สถิติผู้เข้าชม
 ขณะนี้มีผู้เข้าใช้ 29
 ผู้เข้าชมในวันนี้ 450
 ผู้เข้าชมทั้งหมด 3,200,585
กรุณาฝาก Email ของท่าน
  เพื่อรับข่าวสาร ที่น่าสนใจ
29 มิถุนายน 2560
อา จ. อ. พ. พฤ ศ. ส.
    
10 
11  12  13  14  15  16  17 
18  19  20  21  22  23  24 
25  26  27  28  29  30   
             
  ข้อพิสูจน์พระพุทธศาสนา
ข้อพิสูจน์พระพุทธศาสนา1
[27 กุมภาพันธ์ 2553 14:22 น.]จำนวนผู้เข้าชม 4534 คน

ภาคหนึ่ง

เหตุผล

และหลักฐาน

ทางคัมภีร์พระพุทธศาสนา

ตายแล้วไปไหน
    เรื่อง     “ตายแล้วไปไหน”     เป็นปัญหาที่น่าคิดและน่าสนใจมากเรื่องหนึ่ง  ที่มนุษย์ทุกชาติทุกภาษาค้นคิดกันมานานแล้ว    ตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน  ว่าคนเราตายแล้วไปไหน ?  ตายแล้วเกิดอีกหรือเปล่า ?  นรกสวรรค์มีจริงหรือไม่ ?   วิญญาณหรือจิตมีจริงหรือเปล่า ?  ผีมีจริงหรือไม่ ?    คำตอบต่อปัญหาเหล่านี้ คือสิ่งที่จะนำมาชี้แจงให้ทราบในที่นี้
  เดิมทีเดียว      แม้ผู้เขียนเองก็ไม่ค่อยเชื่อว่า ตายแล้วจะมีการเกิดอีกแม้เมื่อบวชเข้ามาแล้วก็ยังสงสัยอยู่ แต่เมื่อได้ศึกษาค้นคว้าตามหลักพระพุทธศาสนาแล้ว ก็ปรากฏว่า พระพุทธเจ้าตรัสยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้มีจริง       แต่ก็ยังไม่เชื่อสนิทใจอยู่นั่นเอง  เพราะเป็นเพียงพบหลักฐานในตำราเท่านั้น เมื่อได้ปฏิบัติกรรมฐาน    และได้ศึกษาค้นคว้าเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งได้เดินทางรอนแรมไปทั้งในประเทศไทยแล้วต่างประเทศหลายแห่ง ได้พบเห็นสิ่งต่าง ๆ เพิ่มขึ้น ในที่สุดก็ต้องยอมรับตามที่พระพุทธเจ้าตรัสยืนยันไว้ว่า   คนเราตายแล้วต้องไปตามกรรมของตน แต่ที่ว่าไปไหนนั้นยังให้คำตอบชี้ชัดลงไปแน่นอนไม่ได้  เพราะแล้วแต่กรรมที่ทำไว้จะเสกสรรค์ให้เป็นไป

จิตเป็นตัวนำไปเกิด
  พระพุทธศาสนาเชื่อถือ ในสังสารวัฏ-การเวียนว่ายตายเกิดและถือว่าคนเราทุกคนล้วนเกิดมาแล้วทั้งสิ้น   นับชาติไม่ถ้วน   และเกิดในภพภูมิที่ดีบ้าง     ไม่ดีบ้าง ตามกฎแห่งกรรมที่ได้ทำไว้ทั้งดีและชั่ว   ถ้ายังมีกิเลสอันเปรียบเหมือนยางเหนียวในพืชอยู่ตราบใดก็ต้องเวียน ว่าย ตาย เกิดอยู่ตราบนั้น จิตที่ได้รับการอบรมแล้ว    ถ้ายังไม่สิ้นกิเลส ก็ย่อมนำไปเกิดในภพภูมิที่ประณีต มีความสุข ประเสริฐ       และสูงขึ้น แต่ถ้าจิตไม่ได้รับการฝึกอบรม ปล่อยไว้ตามสภาพที่มันเป็น    ปล่อยให้สกปรกเศร้าหมองเพราะถูกกิเลสเกาะกิน นอกจากจะก่อความทุกข์ความเดือดร้อน     ให้แก่ตนเองและสังคมในชาตินี้แล้ว      ยังจะให้ภพชาติต่ำทรามลงไป ต้องประสบความทุกข์ ความเดือดร้อนมากในชาติต่อ ๆ ไปอีกด้วย
  หากจะมีใครถามว่า “ที่ว่าคนเราตายนั้น ร่างกายตายหรือจิตตาย หรือว่าตายทั้งสองอย่าง” ขอตอบว่า “ตายเฉพาะร่างกายเท่านั้น จิตหาได้ตายไปเหมือนกับร่างกายนั้นไม่ แต่ไปเกิดในภพใหม่ชาติใหม่   ตามแรงของกรรม   ซึ่งส่งบุคคลเราไปเกิดในภพชาตินั้น ๆ เปรียบเหมือนเรือนที่ถูกไฟไหม้ โดยที่เจ้าของไม่ได้เป็นอันตราย อยากจะถามว่า    “เมื่อเรือนถูกไฟไหม้เสียแล้วเจ้าของเรือนจะไปอยู่ที่ไหน”  ขอตอบว่า  “เขาจะต้องหาที่แห่งใหม่อยู่ตามที่เขาจะสามารถหาอยู่ได้  กล่าวคือ  ถ้าผู้นั้นเป็นคนมีความสามารถดี มีเงินทองอยู่มาก หรือมีญาติพี่น้องคอยให้ความช่วยเหลืออยู่     เขาก็อาจสร้างบ้านใหม่ได้ดี   หรือไปอาศัยญาติพี่น้องอยู่  แต่ถ้าผู้นั้นไร้ความสามารถ ยากจนสิ้นเนื้อประดาตัว ไร้ญาติขาดมิตร เขาก็ย่อมไปหาที่อยู่ตามยถากรรมของเขา ฉันใด  คนเราที่ตายไปจากโลกนี้แล้ว     ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อร่างกายเดิมใช้การมิได้แล้ว ก็ย่อมไปเกิดในภพใหม่ชาติใหม่       ตามพลังแห่งกรรมที่ตนได้ทำเอาไว้ ถ้าเขาทำกรรมดีไว้มาก  คือพัฒนาอบรมจิตตนเองได้มากแล้ว    ก็ย่อมไปบังเกิดในที่ดี มีความสุข ถ้าเขาทำความดีไว้น้อย แต่ทำความชั่วไว้มาก    คือยังด้อยในด้านพัฒนาจิตใจของตนอยู่เขาก็ย่อมไปเกิดในที่มีความทุกข์ตามยถากรรมของตน
จิตเป็นตัวสั่งสมบุญและบาป
  ลักษณะที่สำคัญประการหนึ่งของจิต     ก็คือ  เป็นตัวสั่งสมบุญ บาปกรรมและกิเลสเอาไว้ ก็เมื่อจิตมีหน้าที่รับอารมณ์ จึงเก็บอารมณ์ทุกชนิดทั้งที่เป็นบุญ  ทั้งที่เป็นบาป ทั้งที่ไม่ใช่บุญไม่ใช่บาปเอาไว้ แล้วเก็บไว้ในภวังค์ที่เรียกว่า ภวังคจิต เก็บไว้ได้หมดสิ้นอย่างละเอียด และสามารถนำติดตัวข้ามภพข้ามชาติไปได้ด้วย
  ลักษณะที่จิตเก็บบุญและบาปเอาไว้นั้น  เหมือนกระดาษซับ  ที่สามารถซับน้ำเอาไว้  คือ  ตามปกติเมื่อมีน้ำหกราดลงบนโต๊ะ หรือบนพื้นห้องถ้ามีกระดาษซับ เรามักจะใช้กระดาษนี้ซับ   น้ำที่หกราดนั้นให้แห้งไปได้   กระดาษซับสามารกเก็บน้ำได้หมดฉันใด จิตก็เหมือนกัน   เมื่อคนเราทำบุญหรือบาปลงไปจิตก็ซับเก็บไว้ได้หมด  ฉันนั้น  จิตจึงเป็นสภาพพิเศษที่น่าศึกษาจริง ๆ    และเราทุกคนก็ได้ใช้จิตสั่งงานอยู่เกือบตลอดเวลา  คนฉลาดจึงเห็นคุณค่าในการพัฒนาจิต อบรมจิตของตน
  ในเรื่องที่จิตสามารถเก็บบุญและบาปเอาไว้จนถึงนำข้ามภพข้ามชาติไปได้นี้ บางคนอาจจะสงสัยและคัดค้านว่า        “ถ้าหากว่าจิตมีลักษณะเกิดดับอยู่ตลอดเวลาแล้ว จะติดตามจิตต่อไปได้อย่างไร  เพราะบุญและบาปได้ดับไปพร้อมจิตดวงนั้นเสียแล้ว”
  ข้อนี้ขอเฉลยว่า ธรรมชาติของจิตเกิดดับอยู่ตลอดเวลา และเกิดดับสืบต่อกันไปไม่ขาดสาย  เหมือนกระแสไฟฟ้าที่ทำให้แสงสว่างติดต่อกันตลอด เพราะเกิดดับไวมาก อันธรรมชาติของจิตนั้น ก่อนที่มันจะดับ ไป ได้ถ่ายทอดทิ้งเชื้อ คือ บุญ บาป กรรม กิเลส   ไว้ให้จิตดวงต่อไป    เก็บไว้นำต่อไป   แล้วแสดงผลออกมาเป็นระยะตามพลังแห่งกรรม คือบุญและบาปที่ได้สั่งสมไว้ บุญบาป มิได้สูญหายไปพร้อมกับความตายของร่างกาย หรือพร้อมกับความดับของจิต      แต่ได้ถ่ายทอดสืบเนื่องไปตลอดเวลา เหมือนกับพันธุกรรมของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายที่ถ่ายทอดสืบต่อมาจากพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ทวด แม้ท่านจะตายล่วงลับไปแล้ว  แต่ตัวท่านก็ยังมีอยู่ เพราะยีน  (Gene)   ซึ่งถ่ายทอดมาจากสเปอร์ม  และไข่     อันเป็นเชื้อในพันธุกรรมของท่านซึ่งเปรียบเสมือนบุญและบาป ยังสืบต่ออยู่ในบุตรหลานของท่านเพราะฉะนั้น   บุญ บาป จึงมิได้หายไปตราบเท่าที่คนนั้นยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ แม้จิตจะเป็นธรรมชาติเกิดดับอยู่ตลอดเวลาก็ตาม   คนที่เคยพัฒนาตนไว้ดีเมื่อชาติก่อน ๆ เมื่อมาสู่ชาตินี้ จิตก็ยังมีคุณภาพสูงอยู่ ดังที่เราได้พบเห็นท่านผู้ที่มีบุญมากมาเกิด จึงเป็นคนมีรูปร่างดี ปัญญาเฉียบแหลม จิตใจเข้มแข็ง ประกอบด้วยเมตตากรุณา เป็นต้น  แต่ถ้าผู้นั้นจะกินแต่บุญเก่าอย่างเดียว  ไม่ยอมพัฒนาตนเองในปัจจุบัน พลังของบุญหรือพลังแห่งการพัฒนาตนไว้เมื่อชาติก่อนนั้นย่อมหมดไป ฉะนั้น คนที่ฉลาดจึงไม่หวังแต่กินบุญเก่าอย่างเดียว เขาจะพยายามเพิ่มบุญใหม่ด้วยการพัฒนาตน อบรมตนในปัจจุบันด้วย


บุญและบาป
  เนื่องจากจิตเป็นตัวรับหรือเก็บเอาบุญบาปเอาไว้       ฉะนั้นการศึกษาให้เข้าใจเรื่องบุญบาปตามหลักพระพุทธศาสนา จึงมีความจำเป็นประการหนึ่งในการอบรมจิต   เพราะจิตของคนที่สั่งสมบุญไว้มาก เป็นจิตที่มีคุณภาพสูง เนื่องจากเป็นจิตที่ได้รับการพัฒนา  ส่วนจิตของคนที่สั่งสมบาป หรือทำบาปไว้มาก      เป็นจิตที่มีคุณภาพต่ำ เพราะการขาดการพัฒนา ฉะนั้น จิตของคนที่มีบุญมากกับมีบาปมาก    จึงต่างกันมาก    เหมือนกับสภาพของประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศที่ด้อยพัฒนา เราจะเห็นได้ว่า ในปัจจุบันประชาชนในหมู่ประเทศทั้ง ๒ มีความเป็นอยู่แตกต่างกันมาก
ลักษณะของบุญ

         บุญ คือสภาวะของจิตที่เกิดขึ้นมาแล้วผ่องใส ดีงาม ให้ผลเป็นความสุข
   บุญมีลักษณะที่จะเข้าใจได้ง่าย ๆ อยู่ ๓ ประการ คือ
 ก. เมื่อกล่าวถึงเหตุของบุญ ได้แก่ การทำความดีทุกอย่าง
 ข. เมื่อกล่าวถึงผลของบุญ ได้แก่ ความสุขกาย สุขใจทั้งในชาตินี้และในชาติต่อไป
 ค. เมื่อกล่าวถึงสภาพของจิต ได้แก่ จิตใจที่สะอาดผ่องใส
  เพราะฉะนั้น     บุญก็คือการทำความดี        อันเป็นเหตุทำจิตของตนให้ผ่องใสสะอาด แล้วก่อผลส่งผลให้เกิดความสุขความเจริญทั้งร่างกายและจิตใจ   ให้แก่คนที่ทำบุญไว้ หรือคนที่อบรมจิตของตน หรือจะพูดอย่างย่อก็คือ บุญก็คือความสุขนั่นเอง ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า     “ภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายอย่ากลัวต่อบุญเลย คำว่าบุญนี้เป็นชื่อแห่งความสุข”
(องฺ.* สตฺตก. ๒๓/๙๕/๙๐)

 การยกหลักฐานจากพระไตรปิฎกมาอ้างอิงไว้ด้วย ก็เพื่อชี้ให้เห็นว่าที่เขียนมานี้ ไม่ใช่พูดขึ้นมาเองโดยไม่มีหลักฐาน และเพื่อให้ท่านผู้สนใจได้ค้นเพิ่มเติมจากพระไตรปิฎกโดยตรง
 พระไตรปิฎกที่ยกมาอ้างอิงนี้ เป็นฉบับบภาษาบาลี อักษรย่อตัวแรก หมายถึงชื่อคัมภีร์ ตัวที่ ๒ หมายถึงหมวดของคัมภีร์นั้น ตัวเลขอันดับแรก หมายถึงเล่มของพระไตรปิฎก.  อันดับสอง หมายถึงข้อ. อันดับสาม หมายถึงหน้าของพระไตรปิฎกเล่มนั้น เช่น องฺ. สตฺตก.  หมายถึง สัตตกนิบาต. ๒๓ หมายถึงเล่มที่ ๒๓. เลขอันดับกลาง คือ ๙๕ หมายถึง ข้อที่ ๙๕ ส่วน ๙๐ หมายถึงหน้า ๙๐

ลักษณะของบาป
       บาป คือ สภาวะของจิตที่เกิดขึ้นแล้วเศร้าหมอง เร้าร้อน ให้ผลเป็นความทุกข์
 ส่วนบาปนั้น มีลักษณะตรงกันข้ามกับบุญ   ซึ่งมีลักษณะ ๓ อย่าง เช่นเดียวกัน  คือ
              ก. เมื่อกล่าวถึงเหตุของบาป  ได้แก่  การทำชั่วทุกอย่าง
             ข. เมื่อกล่าวถึงผลของบาป      ได้แก่ ความทุกข์กาย ทุกข์ใจทั้งในชาตินี้และในชาติหน้า
  ค. เมื่อกล่าวถึงสภาพของจิตใจ ได้แก่  ความสกปรกเศร้าหมองของจิตใจ
  ฉะนั้น บาปก็คือชั่ว   อันเป็นเหตุทำจิตใจของตนให้สกปรกเศร้าหมอง แล้วส่งผลเป็นความทุกข์ความเดือดร้อน พระพุทธเจ้าจึงตรัสเตือนไว้ว่า “ความชั่วไม่ทำเสียเลยดีกว่า เพราะว่าความชั่วย่อมตามเผาผลาญในภายหลังได้”
        (ขุ.ธ. ๒๕/๓๒/๕๖)
ปัญหาเรื่องนรกสวรรค์
  ปัญหาเรื่อง     นรกสวรรค์   ผีสาง  เทวดา มีจริงหรือไม่ ถ้ามี มีอยู่อย่างไร? เป็นปัญหาที่น่าสนใจของคนทั่วไปในโลก      ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก       เป็นปัญหาที่ขบคิดกันมานานตั้งแต่โบราณจนกระทั่งปัจจุบัน
  ผู้สอนศีลธรรมในโรงเรียน ไม่ว่าในระดับไหน มักจะได้รับคำถามเรื่อง เทวดา นรก สวรรค์ อยู่เสมอ รวมทั้งพระสงฆ์และอนุศาสนาจารย์ ก็ได้รับคำถามเช่นนี้ด้วย
  ในฐานะที่เรานับถือพระพุทธศาสนา   จึงควรศึกษาให้เข้าใจเรื่องเหล่านี้ให้ถ่องแท้ เพราะเป็นปัญหาที่มีความสัมพันธ์กับพระพุทธศาสนาอย่างแยกไม่ออก  ฉะนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับชาวพุทธที่ต้องค้นคว้าศึกษาให้ทราบว่า พระพุทธเจ้า ได้ตรัสถึงสิ่งเหล่านี้ไว้อย่างไรบ้าง ถ้าตรัสไว้ ปรากฏอยู่ในคัมภีร์อะไรบ้าง ใจความว่าอย่างไร    เพื่อเราจะรับสิ่งเหล่านี้อย่างมีหลักฐาน ไม่ใช่พูดขึ้นมาลอย ๆ โดยไม่มีหลักฐานอ้างอิง
  เรื่องนรกสวรรค์ มีความสัมพันธ์กันอย่างแยก   ไม่ออกกับเรื่องกรรมและเรื่องหลักสังสารวัฏตามหลักพระพุทธศาสนา ในพระไตรปิฏกได้กล่าวในเรื่องนรก-สวรรค์ว่ามีอยู่จริงในจักรวาลนี้เอง  ซึ่งสวรรค์ก็คือ  เทวภูมิ เป็นที่อาศัยของเทวดามี ๖ ชั้น อยู่เหนือยอดเขาสิเนรุ ณ ใจกลางของจักรวาล ส่วนนรก หรือนริยภูมิ เป็นที่อาศัยของสัตว์นรก มี ๘๐ ขุม อยู่ใต้เขาสิเนรุ เป็นที่มีความร้อนสูงมาก 
พระพุทธศาสนายืนยันว่าคนเราตายแล้วเกิดจริง
  พระพุทธศาสนายืนยันว่า    การเวียนว่ายตายเกิดมีอยู่จริงซึ่งมีหลักฐานปรากฏอยู่ในคัมภีร์พระพุทธศาสนาจำนวนมาก เช่นในคัมภีร์ชาดกเปตวัตถุ วิมานวัตถุ และพระสูตรต่าง ๆ ดังเช่นที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในบาปวรรคแห่งคัมภีร์ธรรมบทว่า
  “คพฺภเมเก  อุปปชฺชนฺติ  นิรย

ข้อพิสูจน์พระพุทธศาสนา
- ข้อพิสูจน์พระพุทธศาสนา4 [27 กุมภาพันธ์ 2553 14:22 น.]
- ข้อพิสูจน์พระพุทธศาสนา3 [27 กุมภาพันธ์ 2553 14:22 น.]
- ข้อพิสูจน์พระพุทธศานา 2 [27 กุมภาพันธ์ 2553 14:22 น.]
- ข้อพิสูจน์พระพุทธศาสนา1 [27 กุมภาพันธ์ 2553 14:22 น.]
ดูทั้งหมด

Engine by MAKEWEBEASY