้อมทางภาษาต่างประเทศไม่อำนวยเลย  แต่แกก็ยังสามารถพูดได้ถึง ๕ ภาษา        นับว่าอัจฉริยะอัศจรรย์เอามากทีเดียว
                      ความอัจฉริยะพิเศษสุดที่ธรรมชาติบันดาลให้เจ้าหนูน้อย ยู ยอง มินลือลั่นไปทั่ว  ทำให้ดึงดูดความสนใจเหล่านักวิชาการ  นักศึกษา  และบรรดาชนชาวโสมแดงยิ่งนัก       ทั้งศาสดาจารย์และนักวิชาการระดับดอกเตอร์  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาวิชาคณิตศาสตร์   และฟิสิกส์  ให้ความสนใจเป็นพิเศษ
  แล้ววันหนึ่ง           ในเดือนพฤษภาคม  ๒๕๒๕       ศาสตราจารย์คนหนึ่งของ
มหาวิทยาลัยการประมงเมืองวอนชาน  ก็ไปเยี่ยมถึงโรงเรียนที่เด็กชาย ยู ยอง มิน   กำลังเรียนอยู่  ท่านศาสตราจารย์ส่งปากกาหมึกซึมใส่ในมือเจ้าหนูน้อยมหัศจรรย์พร้อมกับกระดาษแผ่นหนึ่ง  แล้วการลองภูมิก็เกิดขึ้น
  ศาสตราจารย์ตั้งโจทย์คณิตศาสตร์ขึ้นว่า “ฟังน๊ะ  พระเอกของชาวเกาหลี , ล้อจักรยานล้อหนึ่ง  ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๓๗ ซม. จะต้องเคลื่อนที่หมุนไปกี่รอบบนเส้นทางยาว  ๓๗,๙๓๕  เมตร”
  หนูน้อย ยู ยอง มิน  ฟังโจทย์ไปพลาง  มือขวาถือปากกาส่วนมือซ้ายเล่นของเล่นไปพลางตามประสาเด็กๆ  แต่ทั้งที่มือทำโจทย์คณิตศาสตร์  ภายใน ๒-๓นาทีเท่านั้น  หนูน้อย ยู ยอง มิน ก็ทำเรียบร้อยแล้ววางปากกาลง  ยิ้มกริ่มเหมือนจะบอกว่า        “ ช่างเหลือเกินเลขข้อนี้” ศาสตราจารย์ท่านนั้น  ขยับตัวเข้าหาเจ้าหนู  ยู--ยอง มิน           แล้วกอดอย่างชื่นชมก่อนทดสอบคณิตศาสตร์อีกหลายข้อจนพอใจ
ไม่ใช่เพียงคณิตศาสตร์  ภาษาศาสตร์  และฟิสิกส์  เท่านั้น             ที่เจ้าหน
น้อย  ยู ยอง มิน  มีความชำนาญ        แม้แต่วิทยาศาสตร์และวรรณกรรมก็ไม่ย่อย ดังเช่นบทกลอนบทกลอนบทหนึ่ง  ยู ยอง มิน    ประพันธ์ขึ้น        ซึ่งถอดความเป็นภาษาไทยว่า                                                                   ..กรุงเปียงยางสวยสดไซร์ ฉันใด     คงเพราะคิม อิล ซัง  จอมไผทสถิตอยู่
         ตัวข้าฯ ใคร่คลาใคลไปดู                  งามไม่งามคงรู้…..เมื่อโตวัย..
                   
ประวัติย่อเด็กอัจฉริยะในประเทศต่าง  ๆ
                      ต่อไปนี้  เป็นประวัติโดยย่อของเด็กอัจฉริยะในประเทศต่าง ๆ  เท่าที่รวบรวมได้  ซึ่งท่านเจ้าคุณพระธรรมธัชมุนี    (ประยูร  สนฺตงฺกุโร  ป.ธ.๙) วัคเทพศิรินทราวาส  กรุงเทพ ฯ รองประธานสภาการศึกษามหามกุฎราชวิทยาลัย  และเป็นอาจารย์ของผู้เขียนเอง  ได้รวบรวมไว้และได้เมตตาเอื้อเฟื้อมอบให้ผุ้เขียน  จึงได้นำมาลงไว้ในที่นี้         เพื่อเป็นเครื่องสนับสนุนกฏแห่งกรรมและการเวียนว่ายตายเกิดตามหลักพระพุทธศาสนา

เรื่องที่หนึ่ง
  เด็กชาย  ลูเซียตัน        หนูน้อยผู้นี้เป้นชาวบราซิล        อันเป็นประเทศที่อยู่ในทวีปอเมริกาใต้  พออายุ  ๒ ขวบ  อ่านและเขียนหนังสือได้เอง  อายุ ๔  ขวบ         แต่งหนังสือเรื่อง “  เชื้อโรคในท่อประปา” พิมพ์เป็นเล่มแรก  พ่อแม่มีฐานะดี  และมีความรู้ดี
                     (จากหนังสือพิมพ์เดลิไทม์  ฉบับวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๒๓)
                              
เรื่องที่สอง
                      เด็กหญิง   เจีย  บาร์เชต   แม่หนูน้อยผู้นี้       เป็นชาวเมืองแชมเปี้ยน  รัฐโอไฮโอ  ประเทศสหรัฐอเมริกา  อายุ ๓ เดือนเริ่มพูด  อายุ ๖ เดือนพูดได้  อายุ  ๗       เดือน  เดินได้และเริ่มเรียนหนังสือ  พออายุ ๘ เดือน  อ่านออกเขียนได้  อายุ ๒ขวบ     กำลังอ่านเอ็นไซโคปีเดีย  ทั้งสามารถพูดได้ ถึง  ๒ ภาษา  ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาเซอร์เบีย
                      (จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์  ฉบับวันที่ ๑๑ มิถุนายน  ๒๕๒๔)

เรื่องที่สี่
                      เด็กชาย  ดำเนิน   คงคดี  เจัาหนูน้อยผู้นี้ เป็นเด็กไทยบุตรนายสยามนางเพ็กเฮี้ยง   อยู่บ้านเอราวัณ  ตำบลผาอินแปลง  อำเภอวังสพุง  จังหวัดเลย     อายุ ๕ ขวบ  อ่านหนังสือไม่ออก  แต่สามารถบวกลบเลขในใจทุกหลักได้เร็วกว่าครูใหญ่ที่โรงเรียนนั้น
                     (จากหนังสือพิมพ์แนวหน้า  ฉบับวันที่ ๑๑ มรกราคม ๒๕๒๔)

เรื่องที่ห้า
  เด็กหญิง  ทิพย์สุดา  สุนทรเวช               แม่หนูน้อยคนนี้  เป็นลูกคุณหมอจุฑา
  กับคุณหมอพวงแก้ว  อายุ ๑ ขวบ  ๕ เดือน    สามารถอ่านภาษาไทยหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ได้คล่อง  อายุ ๑๐ ขวบ  เรียนอยู่มัธยมที่ ๓ ที่สาธิตจุฬาฯ..  
                                                      

เรื่องที่หก
  เด็กชาย  เงา  เจ้าหนูน้อยคนนี้  เป็นบุตรนายสายชาวเกาะอ่างทอง  อำเภอเกาะสมุย  จังหวัดสุราษฎร์ธานี  อายุ ๖ ขวบ  สามารถบวกลบเลขทุกหลักได้  เมื่อ มีผู้ตั้งโจทย์แล้ว  แกจะพูดทวนแล้วตอบทันที

                                   เรื่องที่เจ็ด
  เด็กชาย  มิเชล  โดโช             เจ้าหนูน้อยผู้นี้  เป็นชาวเมืองอูนาโปลิส  ประเทศบราซิล  มารดาชื่อซีโมน เทเรซ่า  โดโช  อายุ  ๒ ขวบสามารถเล่นเปียโน  เพลงคลาสสิก  เช่น  เพลงของโชคอฟสกี้  เป็นต้น  และเพลงพื้นเมืองได้อย่างคล่องแล้ว   อ่านโน๊ตก็ไม่ออก    เล่นได้โดยไม่เคยเรียนเลย  เล่นเป็นเองนั่งครั้งเดียวก็เล่นได้     หรือเล่นตามโดยไม่ฟังมาก่อนก็ได้ ( เรื่องนี้ย่อมแสดงให้เห็นชัดเจนว่า      ความรู้ความสามารถนั้นได้ติดมาจากชาติก่อนอย่างแน่นอน   เพราะไม่เคยเรียนมาก่อนก็ทำได้ ทั้งที่อายุเพียง  ๒ ขวบเท่านั้น  แม้โ น๊ตพลงก็อ่านไม่ออก)
                     ( จากหนังสือพิมพิมพ์ไทยรัฐ  ฉบับวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๒๔)

เรื่องที่แปด
  เด็กชาย   ชารอน  สโตน               เจ้าหนูน้อยผู้นี้  เป็นชาวเมืองแซกเกอร์ทาวน์
ประเทศสหรัฐอเมริกา  เป้นเด็กที่มีไอคิวสูงมาก  คือมีไอคิว ๑๖๕ ถึง ๑๗๔ (คนทั่วไปฒีไอคิว ๙๐-๑๐๙ เท่านั้น)  เมื่ออายุ ๔ ขวบ  ทำเลข บวก ลบ คูณ  อ่าน -เขียน ได้ หมด
                     ( จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ  ฉบับวันที่ ๓๐ สิงหาคม  ๒๕๒๗ )


เรื่องที่เก้า
  เด็กหญิง   ชนิดา  ศรีเกษม   แม่เจ้าหนูน้อยผู้นี้  เป็นบุตรสาวของนายวันชัยกับนางนพพร  ศรีเกษม    อยู่บ้านเลขที่  ๔๗      หมู่ ๒ แขวงคลองขวาง  เขตภาษีเจริญ   กรุงเทพมหานคร  อายื  ๑๒ ปีกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่หนึ่ง  แต่สามารถเรียนระดับปริญญาตรี  มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช     ได้คะเเนนยอดเยี่ยม     ดร. วิจิตร  ศรีสะอ้าน  อธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชกล่าวว่า  เป็นเด็ก   สมองดีเป็นเยี่ยม แม้ผู้ใหญ่อายุ ๗๑ปีเรียนชุดวิชาเดียวกันกับเด็กหญิง  ชนิดานี้  ก็ยังไม่สามารถสอบผ่านเหมือนแม่หนูน้อยคนนี้
                    (จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ  ฉบับวันที่  ๑๔ มรกราคม  ๒๕๒๗ )

เรื่องที่สิบ
  เด็กชาย   จิง  จิง   เจ้าหนูน้อยผู้นี้    เป็นชาวเมืองวูฮั่น ประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ บิดาเป็นนักค้นคว้าทางการพัฒนากรรมพันธุ์วิทยา  มารดาเป็นคนธรรมดา  เมื่ออายุได้ ๑ ขวบเพิ่งสอนเดิน  สามารถพูดอังกฤษได้เก่งเท่ากับคนจบมาจากมหาวิทยาลัย       มีความรู้ส่วนสัด  รูปทรงทางคณิตศาสตร์ได้ยิ่งกว่าผู้ใหญ่  อายุ ๒ ขวบ  มีความรู้ทางคณิตศาสตร์อย่างหาตัวจับยาก  อายุ ๔ ขวบ  สามารถท่องจำโคลงภาษาจีนโบราณนับร้อยๆ โคลงได้     สามารถรู้วิชาคำนวนชั้นสูงดังนั้นมหาวิทยาลัยวูฮั่น     จึงมีมติรับเข้าเรียนชั้นปริญญาสาขาวิชาวิยาศาสตร์และเทคโนโลยี.
                     ( จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ  ฉบับวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๘ )   



ข้อพิสูจน์พระพุทธศาสนา
- ข้อพิสูจน์พระพุทธศาสนา4 [27 กุมภาพันธ์ 2553 14:37 น.]
- ข้อพิสูจน์พระพุทธศาสนา3 [27 กุมภาพันธ์ 2553 14:37 น.]
- ข้อพิสูจน์พระพุทธศานา 2 [27 กุมภาพันธ์ 2553 14:37 น.]
- ข้อพิสูจน์พระพุทธศาสนา1 [27 กุมภาพันธ์ 2553 14:37 น.]
ดูทั้งหมด

Engine by MAKEWEBEASY