สถิติผู้เข้าชม
 ขณะนี้มีผู้เข้าใช้ 3
 ผู้เข้าชมในวันนี้ 1,502
 ผู้เข้าชมทั้งหมด 1,905,115
กรุณาฝาก Email ของท่าน
  เพื่อรับข่าวสาร ที่น่าสนใจ
25 กรกฎาคม 2557
อา จ. อ. พ. พฤ ศ. ส.
  
10  11  12 
13  14  15  16  17  18  19 
20  21  22  23  24  25  26 
27  28  29  30  31     
             
  ข้อพิสูจน์พระพุทธศาสนา
ข้อพิสูจน์พระพุทธศานา 2
[27 กุมภาพันธ์ 2553 14:33 น.]จำนวนผู้เข้าชม 2345 คน

สัมภเวสี
  สัมภเวสี    เป็นเรื่องที่น่าสนใจเรื่องหนึ่งในพระพุทธศาสนาเพราะเป็นหลักยืนยันว่า คนเราตายไปแล้วเกิดใหม่จริง    แต่มีชาวพุทธจำนวนไม่น้อย ไม่เข้าใจสภาพอันแท้จริงของสัมภเวสี และยังมีความเข้าใจแตกต่างกันในกลุ่มชาวพุทธบางนิกาย ฉะนั้น เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าศึกษาเรื่องหนึ่ง เพราะเกิดขึ้นกับทุกชีวิต
  สัมภเวสี   มายถึงสัตว์โลกที่ยังแสวงหาที่เกิด คือยังต้องเวียนว่ายตายเกิดในภพน้อยใหญ่อยู่ เมื่อยังไม่สำเร็จ พระอรหันต์ตราบใด ก็ยังเป็นสัมภเวสีอยู่ตราบนั้น แต่สัมภเวสีนี้ยังมีชาวพุทธอยู่จำนวนไม่น้อยที่เข้าใจว่า   ได้แก่สัตว์ที่ยังท่องเที่ยวแสวงหาที่เกิดอยู่ คือยังไม่ทันเกิดในภพใดภพหนึ่ง หลังจากที่ตายไปแล้ว       โดยเฉพาะชาวพุทธฝ่านมหายานบางนิกาย เชื่อว่าผู้ที่ตายแล้วจะต้องอยู่ในอันตรภพ (ระหว่างภพ)   เป็นเวลา   ๗  วัน    บ้าง ๑๕ วันบ้าง ๑ เดือนบ้าง เพื่อรอคอยการปฏิสนธิ จึงจะไปเกิดในกำเนินทั้ง ๔ กำเนิดใดกำเนิดหนึ่งได้ สัตว์ที่อยู่ในอัตรภพนี้ คือสัมภเวสี เพราะยังแสวงหาภพที่เกิดอยู่ ความเชื่อเรื่องอันตรภพนี้ยังมีอยู่แม้ในหมู่ชาวพุทธไทยบางท่าน ทั้งนี้ก็     เพราะได้รับอิทธิพลจากพระพุทธศาสนามหายานนิกายมนตรยาน ซึ่งเคยรุ่งเรืองอยู่ในประเทศไทย   ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๒ ถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๗
  แต่ตามหลักความจริงในพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทแล้ว  สัตว์ที่อยู่ในอัตรภพนี้ไม่มีเลย เพราะเมื่อความตายบังเกิดขึ้น จิตเคลื่อนไปปฏิสนธิจิตก็ปรากฏในทันที      จิตหรือวิญญาณจะเที่ยวเร่ร่อนอยู่โดยไม่มีรูปร่าง หรือไม่มีภพที่เกิดนั้นไม่มีเลย เพราะจิต นั้นจะต้องอาศัยร่างเป็นที่อยู่ ดังคำพระบาลีว่า
“คูหาสยํ  จิตนี้มีถ้ำคือกายเป็นที่อาศัย” เช่นเดียวกับกระแสไฟฟ้า ซึ่งจะต้องอาศัยวัตถุอันเป็นแหล่งที่อยู่ที่เกิดของมัน จะอยู่โดยตัวของมันเอง โดยไม่ได้อาศัยสสารชนิดใดชนิด

* นี้หมายถึงจิตของผู้ที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในกามภพ และรูปภาพเท่านั้น ส่วนผู้ที่ไปเกิดในอรูปภพหรืออรูปพรหมนั้น ไม่มีรูป มีแต่นาม คือ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณหนึ่งไม่ได้       ถ้าหากว่าผู้ตายแล้วจะต้องไปรดอยู่ในอัตรภพ ก็เท่ากับว่าภพหรือภูมิที่เกิดของสัตว์ มีเพิ่มเข้ามาอีกหนึ่ง ซึ่งเดิมมีอยู่ ๓๑ ๓มิ ก็จะต้องเป็น ๓๒ ภูมิ แต่ความจริงไม่เป็นอย่างนั้น     ภูมิ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้มี ๓๑ คือ อบาย ๔ สวรรค์ชั้นกามาพจร ๖ รูปพรหม ๑๖ อรูปพรหม ๔ และมนุษย์โลก ๑ เท่านั้น ฉะนั้นผู้ที่ตายแล้ว ถ้ายังมีกิเลสก็ต้องเกิดในภูมิใดภูมิหนึ่งทันที ดังพระบาลีว่า “สุตฺตปฺพุทโธ วิย เหมือนหลับแล้วตื่นขึ้น” ไม่มีการรอหาที่เกิด แต่การที่จะไปเกิดในภพใดที่ใดนั้น     ก็ขึ้นอยู่กับแรงเหวี่ยงของกรรมที่ส่งไป ฉะนั้น การที่คนบางคนพบเห็นว่า ญาติคนนั้นคนนี้ตายไปแล้ว   มาปรากฏตัวให้เห็นอย่างนั้นอย่างนี้ ก็หมายถึงว่า เขาได้ไปเกิดแล้วในภพใหม่ แต่เป็นกำเนิดของโอปปาติกะ  คือ อาจจะเกิดเป็นเปรต เป็นอสุรกาย หรือเป็นเทวดาจำพวกใดจำพวกหนึ่งก็ได้ ซึ่งกำเนิดพวกนี้    เป็นอทิสสมานกาย มองดูด้วยตาเนื้อไม่เห็น จะปรากฏแก่เราได้ก็เมื่อเขาทำกายให้หยาบ ด้วยประสงค์จะแสดงหรือบอกให้ผู้ที่เขาต้องการจะให้ได้รู้ได้ทราบเท่านั้น
  เพื่อความเข้าใจในเรื่องนี้       จะขอนำเรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๕ เรื่องหนึ่งมาเป็นหลักฐานยืนยันประกอบ          เพื่อสนับสนุนหลักธรรมในพระพุทธศาสนาข้อนี้
  เรื่องมีอยู่ว่า ได้มีหญิงสาวคนหนึ่งอายุประมาณ ๒๑ ปี ขอสมมติชื่อว่า ชุลีนาถ บ้านอยู่กรุงเทพ ฯ ได้ไปทำงานที่โรงงานแห่งหนึ่งที่อ้อมน้อย สมุทรปราการ วันหนึ่งในเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๑๕ ขณะที่เธอทำงานอยู่ที่โรงงานแห่งหนึ่ง      เวลาพักกลางวัน เธอได้ออกจากโรงงานไปทานอาหาร ได้เดินข้ามถนนสายหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้กับโรงงาน   และได้ถูกรถยนต์ชนขณะข้ามถนน มีอาการสาหัส    แล้วมีคนนำส่งโรงพยาบาลศิริราช   แต่เธอได้ขาดใจตายที่โรงพยาบาลศิริราชนั่นเอง     เพราะมีอาการสาหัสมาก แต่ทางบ้านก็ยังไม่ทราบถึงการจากไปของเธอ
  ในวันนั้น   พอตกเย็น ครั้นสิ้นแสงตะวัน วิญญาณของเธอก็กลับมาที่บ้าน อาจจะเป็นเพราะห่วงพ่อแม่     โดยปรากฏในรูปร่างเดิมของนางสาวชุลีนาถนั่นเอง และได้ไปนั่งถ่ายปัสสาวะอยู่ในที่ไม่สมควรจะถ่ายปัสสาวะ        อาหญิงของเธอเห็นเข้าจึงได้ดุว่า ที่นั้นไม่สมควรถ่ายปัสสาวะ วิญญาณนี้ไม่พูดอะไร   เมื่อลุกขึ้นแล้วก็เดินขึ้นบนบ้าน เดินสวนทางกับมารดาของเธอเอง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร แล้วผ่านเข้าห้องนอน มารดาเข้าใจว่าเธอเข้าไปเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว หลังจากกลับมาจากที่ทำงาน แล้วมารดาของเธอก็ได้ลงมาข้างล่าง
  อีกสักครู่หนึ่งต่อมา       ก็มีคนจากโรงพยาบาลศิริราชมาบอกข่าวเรื่องการตายของนางสาวชุลีนาถให้มารดาของเธอทราบ   แต่มารดาของเธอไม่เชื่อ และได้ยืนยันว่าลูกสาวของตนได้กลับมาบ้านแล้ว อาหญิงเขาก็ดุเอาเมื่อก่อนจะขึ้นบ้านและ    ได้เดินสวนทางกับตนไปเข้าห้องเมื่อครู่นี้เอง เข้าใจว่ามาเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวในห้อง   ชายผู้มากับข่าวก็กล่าวยืนบันเช่นกันว่า “ผมมาจากโรงพยาบาลศิริราชที่เก็บศพของนางสาวชุลีนาถ  เพื่อมาบอกข่าวให้ทางบ้านทราบ”
  มารดาของนางสาวชุลีนาถก็ยังไม่เชื่อ       แต่เพื่อให้แน่ใจจึงได้ตามขึ้นไปดูในห้อง และได้เห็น น.ส.ชุลีนาถลุกสาวนอนคลุมโปงอยู่ในห้อง โดยที่ยังไม่ได้เปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเลย ด้วยความแปลกใจนางจึงได้เรียกลูกสาวออกมา และเมื่อ น.ส.ชุลีนาถลุกขึ้นออกมายืนอยู่ตรงหน้ามารดาก็ไม่พูดอะไร แต่ปรากฏว่ามีเลือดไหลอาบหน้า และเปื้อนไปทั่วทั้งร่างเมื่อมาดราของเธอเห็นเข้าเช่นนั้นก็ตกใจเป็นลมล้มลงสลบไป ภาพนั้นก็หายไปทันที
  เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งอาหญิงของ   นางสาวชุลีนาถได้เล่าให้ท่านเจ้าคุณรูปหนึ่ง ในวัดโสมนัสวิหารทราบ   และขณะนี้กระดูกของนางสาวชุลีนาถ ก็ถูกบรรจุไว้ที่พระวิหารวัดโสมนัสวิหาร         แม้ในวัดทำบุญบรรจุกระดูกนั้น มารดาของเธอก็ยังโศกเศร้าเสียใจถึงกับเป็นลมไปอีก เพราะมีความรักและอาลัยในลูกสาวของตนคนนี้มาก
  เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า       ผู้ที่ตายไปแล้วและสามารถปรากฏตัวให้ทราบเช่นนี้ คนโดยทั่ว     ไปเรียกกันว่าสัมภเวสี      แท้ที่จริง       เขาเกิดในภพใหม่แล้ว แต่เกิดในกำเนิดแห่งโอปปาติกะ คือ เกิดผุดขึ้น มีรูปร่างสมบูรณ์ในทันที    ถึงจะเกิดอยู่ไม่นานแล้วต้องเปลี่ยนไปเกิดในภูมิใหม่อีกต่อไปก็ชื่อว่าเกิดแล้ว   และเขาสามารถแสดงร่างเก่าให้ปรากฏแก่ญาติพี่น้องมิตรสหายเป็นต้นได้  เรื่องทำนองเดียวกันนี้       หรือมีลักษณะคล้ายเรื่องนี้ปรากฏว่ามีเกิดขึ้นบ่อยในประเทศไทย แม้ในประเทศตะวันตกก็มีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้น   เหมือนกัน แต่รูปร่างที่แท้จริงของเขาเป็นอาทิสสมานกาย คือ มีร่างกายไม่ปรากฏให้เห็นได้ด้วยตาเนื้อ         ท่านผู้ได้ทิพยจักษุเท่านั้นจึงสามารถมองเห็นกาย ของผู้ที่เกิดอยู่ในโอปปาติกะกำเนิดได้แต่บางคนไปเกิดในโอปปาติกะกำเนิดไม่เกิน ๗  วันเท่านั้นแล้วก็เคลื่อนไปเกิดในภูมิใหม่อีก  เช่น  ไปเกิดเป็นมนุษย์ เป็นสัตว์หรือเทวดาชั้นสูง เป็นไปตามอำนาจพลังของกรรมที่ตนได้ทำเอง    ไว้ส่งให้ไปเกิด
  เพื่อความเข้าใจชัดในเรื่องสัมภเวสี ตามหลักพระพุทธสาสนาฝ่ายเถรวาท    จึงขอนำคำอธิบายของพระอรรถกถาจารย์มากล่าวไว้ในที่นี้   คือ พระอรรถกาจารย์ได้อธิบายถึงความแตกต่างระหว่างสัตว์ที่มีชื่อว่า สัมภเวสี และสัตว์ที่ชื่อว่า    ภูตะ    ไว้ใน อรรถกถาคัมภีร์ขุททกนิกาย ชื่อ ปรมัตถโชติกา     หน้า ๒๗๗   ตอนอธิบายบาลี  เมตตสูตร  ข้อที่ว่า   ภูตา วา สมฺภเวสี วา สพฺเพ สตฺตา ภวนฺตุ สุขิตตฺตา    ขอสัตว์ทุกจำพวกทั้งที่เป็นภูตะ ทั้งที่เป็นสัมภเวสี จงถึงความสุขเถิด” โดยแยกอธิบายออกเป็น ๓ นัยดังนี้
  ๑. คำว่า ภูตะ หมายถึงสัตว์ที่เกิดแล้ว      คือเกิดเสร็จเรียบร้อยแล้ว คำว่า ภูตะนี้ เป็นชื่อของพระขีณาสพทั้งหลาย ผู้ที่เกิดเสร็จแล้วนั่นเอง     จึงไม่มีการนับว่า จักเกิดต่อไปอีก ส่วนเหล่าสัตว์ที่ยังแสวงหาภพอยู่ชื่อว่าสัมภเวสี คำว่า     สัมภเวสีนี้ เป็นชื่อของพระเสขะและปุถุชนทั้งหลาย ผู้ยังแสวงหาภพที่เกิดขึ้นอยู่อีกต่อไป (คือผู้ที่ต้องเกิดอีกต่อไป)
  ๒. อีกประการหนึ่ง ในบรรดากำเนิดทั้ง ๔      (คือพวกที่เกิดในไข่หนึ่ง พวกที่เกิดในครรภ์หนึ่ง พวกที่เกิดในเถ้าไคลหนึ่ง พวกที่เกิดผุดขึ้นหนึ่ง)   พวกสัตว์ที่เกิดในไข่และสัตว์ที่เกิดในครรภ์ชื่อว่า สัมภเวสี ตราบเท่าที่ยังไม่ทำลายกระเปาะไข่และยังไม่ทำลายรกออกมา ต่อเมื่อสัตว์เหล่านั้นทำลายกระเปาะไข่หรือทำลายรกออกมาข้างนอกได้แล้ว จึงชื่อว่า ภูตะ  ส่วนพวกสัตว์ที่เกิดในเถ้าไคลและพวกสัตว์ที่เกิดผุดขึ้น (โอปปาติกะ) ชื่อว่า สัมภเวสีในขณะแห่งปฐมจิต (คือจิตดวงแรกที่ปรากฏในภพนั้น) ชื่อว่าภูตะนับตั้งแต่จิตดวงที่ ๒ เป็นต้นไป
  ๓. อีกประการหนึ่ง จำพวกสังเสทชสัตว์ (สัตว์เกิดในเถ้าไคล)        และจำพวกโอปปาติกสัตว์ (พวกที่เกิดผุด) ก็ชื่อว่า  สัมภเวสี ตราบเท่าที่ตนยังไม่เคลื่อนไปจากอิริยาบถที่ตนเกิดสู่อิริยาบถอื่น
  ต่อจากนั้น (คือเมื่อเปลี่ยนไปสู่อิริยาบถอื่นแล้ว) จึงชื่อว่า ภูตะ
  ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า  ผู้ที่ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่จัดเป็นสัมภเวสีทั้งสิ้น   และเป็นเครื่องยืนยันว่า คนเราตายแล้วเกิดใหม่จริง

ผีผ่าตัด
  จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม    เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง วิญญาณของศัลยแพทย์ที่ตายไปแล้วเมื่อ ๖๙ ปีก่อน ได้กลับมาสิงในร่างของหมอคนหนึ่งที่ประเทศบราซิล ช่วยผ่าตัดรักษาคนไข้ฟรี ๆ
  เป็นเรื่องวิญญาณของศัลยแพทย์คนหนึ่งที่ตายไปแล้ว  ๖๙  ปีก่อน           แต่ยังปรารถนาจะรับใช้ประชาชน ด้วยการเข้าสิงร่างของหมอคนหนึ่งแล้วทำการผ่าตัดรักษาคนไข้
  หมอคนที่ว่านี้ ชือ่ ดร. อดอล์ฟฟริตซ์     เป็นศัลย์แพทย์ชาวเยอรมัน ซึ่งมีความสามารถในการผ่าตัดอย่างสูง แต่ถึงแก่กรรมเมื่อปี ๒๔๕๗ ที่เอสโทเนีย ในยุโรป

 *เรื่องนี้คัดมาจากหนังสือพิมพ์รายวัน “แนวหน้า” ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๑๐๖๗ วันอาทิตย์ที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๐๐
  ตอนแรกวิญญาณของหมอฟริตซ์    ได้เข้าสิงในร่างของชาวนาบราซิลคนหนึ่งชื่อ โฮเซ่ เดอ ไฟรตัส เมื่อปี ๒๔๙๓   
ทำให้นายไฟรตัส แปรสภาพจากชาวนาธรรมดา ๆ เป็นหมอที่สามรถรักษาโรคต่าง ๆ        ได้อย่างมหัศจรรย์ แต่นาย
ไฟรตัสก็ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ไปเมื่อปี ๒๕๑๔
  มาบัดนี้    วิญญาณของหมอฟริตซ์ ได้เข้าสิงอยู่ในร่างของ ดร. เอ็ด สัน เออ ไควโรซ แห่งโรงพยาบาลเมืองเซิเฟ่ประเทศบราซิล
  หมอไควโรซ    เลยกลายสภาพเป็นหมอสองอย่างในร่างกายเดียวกัน กล่าวคือ แทบตลอดทั้งวันเขาจะเป็นสูตินารีแพทย์ธรรมดา ๆ           ของบราซิล แต่แล้วในวันหนึ่งของสัปดาห์ ร่างของเขาจะถูกหมอฟริตซ์ยืมไปใช้ และกลายเป็นศัลยแพทย์ที่สามารถผ่าตัดได้รวดเร็วเป็นสายฟ้าแลบ
  คือ สามารถผ่าตัดรักษาคนไข้ได้ถึง ๖๐ คน     ในชั่วเวลาเพียงไม่ถึง ๕ ชั่วโมง และยังสามารถทำงานผ่าตัดที่ยังต้องใช้ความละเอียดลอออย่างสูง     เช่น      การผ่าตัดตาหรือกระดุกสันหลังโดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาสลบหรือยาระงับปวด ไม่จำเป็นต้องใช้ห้องผ่าตัดที่ฆ่าเชื้อ และไม่ต้องใช้อุปกรณ์ผ่าตัดพิเศษใด ๆ
  แต่คนไข้ของเขาทั้งหมดไม่เคยเกิดโรคแทรกซ้อน และบอกว่าระหว่างการผ่าตัดรู้สึกเจ็บเพียงเล็กน้อยหรือไม่เจ็บเลยแถมผลการรักษาก็สำเร็จในอัตรสูงมาก
  เรื่องเหล่านี้ ยืนยันโดย ดร. อมิลคาร์ เลโอ ศาสตราจารย์      แผนกพยาธิวิทยา แห่งมหาวิทยาลัยของรัฐบราซิล ที่เมืองพาไรบา ซึ่งได้บอกว่า การผ่าตัดของ    ดร. ฟริตซ์ ในร่างของไควโรช ได้รับความสำเร็จระหว่างร้อยละ ๙๕-๑๐๐ %
  ดร. โฮเซ่ ซานโตส ศาสตราจารย์แผนกรังสีของวิทยาลัยแห่งรัฐเมืองเซกิเป ซึ่งเป็น หัวหน้าแผนกรังสีของโรงพยาบาล ซานตาอิวาเบล ในเมืองอะราคาจู     เป็นผู้ที่คอยเฝ้าดูรายการผีผ่าตัดที่ว่านี้เป็นประจำ
  ดร. ซานโตส บอกว่า “ผมได้เฝ้าดูการผ่าตัด ๒ ราย    รายแรกชายแก่อายุ ๙๐ ปี คนหนึ่ง ได้รับการผ่าตัดเนื้อในตา และเพื่อนของชายชราผู้นี้อีกคนหนึ่ง        ก็ไดรับการผ่าตัดรักษาโรคเข่าอักเสบเรื้อรัง ผมยืนยันได้ว่า มันเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่เล่นกล”        และกล่าวเสริมอีกว่า “คนที่มือผ่าตัดคือวิญญาณของหมอฟริตซ์”
  การผ่าตัดต้อเนื้อในตานั้น ตามปกติแล้ว         จะต้องใช้เวลาประมาณ ๑๐ นาที
และจะต้องใช้ยาระงับปวด แต่หมอฟริตซ์ในร่างของหมอไควโรช         ใช้เวลาเพียง ๒๘-๓๐
วินาทีเท่านั้นเองก็สามารถตัดเอาเนื้อเยื่ออกไปได้ แถมยังไม่ต้องใช้ยาระงับปวดด้วย
  หมอไควโรซเล่าว่าวิญญาณของหมอฟริตซ์เริ่มติดต่อ       พูดจากับเขาครั้งแรกตอนก่อนที่เขาตัดสินใจเรียนหมอ หลังจากนั้นอีกสามปีต่อมาก็เริ่มเข้าสิงในร่างของเขา   และทำการผ่าตัด
  หมอฟริตซ์จะขอยืมร่างกายของหมอไควโรซทุก ๆ วันพุธระหว่างเวลา ๙ โมงเช้า ถึง ๒ โมงเย็น
  การรักษาจะเริ่มโดย หมอไควโรซ จะเข้าทรง ตาค่อย ๆ    ลอยพร้อมกับบุคลิกต่าง ๆ ก็เปลี่ยนไอย่างสิ้นเชิง เสียงที่เคยนุ่มนวลกลับกระด้างแบบสำเนียงชาวเยอรมัน
  จากนั้นก็ลงมือตรวจและรักษาคนไข้อย่างรวดเร็ว     คนไข้แต่ละคนจะใช้เวลาเพียง ๔ วินาที ถึง ๕ วินาที ก็เสร้จเรียบร้อย
  คนไข้ส่วนใหญ่ที่ไปให้ผีรักษาดังว่านี้ ส่วนใหญ่เป็นคนยากจน และเขาไม่เก็บเงินค่ารักษาจากใคร
  ตัวอย่างการรักษาที่มีพยานรู้เห็นก็คือผู้หญิงคนหนึ่ง       ชื่อ รูช เบเรีย เดินกระโผลกกะเผลก เข้าไปหา โดยใช้ไม้เท้าพยุง ผีหมอฟริตซ์ จับปุ๊บก็บอกปั๊บว่า    เป็นเนื้องอกในกระดูก แล้วก็จัดการนวดขาข้างขวาของเธอ ก่อนจะเอาเข็มเล่มยาวเฟื้อยแทงเข้าไป
  เวลานานถึง ๔ นาทีเต็ม ๆ ที่เลือดผสมน้ำหนองไหลออกมาตามรูเข็ม
  พอผีหมอฟริตซ์ถอนเข็ม ผู้หญิงคนนั้นก็ลุกขึ้นยืน และก็เดินออกไปอย่างปกติ ไม่แสดงอาการเจ็บปวดอะไรอีกต่อไปเลย
  เธอบอกว่า “รู้สึกจั๊กจี๊นิดหน่อยระหว่างระหว่างการรักษาค่ะ โอ้สบายเหลือเกิน”
  คนไข้อีกคนหนึ่งเป็นผู้หญิงเหมือนกัน     ชื่อ มาการิดา ซานโตส  เข้าไปรักษา หมอบอกให้ถอดผ้าออกนอนคว่ำ ตรวจอาการแล้วบอกว่า   ข้อต่อกระดูกสันหลังห่างผิดปกติ และเริ่มจะเป็นมะเร็ง จากนั้นก็ใช้มีดทำครัวธรรมดาและผ่าตัดทันที
  เสียงคมมีดตัดเนื้อเธอดังแควก ๆ ได้ยินอย่างชัดเจน
  คนที่ยืนดูถามว่า รู้สึกยังไง เธอบกว่า “ไม่รู้สึกอะไรเลยและก็ไม่กลัวด้วย”
  คนไข้รายที่สาม ชื่อ นางเซนี  ธาเวธ  หมอผีฟริตซ์     ตรวจแล้วบอกว่าเป็นเนื้องอกกำลังอักเสบ ในรูจมูกสุดด้าม แล้วก็หมุนกรรไกรไปรอบ ๆ      เสร็จแลแวก็ถอนกรรไกรออกมาพันด้วยผ้าก๊อซ แล้วแหย่กลับเข้าไปใหม่ ก็มีเลือดเต็มผ้าก๊อซผืนนั้น
  แต่เหลือเชื่อจริง ๆ นางเซนีบอกว่า  “ไม่เห็นเจ็บอะไรเลยและรู้สึกสบายที่สุด”
  หมอเปาโล แรงเกล ซึ่งประจำอยู่ที่โรงพยาบาลเรซิเฟ่ บอกนักข่าวว่า เขาได้ไปดูการผ่าตัดของผีหมอฟริตซ์เป็นประจำ
  “ตอนแรกรู้สึกตกใจจนบอกไม่ถูก ที่มีการผ่าตัดโดยไม่ใช้ยานอนหลับหรือยาระงับปวด และก็ไม่มีเครื่องมือพิเศษ     หรือมีใครเป็นผู้ช่วยยิ่งกว่านั้น ที่น่าประหลาดที่สุดคือ คนไข้กลับไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรเลย    เลือดที่ออกจากการผ่าตัดก็มีเพียงนิดเดียว หลักจากการผ่าตัดแล้ว คนไข้ก็ไม่มีโรคแทรกซ้อนเลย เออ แปลกจริง ๆ” หมอเปาโลกล่าว
  นักข่าวได้ขอสัมภาษณ์ผีหมอฟริตซ์ ถึงกรรมวิธีในการรักษาว่ามีใครช่วยหรือเปล่า
  ผีได้ตอบผ่านปากหมอไควโรซว่า…
  “มีคนช่วย    เวลาหมอตรวจคนไข้ก็จะมีผีหมอคนอื่น ๆ มาช่วยตรวจ หมอเลยสามารถรู้อาการของคนไข้ โดยแทบจะไม่ต้องเอ่ยปากถามไงล่ะ

ผีเอลวิสกลับบ้าน
  เรื่องผี ๆ สาง ๆ วิญญาณเจ้าป่าหรือผู้วิเศษ ใช่จะเชื่อถือกันเฉพาะประเทศด้อยพัฒนาทางแถบเอเซียเท่านั้น
  ประเทศที่เจริญทางด้านวัตถุมีเทคโนโลยีสูงส่ง             ไร้เทียมทาน ชนิดออกคอมพิวเตอร์จะครองโลกแล้ว อย่างประเทศอเมริกาก็เชื่อถือกันอย่างมาก
  เรื่องวิญญาณประหลาด ที่จะเล่าให้ฟังนี้ เป็นวิญญาณที่ปรากฏตัว ของอดีตนักร้อง ราชาร็อค แอนด์ โรล เลวิส เพรสลี่ย์ ผู้โด่งดัง ในอีด โดยไม่รู้ว่าอีกนานเท่าใด ชื่อของเขาจะเลือนหายไปจากความทรงจำของแฟนเพลง
  วิญญาณของเอลวิส ได้ปรากฏร่างขึ้นที่คฤหาสน์เกรซแลนด์         ต่อหน้าอดีตภรรยา ลูกสาว น้าสาว             และบรรดานักท่องเที่ยวที่มีตั๋วเข้าไปชมความโอฬารในบริเวณคฤหาสน์ของอดีตนักร้องก้องโลกคนนี้
  เอลวิส     ได้ปรากฏในร่างชุดขาวมีแสงเรือง ๆ รอบตัว สีขาวเป็นสีที่เขาโปรดปรานและมีลกัษณอ่อนโยน ยิ้มแย้มด้วยความรักและเป็นมิตร
  บรรดาญาติมิตรสหาย        ผู้คนที่ได้เห็นวิญญาณของอดีตราชาร็อคยืนยันเป็นเสียงเดียวกัน วิญญาณเอลวิส     จะปรากฏให้ผู้คนเห็นแทบทุกอาทิตย์ที่คฤหาสน์ให้คนเข้าชม พนักงานภายในคฤหาสน์เล่าให้ฟังต่อไปว่า
  “วิญญาณของเขาปรากฏร่างบ่อยและถี่ยิบยิ่งขึ้น  เมื่อลูกสาวเพียงคนเดียวที่เขารักมากที่สุดคือ ลิซ่า มารี เพรสลี่ย์ กลับมาพักที่คฤหาสน์เกรซแลนด์”
  ว่ากันว่าในด้านส่วนตัวของเอลวิสเอง เมื่อขณะที่มีชีวิตอยู่นั้น ก็เป็นคนที่ค่อนข้างจะเชื่อถือในเรื่องวิญญาณ และการตายแล้วเกิดสามารถกลับมาได้อยู่
  “ฉันยังจำได้ดี          เอลวิสเคยบอกไว้ว่า ถ้าเขาตายจากโลกนี้ไปแล้ว เขาจะทำหน้าที่เป็นเทวดาคอบคุ้มครองลุกรัก ลิซ่า มารี ตลอดไป”   แม่เลี้ยงของเอลวิส เล่าเรื่องราวให้ฟัง
  พริสซิล่า ม่ายสาวอดีตภรรยาของเอลวิส   ก็เล่าให้บรรดาเพื่อนฝูงฟังว่า ตัวเองเคยประสบกับวิญญาณเอลวิสอย่างจังเบอร์ ในขณะที่นอนหลับสนิทในเที่ยงคืนวันหนึ่ง เธอแว่วเสียงม้าในคอกร้อง เมื่อสะดุ้งตื่นมองไปนอกหน้าต่าง      ก็เห็นเอลวิสในชุดขาวเรือง ๆ ที่คอกม้า ซึ่งเป็นสถานที่เอลวิสโปรดปรานมากสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่
  ทางด้าน ลิซ่า มารี ลูกสาวคนเดียว          ซึ่งเป็นลูกรักสุดสวาทขาดใจ และเป็นทายาทสาวที่รับมรดกมหาศาลแทบจะนับค่าไม่ถ้วนมาจากเอลวิส ก็เล่าเรื่องวิญญาณของพ่อให้กับเพื่อน ๆ ที่โรงเรียนฟัง
  “ทุกครั้งที่ไปเยี่ยมบ้านที่เกรซแลนด์     ลิซ่ามีความรู้สึกว่าเอลวิสได้เฝ้าดูแลอยู่ใกล้ตัวตลอดเวลา และบางครั้งก็เห็นพ่ออยู่ในชุดขาวยิ้มแย้มและบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วงอะไรทั้งสิ้น พ่ออยู่กับหนูตลอดไปที่นี่”
  โดยเฉพาะคืนวันหนึ่ง ลิซ่าตื่นขึ้นมากลางดึก     เห็นเอลวิสยืนอยู่ปลายเท้าข้างเตียง มองมายังเธอ ด้วยใบหน้าอันยิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมกับบอกว่า
  “ไม่ต้องกลัวลูกรัก…พ่ออยู่ที่นี้…พ่ออยู่ที่บ้าน”
  การพูดของเอลวิสที่บอกต่อเธอนั้น เหมือนกับเนื้อเพลง  “แดดดี้โฮม” อันเคยโด่งดังเพลงหนึ่ง      ซึ่งมีเนื้อร้อง “Don”t be afraid baby….daddy”home …ด้อนท บีอะเฟร็ด เบบี้…..แดดดี้”โฮม แดดดี้”สโฮม….”
  นอกจากนี้    ยังมีผู้พบกับวิญญาณเอลวิสมากมาย ซึ่งล้วนแต่ผู้ที่บอกเล่า ที่เชื่อถือได้ทั้งสิ้น อาทิ เดลต้า เมล์ บิกก์ น้าสาวเอลวิส ซึ่งปัจจุบันนี้ เป็นผู้ดูแลคฤหาสน์เกรซแลนด์ หรือนัยหนึ่งยังคงทำหน้าที่ เป็นแม่บ้านดูแลรักษาผลประโยชน์ของคฤหาสน์แห่งนี้
  เดลต้า เมล์ บิกก์      เล่าว่า เคยเห็นวิญญาณเอลวิสด้วยตนเองสองครั้ง ครั้งแรกเห็นเอลวิส       ในชุดขาวที่สวนข้าง ๆ    รูปปั้นพระเยซูหินอ่อนโบกมือไปมา หันหน้ามาทางคฤหาสน์
  ส่วนครั้งที่สอง          เอลวิสปรากฏตัวในชุดขาวสวยงามเช่นเคย แต่คราวนี้เขารูปร่างหนุ่ม หล่อ แข็งแรง และยิ้มแป้น หนนี้เธอได้ยินเสียงพูดด้วย โดยเอลวิสพูดว่า
  “ขอให้ทุกคนไม่ต้องห่วง    ข้าพเจ้ากลับมาเกรซแลนด์เพื่อดูแลสถานที่อันเป็นที่รักของพวกเรา ข้าพเจ้ารักพวกเราทุกคนที่นี้    และต้องการ         ให้พวกเราทุกคนรับรู้ไว้ว่า ข้าพเจ้าได้จากพวกเรามาด้วยความสงบสันติสุข”
  แม้กระทั่งบรรดาทัวริสต์ (นักท่องเที่ยว) หลายต่อหลายคน ซึ่งได้มีโอกาสมาเยี่ยมชมคฤหาสน์แห่งนี้ ต่างก็ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ไๆด้พบเห็นวิญญาณอดีตราชาร็อค แอนด์ โรล บ่อยครั้ง
  เพนนี่ ลีวิทท์ จากคานาดา เล่าให้ฟังอย่างตื่นเต้นว่าขระที่เขาเดินชมสมบัติในคฤหาสน์ ซึ่งเป็นเวลาเย็นมากแล้วเขาเหลือบตาขึ้นมองเพดาน ก็ปรากฏเงาราง ๆ ในชุดขาวของเอลวิส ส่งยิ้มให้ พร้อมทั้งเสียงแผว ๆ แว่วมาว่า
  “ข้าพเจ้าอยู่นี้ ทุกอย่างเป็นปกติดี”
  ส่วนพนักงานคฤหาสน์ไม่ต้องพูดถึง ทุกคนได้พบเห็นสิ่งแปลก ๆ ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเสียงหรือแสงเรืองประหลาดแต่ทุกคนก็หามีความกลัว เพราะทราบดีว่า เอลวิสมีอต่ความรักปรารถนาดีกับทุกคน

* เรื่องนี้คัดมาจากหนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันอาทิตย์ที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๒๖ ซึ่งแปลมาจากนิตยสาร เอ็นไควเรอร์

 


กรรมบันดาล
  “เขาผู้นั้น         ขณะนี้กำลังถูกกักขังอยู่ในนรก ถ้าท่านไม่เชื่อ เชิญไปดูได้” เด็กหญิงผู้หนึ่งในร่างของโอปปาติกะกล่าวยืนยันกับนายแพทย์  ณ     โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพ ฯ
  ข้อความข้างต้นนี้ เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในกรุงเทพ ฯ          เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๕ ข้าพเจ้า (ผู้เขียน) ได้รับการบอกเล่าเรื่องนี้        จากท่านเจ้าคุณรูปหนึ่งโดยที่นายแพทย์ผู้นี้ ซึ่งข้าพเจ้าขอสงวนนามไว้ที่นี้ เป็นผู้รู้จักคุ้นเคยกับท่านเจ้าคุณ และได้เล่าเรื่องที่บังเกิดขึ้นกับตนเองให้ท่านเจ้าคุณนั้นฟัง ข้าพเจ้าเห็นว่า   เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากเรื่องหนึ่งและเป็นการยืนยันสนับสนุนคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า      จึงได้บันทึกจากคำบอกเล่าของท่านเจ้าคุณไว้ แล้วนำมาเขียนไว้ในที่นี้ เพื่อชี้ให้เห็นว่ากรรมดี     และกรรมชั่วที่บุคคลทำไว้นั้นหาได้สูญหายไปพร้อมกับความตายไม่ ข้าพเจ้าขอถือโอกาสนี้  ขออนุญาตต่อท่านผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ทุกท่านด้วย ในการที่ได้นำเรื่องนี้มาพิมพ์เผยแพร่       ทั้งนี้ก็เพื่อชี้ให้เห็นว่า หลักคำสอนในพระพุทธศาสนานั้นเป็นสัจธรรม สามารถพิสูจน์ได้ แม้กระทั่งยุคปัจจุบัน
  เรื่องมีอยู่ว่า นายแพทย์ผู้นี้ ได้เป็นโรคปวดศีรษะมาเป็นเวลา  ๒๐  กว่าปี ตั้งแต่ก่อนเป็นนักเรียนแพทย์ แม้เป็นถึงรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลแล้ว        โรคนี้ก็ยังไม่หาย แต่อาการปวดศีรษะของนายแพทย์ผู้นี้แปลกกว่าอาการปวดของคนอื่น ๆ   ทั่วไป            คือ ปวดประมาณ ๔ ชั่วโมง แล้วก็หาย  อยู่มาก็ปวดอีก เป็นอยู่อย่างนี้เสมอ        จนกระทั่งนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโรคนี้ประชุมกันจะผ่าตัดมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็หาสาเหตุไม่พบ    จึงต้องเลิกล้มการผ่าตัดไปทุกคราว ครั้งหนึ่งเมื่อคุณหมอผู้นี้ยังเป็นนักเรียนแพทย์  ในโรงเรียนแพทย์อยู่ในต่างประเทศ ก็ได้ปวดศีรษะขึ้นมาอย่างมากเหมือนอย่างที่เคยเป็นมาเช่น  ทุกคราว      จนขณะอาจารย์และนักเรียนแพทย์ในโรงเรียนแพทย์แห่งนั้น ได้ประชุมกันว่าจะผ่าตัด    แต่เมื่อตรวจอีกครั้งหลังจากหายปวดแล้ว ก็หาสาเหตุไม่พบ จึงต้องเลิกล้มการผ่าตัด
  เมื่อเรียนจบวิชาชีพแพทย์แล้วก็เดินทางกลับเมืองไทย และโรคปวดหัวก็ยังไม่หาย แต่ก็ยังสามารถเข้ารับกราชการ และปฏิบัติงานในฐานะเป็นนายแพทย์   ได้เป็นอย่างดีอยู่ ต่อมานายแพทย์ผู้นี้ได้มีโอกาสบวชในพระพุทธศาสนา ๑ พรรษา      โดยบวชที่วัดราชาธิวาส กรุงเทพ ฯ ตามประเพณีของกุลบุตรไทยผู้นับถือพระพุทธศาสนา เพราะคุณแม่ของคุณหมอก็เป็นอุบาสิกาที่มีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามากผู้หนึ่ง     ในปีที่บวชนั้น คุณหมอได้มีโอกาสเรียนและฝึกกรรมฐานกับท่านเจ้าอาวาสในสมัยนั้นและทำกรรมฐาน  ได้ผลดีมาก เมื่อปวดศีรษะขึ้นมาทีไร ก็เข้ากรรมฐานระงับปวดได้ทุกครั้งไป     จนกระทั่งเมื่อลาสิกขาออกมารับราชการตามเดิมแล้ว คุณหมอก็ยังทำกรรมฐานอยู่เสมอ   เพราะนอกจากจะทำให้จิตใจสงบแล้ว ยังระงับปวดศีรษะได้อย่างชะงัดอีกด้วย     ดีกว่ายากินยาฉีดที่เคยรับประทานมาแล้ว  ทุกอย่างเพราะยานั้นไม่อาจจะทำให้หายปวดศีรษะได้    เมื่อทำกรรมฐานบ่อยและนานปีเข้า จิตก็ได้รับการฝึกฝนจนมีความชำนาญ     จนถึงกับหลายครั้งที่พวกเพื่อน ๆ      ขอร้องให้คุณหมอเข้ากรรมฐานดูเลขท้ายล็อตเตอรี่   และปรากฏว่าดูได้ถูกเป็นส่วนมาก ในจำนวน ๑๐ ครั้งจะดูได้ถูกถึง ๘ ครั้ง นับว่าเป็นสิ่งที่แปลกมาก จนทุกคนในบ้านกระทั่งลูก ๆ และภรรยารู้กันว่า คูรหมอสามารถหลับตาและมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ เช่น วันหนึ่งลูกชายต้องการจะทดลองคุณพ่อของตน จึงได้เอานาฬิกาข้อมือไปซ่อนไว้ใต้หิ้งพระชั้นบน   ของบ้านแล้วลงมาบอกคุณพ่อซึ่งนั่งอยู่ที่ห้องชั้นล่างว่า “นาฬิกาหายเสียแล้วหาไม่พบ” คุณหมอก็หลับตาดู แล้วบอกลูกชายได้ทันทีว่า “ยังไม่หาย อยู่ใต้หิ้งพระนั่นเอง” จึงทำให้คนในบ้านเชื่อถือคุณหมอมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ตั้งแต่นั้นมา แต่สำหรับการทำกรรมฐานดูเลขล็อตเตอรี่นั้น        ทราบว่าภายหลังท่านเจ้าคุณอาจารย์ของคุณหมอขอร้องให้หยุดเสีย เพราะไม่ใช่แนวทางแห่งความเจริญ       และเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่สนับสนุน
  ต่อมานายแพทย์ผู้นี้ ได้รับเลื่อนเป็นรองผู้อำนวยการโรงพยาบาล     และต่อมาโรคปวดศีรษะของคุณหมอก็กำเริบหนักขึ้นมาอีก จนไม่สามารถปฏิบัติงานที่      โรงพยาบาลตามปกติได้ และได้เข้าไปพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช จนคณะแพทย์    ที่โรงพยาบาลศิริราชได้ประชุมกันว่าจะผ่าตัดอีกครั้งหนึ่ง เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการปวด แต่เมื่อหายปวดแล้วก็ตรวจรายละอเยดอีกครั้งหนึ่ง ก็ไม่พบว่ามีอะไรผิดปกติในร่างกายเลย    จึงไม่ได้ผ่าตัดอีก เมื่อปวดหัวหนักเข้าทีไร คุณหมอก็ต้องใช้กรรมฐานเข้าระงับปวดปรากฏว่าอาการปวดหายไปในขณะใช้กรรมฐานนั้น แต่ก็ไม่สามารถทำให้หายปวดได้เด็ดขาดตลอดไป       เมื่อถึงกำหนดก็ต้องปวดอยู่บ่อย ๆ
  วันหนึ่ง ในเดือนกุมภาพันธ์ปี ๒๕๐๕ ขณะที่คุณหมอนอนรักษาตัวอยู่   ที่โรงพยาบาลศิริราชนั้น ก็นั่งกรรมฐาน ส่งจิตไปในอารมณ์กรรมฐาน     เพื่อต้องการระงับปวดหัวเช่นเคยขณะที่กำลังส่งจิตไปนั้น    ก็ไปเจอกับวิญญาณของเด็กหญิงคนหนึ่งอายุ       ประมาณ ๑๑ ขวบ ซึ่งตายไปแล้วปีกว่า     คุณหมอก็ได้สอบถามถึงชื่อ  พ่อ แม่ นามสกุล บ้านที่อยู่อื่น ๆ วิญญาณของเด็กหญิงผู้นี้ก็ได้บอกให้ทราบทุกอย่างที่ถาม      แต่เป็นการสนทนากันในทางจิต เมื่อออกจากกรรมฐานแล้ว ด้วยความประหลาดใจ และอยากทราบข้อเท็จจริง     คุณหมอก็ส่งคนให้ไปสืบและคนที่ไปนั้น ได้ไปพบบ้านตำบลที่อยู่ของเด็กหญิงคนนี้      และเมื่อเข้าไปในบ้านก็ได้พบกับแม่ของเธอ      เมื่อสืบถามก็ได้ความจริงทุกอย่างตรงตามที่เด็กหญิงคนนี้บอก เด็กหญิงคนนี้ชื่อ พิมพวดี  เกิดเมื่อปี ๒๔๙๓   ในกรุงเทพมหานครนี้เอง เป็นลูกของคนมีอันจะกินครอบครัวหนึ่ง ครอบครัวนี้มีลูก ๒ คน เท่านั้น๑     ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ เด็กคนนี้ได้เสียชีวิตด้วยไข้รากสาด เนื่อจากเป้นผู้มีหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู และเป็นที่รักใคร่ของคุณแม่อย่างยิ่ง เมื่อเสียชีวิตพ่อแม่ก็ยังไม่ยอมเผา                      เพราะยังเป็นห่วงอยู่มากแต่ก็ได้เอาไปเก็บที่วัดมกุฏกษัตริยาราม กรุงเทพ ฯ โดยสร้าง ศาลาหลังหนึ่งอุทิศไว้เฉพาะเด็กหญิงผู้นี้ พร้อมกับติดรูปภาพของเธอลงบนหินอ่อน           ที่ตั้งรูปทำเป็นรูปปราสาทสวยงามมากศาลานี้ใช้สำหรับบำเพ็ญกุศลต่าง ๆ ในงานศพของวัด เขาจึงเรียกศาลานี้ว่า “พิมพวดี” เป็นศาลาที่สะดุดตาแขกที่มาในวัดเพราะมีรูปติดอยู่ในลักษณะที่สวยงาม   และแปลกกว่าที่อื่นใดนั่นเอง และศพของเด็กหญิงคนนี้ก็ยังเก็บอยู่ในศาลานี้ผู้สนใจย่อมสามารถไปชมได้แม้ปัจจุบัน
  เมื่อคุณแม่ของเธอทราบว่าคุณหมอสามารถสนทนากับลูกสาวของตน  ซึ่งตายไปแล้วปีกว่าได้ ก็มีความสนใจเป็นอย่างมาก     จึงได้ไปถามความจริงกับคุณหมอ และได้เล่าถึงความสามารถพิเศษของเด็กหญิงคนนี้ให้คุณหมอฟังเพิ่มเติม ถึงเรื่องที่ไปนิมนต์พระมารับสังฆทาน ในวันครบรอบวันตายของตน คือ วัหนึ่งขณะที่พระวัดเทพศิรินทร์กำลังสนทนากันอยู่ ๓-๔ รูป (หลังจากที่ไหว้พระสวดมนต์ทำวัตรที่พระอุโบสถเสร็จแล้วตอนเย็น)  ก็ได้มีเด็กหญิงคนหนึ่ง อายุ ๑๐-๑๑ ปี แต่งชุดนักเรียน   ได้เดินเข้ามาหาแล้วนิมนต์ให้ไปรับ สังฆทานที่บ้านในวันรุ่งขึ้น แล้วก็เดินไป พระท่านเรียกถามว่าไปไหน ก็ไม่ยอมกลับมา    เดินพ้นเขตวัดไป วันรุ่งขึ้นพระ ๓-๔ รูปนั้นก็ไม่ได้เตรียมไปรับสังฆทาน เพราะไม่ทราบว่าไปบ้านไหน แต่ก้ได้ออกบิณฑบาตตามปกติ ในจำนวนพระ ๓-๔ รูปนั้น พระรูปหนึ่งพอเดินไป ถึงบ้านนี้ เขาก็นิมนต์รับสังฆทาน เมื่อขึ้นไปบนบ้าน เห็นรูปเด็กหญิงคนนี้เข้าก็จำได้ จึงได้พูดว่า “เมื่อเย็นวานนี้ หนูคนนี้ไปนิมนต์พวกอาตมามารับสังฆทาน ยังไม่ได้ทันถามรายละเอียดก็เดินเลยไปเสีย”
  คุณแม่ของเธอก็บอกว่า “ท่านคะ เด็กคนนี้จะไปนิมนต์ท่านอย่างไรได้ เธอเสียชีวิตไป ๑ ปีแล้ว ที่ทำบุญสังฆทานในวันนี้ ก็เพื่ออุทิศส่วนบุญ  ให้เธอเนื่องในวันครบวันตาย ๑ ปีของเธอ”
  เมื่อทราบเข้าดังนี้ พระรูปนั้น ก็พิศวงงงงวยในเรื่องที่เกิดขึ้น   จะไม่เชื่อสายตาของตนก็ใช่ที่ เพราะเห็นนั้น ไม่ใช่เห็นคนเดียว นี้คือความแปลกเรื่องหนึ่งสำหรับเด็กหญิงคนนี้ ที่คุณแม่ของเธอเล่าให้หมอฟัง
  ในขณะที่คุณหมอยังไม่ออกจากโรงพยาบาล       เพราะอาการปวดศีรษะยังไม่ทุเลา ทั้งต้องการที่จะค้นหาสาเหตุและรักษาให้หายขาดเสียสักครั้งหนึ่ง       และยังสนใจเรื่องของเด็กหญิงผู้นี้อยู่มาก วันหนึ่ง คุณหมอจึงให้เอาเก้าอี้มาตั้งไว้ข้างหน้าตน แล้วเข้ากรรมฐานเชิญวิญญาณของเด็กหญิงคนนี้มาคุย เมื่อคุยกันไปเรื่อย ๆ เด็กผู้หญิงผู้นี้ก็บอกว่า เมื่อชาติก่อนเธอเคยเป็นลูกของคุณหมอทราบว่าเด็กคนนี้ระลึกชาติหนหลังได้     จึงได้ถามสาเหตุของการเจ็บป่วยของตน เธอก็บอกว่า “โรคนี้เกิดจากกรรม ไม่ใช่สาเหตุมาจากผิดปกติของร่างกาย จึงรักษาไม่หาย ถ้าไม่เชื่อก็พิสูจน์ได้” แล้วบอกวิธีพิสูจน์ว่า “ถ้ามียากินหรือยาฉีด   ที่ระงับปวดในโรงพยาบาลนี้เมื่อเริ่มปวดศีรษะแล้ว ให้กินหรือฉีด ถ้าเป็นโรคทางกายก็จะระงับได้ แต่ถ้าเป็นโรคกรรมก็ระงับไม่ได้ แต่อาการปวดนี้ ปวดอยู่เพียง ๔ ชั่วโมงแล้วก็หยุด       หากไม่เชื่อแล้วก็ให้ตั้งนาฬิกาดู” คุณหมอก็พิสูจน์ตามนี้   และปรากฏว่าเป็นจริงตามที่เด็กหญิงนี้บอกทุกอย่าง
  ต่อมา         คุณหมอก็เข้ากรรมฐานอีก      และเชิญวิญญาณนี้มาอีก แล้วถามว่า “การปวดศีรษะของข้าพเจ้านี้เป็นเพราะกรรมอะไร”   เธอตอบว่า “เมื่อชาติก่อนที่ท่านเกิดในสมัยรัชกาลที่ ๓ ท่านรับราชการในตำแหน่งราชมัล   มีหน้าที่ลงโทษคนผิดให้ยอมรับผิดชอบ เช่น ตอกเล็บ บีบขมับ เป็นต้น และท่านได้บีบขมับนักโทษใจแข็งผู้หนึ่งจนตายคามือ   เพราะไม่ยอมรับผิดและเขาผู้นั้นขณะนี้ กำลังถูกกังขังอยู่ในนรก ถ้าท่านไม่เชื่อ เชิญไปดูได้”     “เชื่อแล้ว ไม่อยากดู” คุณหมอกล่าวขึ้น
  “ด้วยผลแห่งกรรมนี้ คือกรรมที่บีบขมับนักโทษจนตายคามือ   ท่านจึงเกิดเป็นโรคปวดหัว” เธอกล่าวสรุป และคุณหมอได้ถามขึ้นต่อไปว่า “กรรมนี้ให้ผลมา ๒๐ ปีกว่าแล้ว เมื่อไรจะหมด”
  “ต่อจากนั้นไป ๗ เดือน ท่านจะหมดกรรมนี้     และโรคปวดศีรษะก็จะหายไปพร้อมกับการหมดของกรรมนี้” วิญญาณในร่างของเด็กหญิงพิมพวดี กล่าวในที่สุด
  ในเดือนที่คุณหมอนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล   และสนทนากับเด็กคนนี้อยู่นั้น เป็นเดือนกุมภาพันธ์ พอถึงเดือนสิงหาคมอันเป็นเวลาครบ ๗  เดือนพอดีตามที่เกบอกไว้ โรคปวดศีรษะของคุณหมอหายดังปลิดทิ้ง    ไม่เคยเกิดขึ้นอีกเลยจนกระทั่งปัจจุบันนับเป็นเรื่องที่แปลกแต่จริง ซึ่งได้เกิดขึ้นแล้ว
  คุณหมอผู้นี้     ขณะที่ปวดศีรษะอย่างหนัก จนถึงกับต้องเข้านอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชนั้น       ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่นายแพทย์ ในฐานะรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลได้จึงได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนี้เสีย     และในเดือนสิงหาคมอันเป็นเดือนกำหนดที่คุณหมอหายจากโรคกรรมนี้นั้น       คุณหมอได้สร้างพระพุทธรูปขึ้น ๑ องค์ และได้นิมนต์พระไปทำพิธีพุทธาภิเษกที่วัดราชาธิวาส   ท่านเจ้าคุณผู้เล่าเรื่องนี้ได้รับนิมนต์ไปทำพิธีพุทธาภิเษกอยู่ในงานนี้ด้วย  ทำพิธีอยู่จนเกือบสว่าง       จึงได้รีบกลับวัด เมื่อคุณหมอหายจากโรคนี้แล้ว ก็ได้ออกไปประกอบอาชีพส่วนตัว   ตั้งคลีนิคอยู่ที่เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร และยังประกอบอาชีพอยู่จนกระทั่งปัจจุบัน
  เรื่องนี้เกิดขึ้นกับตนเองนี้    ทำให้คุณหมอเชื่อคำสอนทางพระพุทธศาสนาเพิ่มขึ้นเป็นอันมาก โดยเฉพาะเรื่องกฎของกรรมและการเกิดใหม่ เพราะการเจ็บป่วยที่คุณหมอได้ประสบมาและสิ้นสุดลงแล้วนั้น        เป็นเรื่องของกรรมบันดาลของอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ หรือ ของเหตุภายนอกอย่างอื่นไม่

ขอกลับมาเกิด
  เรื่องต่อไปนี้ นับเป็นเรื่องประหลาดมหัศจรรย์ที่ได้เกิดขึ้น  ผู้เล่าชื่อคุณบรรจง ชาญทนานนท์ อยู่แขวงคลองสานธนบุรี คุณบรรจง    ก็เริ่มเล่าสาเหตุที่บุตรสาวของตนถึงแก่กรรมให้ฟังว่า
  บุตรสาวผมชื่อว่า ด.ญ. มิ่งขวัญอายุ ๑๐ ขวบ   มีพี่เลี้ยงชื่อ นางละม่อม อายุ ๕๐ กว่า ด.ญ.มิ่งขวัญ มีชื่อเล่นว่าปังตามปกติเด็กหญิงมิ่งขวัญแกรักนางละม่อมมาก เพราะเลี้ยงมาตั้งแต่เล็ก ๆ ลับหลังผมและภรรยา เด็กหญิงมิ่งขวัญก็จะเรียก

* เรื่องนี้ ท.เลี้ยงพิบูลย์ได้เขียนไว้ในกฎแห่งกรรม เห้นว่ามีประโยชน์ในการพิสูจน์เรื่องตายแล้วเกิดใหม่ จึงขออนุญาตจากนายแพทย์ดำรงศักดิ์ เลียงพิบูลย์ ผู้เป็นบุตรของท่านเอามาลงพิมพ์ไว้ในหนังสือนี้


นางละม่อมว่าแม่ และชอบเคล้าเคลียกับนางละม่อม รักใคร่อย่างสนิทสนม    ตามปกติ ผมกับภรรยาออกจากบ้านไปทำงานแต่เช้ากลับตอนเย็น ปล่อยให้ลูกอยู่กับพี่เลี้ยง
  เหตุเกิดขึ้นวันนั้น ผมยังจำได้ดีว่าเป็นวันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๒๑ เวลานั้นโรงเรียนใกล้จะเปิดอยู่แล้ว นางละม่อมได้พาลูกสาวผมไปด้วย           จะไปฝากลูกชายแกเข้าโรงเรียนที่วัดแจงร้อน ส่วนลูกสาวผมได้เรียนอยู่ที่วัดใกล้บ้าน
  หลังจากฝากเรียนเรียบร้อยแล้ว นางละม่อมกับลูกสาวผม     ก็ยืนรอรถประจำทางที่ราษฎร์บูรณะ เพื่อขึ้นรถพาลูกสาวผมกลับบ้าน           ในขณะยืนรอรถอยุ่นั้นก็พอดีมีรถบรรทุกสิบล้อกับรถห้องเย็นได้สวนมาชนกันอย่างแรง    รถถอยหลังมาชนเอานางละม่อมกับลูกสาวผมที่ยืนอยู่อย่างไม่ทันรู้ตัว เพราะชนกันรถกระแทก   จึงถอยอย่างแรงทำให้ลูกผมและคนเลี้ยงได้ตกไปอยู่ข้างทาง จมอยู่ในน้ำตายทั้งคู่ เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว   ไม่มีใครรู้ว่าชะตากรรมของลูกผมกับพี่เลี้ยงจะจบอย่างนี้
  ผมกับภรรยา พอรู้เรื่องใจหายลมจะจับ ทำอะไรไม่ถูก      มือเท้าอ่อนหมดแรง เพราะลูกอยู่ในบ้านเดียวกัน เมื่อผมกลับมาจากทำงานก็เห็นหน้าลูกเช้าเย็น เมื่อมาบ้านไม่เห็นหน้าลูกนึกแล้วใจหาย ลูกสาวผมเป็นคนฉลาดน่ารัก อ่อนหวาน เป็นที่รักของคนในหมู่บ้านที่รู้จัก
  เมื่อลูกผมตายจากไปแล้ว  บางคนในหมู่บ้านรู้ข่าวก็เสียใจร้องไห้เลยป่วยเป็นไข้ก็มี เรื่องนี้คุณประสิทธิ์และคุณประวัติได้สัมภาษณ์ผู้อยู่ใกล้บ้านมาแล้ว
  คุณบรรจงบอกว่า ผมคิดว่าตัวผมเป็นพ่อบ้านหัวหน้าครอบครัว      ถ้าจะทำใจอ่อนแอไปด้วย ผมจึงตัดสินใจคิดว่า คนเรามีกรรมเป็นของตัวเอง        เมื่อตายไปแล้วจะเสียอกเสียใจปานใดเด็กก็ไม่ฟื้น ผมก็หักใจได้ จึงปลอบคนในบ้านให้หายความเศร้าลงบ้าง
  หลังจากวันตายของ ลูกสาวผมกับนางละม่อมพี่เลี้ยงได้ผ่านไปแล้วประมาณ ๑ เดือน
  คืนหนึ่งผมรู้สึกว่าผมฝันไป    แต่คล้ายกับเป็นความจริงในความฝันรู้สึกว่า ผมตื่นลุกขึ้นมานั่งเวลาประมาณตีหนึ่ง                มองเห็นนางละม่อมเดินเข้ามา ผมก็เข้าไปทักว่า
  “น้าม่อมตั้งแต่เสียไปแล้วยังไม่เคยพบเลย”
  เวลานั้นผมรู้ว่าแกตายไปแล้ว       ผมเดินเข้าไปจับมือ นางละม่อมนั่งคอยหลีกเลี่ยง ที่สุดผมก็จับมือได้ ทำให้ผมสะดุ้งเพราะมือนางละม่อมเย็นยังกับแช่น้ำแข็ง จึงคิดว่าคนตายตัวเย็นอย่างนี้เอง และเมื่อเห็นนางละม่อมลุกขึ้นผมก็บอกว่า
  “น้าม่อมอย่าเพิ่งไปซิ ยังไม่ได้ถามอะไรเลย”
  แกตอบว่า “ยังไม่ไปไหนหรอก เพราะขออนุญาตเขามามีเวลาชั่วโมงหนึ่ง”
  ผมก็บอกว่า  “ดีแล้วผมไม่โทษหรอก    เพราะเรื่องเหล่านี้แล้วแต่เป็นเรื่องของกรรมแต่ละคน โทษกันไม่ได้ เพราะเกิดอุบัติเหตุไม่มีทางป้องกัน”
  นางละม่อมก็บอกว่า “ดีแล้วฉันจะได้สบายใจ”
  ผมก็บอกว่า “ที่ผมทำบุญสังฆทานอุทิศส่วนกุศลไปให้น้าม่อมได้รับหรือเปล่า”
  แกก็บอกว่า “ได้รับ”
  ผมก็บอกว่าได้เรียกร้องเงินจากเจ้าของรถมาได้เท่าไร   ผมก็มอบให้ครอบครัวน้าม่อมหมด ส่วนค่าทำศพ ซื้อ,ดง และทำบุญเลี้ยงพระผมเป็นคนออกให้ทั้งสิ้น จากนั้นผมยังให้ลูกชายบวชหน้าไฟเมื่อเวลาเผาศพ ผมเป็นเจ้าภาพตลอดงาน เป็นงเนส่วนตัว และได้พูดถึงสามีแกเขาจะทำบุญบ้าน จะช่วยอะไรได้บ้างไหม
  แกบอกว่า “อย่าไปยุ่งกับเขาเลย ให้เขาทำตามเรื่องของเขา”
  ผมก็บอกว่า        “ผมถือว่าน้าม่อมเหมือนเป็นสมาชิกในครอบครัวเราผู้หนึ่ง มีอะไรต้องช่วยกันเท่าที่จะช่วยได้ การเสียเงินเสียทองไม่เป็นไร”
  เสียงนางละม่อมพูดว่า  “ถ้าคิดอย่างนั้นก็ตามใจ” แล้วแกพุดอย่างหนักแน่นว่า
  การที่ฉันพาปังไปตายคราวนี้อย่าเสียใจเลย ปีหน้าฉันจะพามาส่งคืน คราวนี้จะได้ลูกสาวอันแท้จริงมาเกิด”
  ผมก็ถามอย่างตื่นเต้นว่า “น้าม่อมพูดมานี้ เป็นความจิรงหรือ ฉันจะได้ลูกคืน”
  นางละม่อมพูดอย่างหนักแน่นว่า “จริง ๆ”
  แต่เล้วในความรู้สึกของผมว่าเป็นเวลาประมาณตี ๒ กว่าผมล้มตัวลงนอนหลับไป คิดว่าเป็นเวลาพอดีหนึ่งชั่วโมงที่นางละม่อมได้รับอนุญาตให้มาได้
  รุ่งเช้าผมตื่นนอนแล้วมาคิดถึงเหตุการณ์เมื่อคืนนี้ที่ผมฝัน จะว่าเป็นความฝันก็ไม่ได้ เพราะมันแจ่มแจ้งชัดเจน หรือจะพูดว่าครึ่งหลับ     ครึ่งตื่นก็ไม่ใช่ เหมือนรู้สึกตัวว่าตื่นมากกว่าหลับถ้อยคำทุกตอนผมยังจำได้แม่นยำ    น้ำเสียงของนางละม่อมที่พูดยังก้องหูไม่จาง ผิดกว่าความฝันธรรมดา ซึ่งตื่นขึ้นกลับจับต้นชนปลายไม่ถูก      ผมได้เล่าความฝันให้แม่บ้านและคนในบ้านฟังด้วยความตื่นเต้น ทำให้ผมคิดสงสัยว่า   จะเป็นความจริงไปได้หรือ เราพระยะที่ผมคลอดเด็กหญิงมิ่งขวัญผ่านมาสิบปีไม่มีวี่แววจะเกิดบุตรอีกแม้  ๓ ปีแรก  จะคุมกำเนิด
  ทำให้ผมอยากจะไปหาคนที่ทรงเจ้าเข้าผีจะได้สอบถาม  ให้รู้เรื่องว่าจะตรงกับความฝันไหม ที่สุดผมได้ข่าวว่าฝั่งธนฯ มีคนทรงเจ้าจีน ผมกับภรรยาก็เดินทางไปหา   พบกับคนทรง ดูท่าทางคนทรงอายุประมาณ ๓๐ กว่า จึงบอกความประสงค์ เขาถามว่า     จะต้องการทรงวิญญาณชื่ออะไร ผมก็บอกว่าอยากพบกับวิญญาณของนางละม่อม        เมื่อทางคนเข้าทรงทราบความประสงค์ก็มีการท่องชื่อนางละม่อม        ให้สำเนียงเรียกชื่อให้ถูกต้องและท่องบ่น เป็นภาษาจีน ฟังเสียงคล้องจอง เป็นคำอัญเชิญวิญญาณของนางละม่อม เพราะได้กล่าวชื่อนางละม่อมทุกระยะ สักครู่หนึ่งก็รู้สึกว่า   คนทรงมีกิริยาท่าทางเปลี่ยนไป    รู้สึกว่าวิญญาณกำลังจะเข้าสิงในร่างคนทรง แต่แล้วก็ยังไม่แน่ใจว่าเป็นวิญญาณของนางละม่อม   ก่อนจะพูดเรื่องอะไรก็มีเสียงถามผมว่า “อยู่สบายดีหรือ”
  ผมว่าสบายดี แล้วก็ถามถึงคนโน้นคนนี้ ที่แกเคยรู้จักชอบพอเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ ทุกคนที่นางละม่อมถามถึง ผมก็บอกว่าอยู่สบายดี และถามถึงบุตรชายของผมว่าทำไมไม่พามาด้วย ผมก็บอกว่ามาไม่ได้เพราะกำลังเรียนหนังสือ แล้วผมถามว่า    น้าม่อมเป็นอย่างไร สบายดีหรือ แกก็บอกว่า สบายดี     ผมถามว่าน้าม่อมได้รับผลบุญที่ใส่บาตรและทำสังฆทานกรวดน้ำไปให้ได้รับหรือเปล่า แกก็บอกว่าได้รับแล้ว ไม่รู้จะว่าอย่างไร   ขอขอบใจมาก ๆ นะ กิริยาท่าทางเหมือนเมื่อนางละม่อมครั้งยังมีชีวิตอยู่ ผมถามว่า    เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว   น้าม่อมได้ไปเข้าฝันฉันที่บ้าน น้าม่อมต้องการอะไรที่ขาดเหลืออะไรบ้าง        ฉันจะได้ทำบุญอุทิศมาให้ นางละม่อมพูดว่าวันนั้นฉันบอกว่าการทำบุญให้ฉันก็ขอบใจแล้ว      ไปเยี่ยมบอกข่าวเรื่องลูกสาวเท่านั้น วันนี้ฉันก็อยู่นานไม่ได้ต้องลาไปก่อน ขอบใจมากนะ    อุตส่าห์มาเยี่ยมฉัน ขอให้โชคดีนะ
  เมื่อพูดเสร็จก็รู้สึกว่า วิญญาณของนางละม่อมออก     จากร่างคนทรงไป กิริยาท่าทางเหมือนเมื่อนางละม่อมครั้งเมื่อยังมีชีวิตอยู่เมื่อคนทรงรู้สึกตัวแล้ว   ผมก็ขอร้องให้ชาวจีนคนทรงขอให้เรียกวิญญาณลูกสาว ผมบอกชื่อเล่นว่าปัง     แต่แล้วก็ได้ยินเสียงคนเหล่านั้นพูดเป็นภาษาจีนแบบเดิม นอกจากเปลี่ยนชื่อเป็น อาปังหลายครั้ง       เพื่อเรียกวิญญาณของลูกสาวผมมาเข้าร่าง สักครู่หนึ่งเขาก็หยุดดูกิริยาท่าทางของคนทรง    กำลังจะมีวิญญาณเข้ามาในร่าง สักครู่หนึ่งก็พูดอ้อแอ้เป็นภาษาไทย ผมก็ถามว่า ปังลูกพ่อใช่ไหม เสียงตอบว่า     “ใช่จ้ะ”
  ผมก็ถามต่อไปว่า “ปัง ลูกสบายดีหรือ”
  เสียงตอบว่า “ ปังสบายดีอยู่กับน้าม่อม พี่ใหญ่ไม่เห็นมาและพี่รองก็ไม่เห็นมาเลย พวกที่บ้านเขาสบายดีหรือ”
  ผมก็บอกว่า      “สบายดี ทุกคนเขาก็เป็นห่วงปัง คิดถึงปัง ปังเป็นห่วงพ่อแม่พี่น้องบ้างหรือเปล่า”
  เสียงออกจากคนทรงว่า “ปังเป็นห่วง ปังคิดถึงพ่อแม่ ปังมีพี่น้อง ๔ คน เดี๋ยวนี้เหลือ ๓ คนเท่านั้น”
  ผมรู้สึกแปลก ๆ ที่วิญญาณลูกผมรู้จักว่ามีพี่น้อง ๔ คน เวลานี้เหลือ ๓ คน ซึ่งสิ่งเหล่านี้พวกคนทรงไม่มีใครรู้เรื่อง ผมจึงถามปังว่า “ลูกต้องการอะไรที่ขาดเหลือ พ่อจะหามาทำบุญอุทิศส่วนกุศลมาให้”
  เสียงปังพูดว่า “ไม่ต่องหรอก เพราะลูกจะเกิดใหม่ ลูกเกิดเป็นลูกพ่อแม่ในปีหน้านี้แล้ว”
  ผมถามว่า           “ลูกมาเกิดเป็นลูกแล้วจะมีอะไรเป็นเครื่องหมายให้พ่อแม่รู้ว่าลุกกลับมาเกิดแน่”
  ปังบอกว่า “ถ้าหนูมาเกิดคราวนี้ ก็จะให้ลาภกับพ่อแม่นะ และมีเครื่องหมายที่แขนและที่ตัว”
  ผมจึงบอกว่า “ถ้าลูกมาเกิดคราวนี้ ขอให้มีอายุยืนยาวอยู่นาน ๆ นะ”
  เสียงแม่บ้านผมเขาถามว่า “แม่อุทิศเสื้อผ้าไปให้ลูกนั้นได้รับหรือเปล่า แล้วใส่ได้ไหม”
  แกตอบว่า “ได้รับและใส่ได้ ลูจะไปละนะ อยู่นานไม่ได้ลุกจะต้องลาก่อนละนะ เมื่อลูกมาเกิดจะให้ลาภพ่อแม่นะ”
  หลังจากวันนั้นที่เข้าทรงแล้ว   เมื่อลูกผมบอกว่าจะกลับมาเกิดใหม่ตรงกับนางละม่อมบอกในฝันครั้งแรก   ผมจึงแน่ใจ ก็บอกกับหมู่ญาติและเพื่อนบ้านใกล้เคียง ปังลูกสาวผมจะกลับมาเกิดใหม่ในปีหน้า
  คุณประสิทธิ์ถามว่า      เหตุใดคุณบรรจงจึงแน่ใจว่าลูกสาวคุณต้องกลับมาเกิดใหม่ มีอะไรทำให้แน่ใจ    คุณบรรจงบอกว่าที่ผมแน่ใจครั้งแรกผมฝันถึงนางละม่อมมากบอกว่า “จะนำลูกอันแท้จริงมาคืนให้ในปีหน้า    เมื่อไปเข้าทรงลุกสาวผมก็บอกจะกลับมาเกิดเป็นลูกผม นี่เหตุผล เพราะมันตรงกันไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้       ผมจึงไปบอกเพื่อบ้านและญาติเพื่อให้รับรู้ไว้ก่อน ต่อมาภรรยาผมตั้งครรภ์ ผมก็ดีใจ เพราะในระยะหลังจากเด็กหญิงปังหรือเด็กหญิงมิ่งขวัญเกิดแล้ว ภรรยาผมก็ไม่เคยมีลูกอีกเลย
  ต่อจากนั้น วันเวลาผ่านไปครรภ์ก็ค่อย ๆ         เติบโต จนถึงวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๒๒ พอดีครบรอบปีตรงกับวันตายของลูกสาวผม           เช้ามืดวันนั้นภรรยาผมตื่นขึ้นมาจัดการทำบุญใส่บาตรพระตอนเช้า แต่ทำบุญเสร็จก็บ่นว่าชักจะเจ็บท้อง    เวลานั้นเป็นเวลาย่ำรุ่งกว่า ๆ ผมก็เลยบอกให้รีบอาบน้ำแล้วไปกราบพระพุทธ     เสร็จแล้วผมก็รีบนำแกขึ้นรถไปส่งที่โรงเพยาบาลหัวเฉียว ถึงโรงพยาบาลประมาณ ๗ โมงกว่า ๆ
  เมื่ออยู่ที่โรงพยาบาลประมาณ ๘ โมงเช้าคลอดบุตรออกมาเป็นหญิง    เมื่อคุณบรรจงเล่าแล้วก็ชี้ให้เราดูเด็กหญิงเล็ก ๆ กำลังหลับสนิทอยู่ในเปลผ้า     พี่เลี้ยงกำลังแกว่งไกวไปมา
  ข้าพเจ้ามองดูแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า เด็กหญิงเล็ก ๆ     ผู้เพิ่งจะลืมตาดูโลก มีอายุเพียง ๓ เดือนกว่า มีประวัติลึกลับซับซ้อนเป็นเรื่องมหัศจรรย์        คิดว่าเราจะต้องติดตามเป็นระยะกว่าแกจะเติบโตพอที่จะพูดได้ เกิดความรู้สึกว่า    อาจมีสิ่งลี้ลับแฝงอยู่ในตัวเด็กผู้หญิงนี้ เมื่อโตพอจะพูดเรื่องอดีตชาติได้ คงจะเกิดประโยชน์แก่สังคม ที่สนใจที่ได้เริ่มปะติดปะต่อไว้ก่อน ถ้าหากไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็เหมือนเด็กธรรมดาทั่วไป
  วันนั้นเราได้ข้อความมาจากคุณบรรจงบันทึกไว้    พอเรียบเรียงเริ่มแรกชั้นต้นก่อนที่จะลาออกจากบ้าน คุณบรรจงบอกว่าเมื่อวันที่เด็กหญิงคลอดออกมาแล้ว  คืนนั้นผมได้ฝันว่า จำได้ว่าคืนนั้นผมตื่นขึ้น รู้สึกกระหายน้ำ           ลุกขึ้นมาดื่มน้ำเวลาประมาณตี ๑ กว่า ๆ แล้วกลับไปนอนคราวนี้ ผมก็ฝันเห็นนางละม่อมเข้ามาหาผม     แต่งตัวนุ่งขาวห่มขาวแล้วพูดกับผมว่า “โยม ได้เอาลูก ที่แท้จริงมาส่งคืนให้แล้วนะ”
  ผมก็บอกว่ารับไว้แล้วเมื่อเช้านี้ แต่ทำไม น้าม่อมต้องนุ่งขาวด้วยล่ะ
  แกบอกว่า เวลานี้แกไปถือศีลอยู่กับเจ้าแม่ขุนด่าน มีความสงบสบายแล้ว
  ผมก็เลยถามว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในครอบครัว        ผมครั้งนี้เป็นเรื่องราวมหัศจรรย์ ผมจะนำออกเผยแพร่ให้รู้กันทั่วไปจะมีอะไรผิดหรือมีข้อห้ามหรือเปล่า
  นางละม่อมบอกว่า เรื่องนี้พูดไปเถิดไม่เป็นไร   เพราะคนสมัยนี้เขาไม่เชื่อบุญเชื่อบาป จิตใจมันถึงเลวทรามต่ำช้า สร้างกรรมทำชั่ว เห็นแก่ตัว เมื่อได้เผยแพร่เรื่องนี้ ก็คงจะทำให้คนเกิดกลัวบาปขึ้นมาบ้างจิตใจจะได้ดีขึ้น รู้จักศีลธรรม     บ้านเมืองก็จะอยู่ด้วยกันด้วยความสงบสุข ผู้คนจะไม่เห็นแก่ตัวเกินไป
  คืนนั้นผมฝันเห็นนางละม่อมครั้งสุดท้าย          แล้วผมก็ไม่ฝันเห็นนางละม่อมตลอดมาจนบัดนี้
  เมื่อต้นเดือนมกราคม  พ.ศ.๒๕๒๓     คุณประสิทธิ์ การุณยวานิช ได้ไปหาคุณบรรจงที่บ้าน เพื่อจะได้สังเกตเด็กหญิงเล็ก ๆ  ผู้นั้นว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง วันนั้นจำได้ว่าเป็นวันอาทิตย์คิดว่าคุณบรรจงกับภรรยาอยู่บ้าน   คุณประสิทธิ์ไม่ได้โทรศัพท์นัดไว้ก่อน เมื่อคุณประสิทธิ์ไป ก็ปรากฏว่าคุณบรรจงกับภรรยาไม่อยู่บ้าน   คุณประสิทธิ์เดินกลับออกมา พอมาถึง ห่างจากหน้าบ้านไม่ไกลนัก ก็มองเห็นหญิงสาวกำลังอุ้มเด็กเล็กยืนอยู่ข้างทาง    พอเด็กหญิงเล็ก ๆ ผู้นั้นมองเห็นข้าพเจ้าก็หัวเราะดิ้นรนแสดงความดีใจ        อยู่ในอ้อมอกของพี่เลี้ยง สะบัดมือสะบัดเท้าแสดงท่าทางอยากจะโผมาให้ข้าพเจ้าอุ้ม จึงนึกสงสัยถามผู้ที่กำลงัอุ้มอยู่ว่านี้ลูกคุณบรรจงที่ตายแล้วกลับมาเกิดใช่ไหม พี่เลี้ยงบอกว่าใช่ เมื่อข้าพเจ้าอ้ามืออกไปทำท่าจะอุ้ม เด็กก็โผจากพี่เลี้ยงมาหาข้าพเจ้าทันที เหมือนเป็นคนคุ้นเคยสนิทชิดเชื้อมานาน เด็กเอาหัวตะแคงพาดบนไหล่ข้าพเจ้าแล้วก็หัวเราะแสดงท่าทางดีใจร่าเริงข้าพเจ้าก้นึกแปลกใจ
  คุณประสิทธิ์ มองเห็นแล้วก็ร้องออกมาอย่างประหลาดใจว่า        ไม่น่าเชื่อเด็กหญิงเล็ก ๆ จะโผเข้ามาให้คนแปลกหน้าอุ้มอย่างดีอกดีใจเช่นนี้ ทั้งเป็นผู้สูงอายุด้วย คงได้หายาก เป็นเรื่องแปลกมาก
  เมื่อกลับมาถึงบ้านคืนนั้น ข้าพเจ้าได้โทรศัพท์ไปถามคุณบรรจงว่า ลูกสาวคุณตามปกติให้คนอุ้มง่าย ๆ ไปแปลกหน้าใช่ไหม ได้ยินคุณบรรจงบอกว่า      ปกติแกไม่ยอมให้ใครอุ้มง่าย ๆ ถ้าไม่คุ้นเคยใกล้ชิดกันจริง ๆ ก็ไม่ยอมให้อุ้ม มักจะหันหน้าหนี
พยายามกอดพี่เลี้ยงไว้แน่น ไม่ยอมปล่อยให้ใครดึงไปจากพี่เลี้ยง
  ข้าพเจ้าบอกกับคุณบรรจง วันนี้ผมไปที่บ้านคุณ  แต่คุณไม่อยู่ลูกสาวคุณโผมาทำท่าจะให้ผมรับอุ้ม มันเป็นเรื่องแปลกทั้ง ๆ ที่แกก็ไม่เคยเห็นหน้าผมมาก่อน เพราะครั้งแรกผมไปแกก้นอนหลับ เวลาผมกลับก็ยังไม่ตื่น คุณบรรจงบอกว่า ผมทราบจากพี่เลี้ยงของลูกผมแล้ว ก็นึกแปลกใจเหมือนกัน
  ข้าพเจ้าบอกว่า ผมจะไปเยี่ยมหนูคนนี้ เมื่อเวลาอายุ ๑ ขวบ ๒ ขวบ   กว่าแกจะพูดได้ ผมแน่ใจว่าคงได้เรื่องที่แปลกประหลาดที่เป็นประโยชน์เพื่อบันทึกไว้เป็นตอน ๆ   คงจะได้ชัดคิดเห็นอีกไม่มากก็น้อย ท่านที่สนใจคงจะได้อ่านต่อไป
  บังเอิญเช้าวันอาทิตย์ที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๒๓     ข้าพเจ้าได้รับข่าวความเคลื่อนไหวทางโทรศัพท์เพิ่มเติม จากคุณบรรจง ชาญทนานนท์      ผู้เป็นบิดาว่า เด็กหญิงเล็ก ๆ กลับชาติมาเกิดเป็นบุตรสาวบัดนี้อายุประมาณ ๙ เดือน    รู้สึกว่ามีกิริยาท่าทางเฉลียวฉลาด ผิดกว่าเด็กธรรมดารุ่นเดียวกัน ซึ่งบัดนี้เดินได้แข็งแรงแม้พูดจาคำสั้น ๆ    แต่สำเนียงชัดถ้อยชัดคำฟังได้ชัดเจน
  ข้อคิดเห็นสำหรับเรื่อองนี้ว่า   โลกมนุษย์ในยุคนี้แม้เจริญเพียงใดแต่ก็ยังมีสิ่งลี้ลับแฝงอยู่ทั่วไป กระผมคิดเปรียบเทียบไม่ได้ว่าวิทยาศาสตร์  เหมือนเวลากลางวัน ส่วนความลี้ลับมหัศจรรย์เหมือนเวลากลางคืน เหมือนของคู่กัน

พระพาหิยะ ผู้ตรัสรู้เร็ว
  เรื่องนี้ปรากฏในอรรถกถาธรรมบท     ภาค ๔ โดยใจความว่า ในกาลครั้งหนึ่ง พวกมนุษย์เป็นจำนวนมากได้เดินเรือในมหาสมุทรอินเดียเมื่อเรือที่โดยสาร  ไปเกิดอับปางลงในทะเลหลวง ก็ตกเป็นเหยื่อของสัตว์น้ำในท้องทะเลหลวงนั้นหมดทุกคน   เว้นไว้แต่ชายคนหนึ่งผู้มีนามว่า พาหิยะ ที่รอดชีวิตมาได้เขาได้เกาะแผ่นกระดานแผ่นหนึ่ง   พยายามว่ายน้ำจนรอดชีวิตมาขึ้นฝั่งที่ท่าสุปปารกะ แต่อนิจจา   เขาไม่มีเครื่องนุ่งห่มติดกายอยู่เลยแม้แต่ชิ้นเดียว เมื่อขึ้นฝั่งแล้ว เนื่องจากไม่ได้เครื่องนุ่งห่มอะไรอื่น  จึงได้ใช้เปลือกปอพันไม้แห้งเข้าแล้วทำเป็นเครื่องนุ่งห่ม ได้หยิบกระเบื้องจากเทวาลัยแห่งหนึ่งมากทำเป็นภาชนะสำหรับขอทาน แล้วเดินทางไปถึงท่าสุปปารกะ
  พวกประชาชนที่ท่าเรือแห่งนั้นเห็นเข้าแล้ว     ก็ได้ให้ข้าวต้มและข้างสวย เป็นต้น แก่เขา ต่างก็พากันพูดยกย่องว่า    “ชายผู้นี้เป็นพระอรหันต์ไกลจากกิเลสผู้หนึ่ง”
 เมื่อประชาชนนำผ้ามาให้เขาก็ไม่ยอมรับด้วยคิดเห็นว่า              “ถ้าเรานุ่งหรือห่มผ้าแล้ว ลาภสักการะของเราก็เสื่อม การทีคนมานับถือเราก็เพราะเขาเห็นเราไม่นุ่งผ้านั่นเอง”  เขาจึงนุ่งแต่เปลือกไม้ คนทั้งหลายจึงเรียกชื่อเขาว่า “ทารุจีริยะ” แปลว่า “ผู้น่งุห่มเปลือกไม้”
  ต่อมาเมื่อคนเป็นจำนวนมากเรียกเขาว่าเป็นพระอรหันต์เขาก็เกิดเข้าใจว่า   ตนเองเป็นพระอรหันต์จริง ๆ  แต่ภายหลังเทวดาองค์หนึ่ง      ซึ่งเคยเป็นเพื่อนกันมาเมื่อชาติก่อนโน้น มาเตือนเขา                  ทำให้เขาคิดได้ แล้วเขาได้เดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้าจนได้สำเร็จพระอรหันต์ในที่สุด
  เขามีความสัมพันธ์กับเทวดาองค์นี้อย่างไร     เทพเจ้าองค์นี้จึงมาช่วยเขา เชิญผู้สนใจติดตามต่อไป
  เล่ากันว่า เมื่อศาสนาของ      พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ เสื่อมถอยลง (พระกัสสปพุทธเจ้า เป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในบรรดาพระพุทธเจ้า ๕ องค์    ซึ่งมาตรัสรู้ในกัปนี้ และได้ตรัสรู้ก่อนพระพุทธเจ้าของเรา)            ณ กาลครั้งนั้น มีภิกษุ ๗ รูปเห็นพวกภิกษุสามเณรประพฤติย่อหย่อนต่อพะธรรมวินัย           ก็เกิดความสลดใจ   ได้ปรึกษาตกลงกันว่า “ตราบใดที่พระศาสนายังไม่เสื่อมสุขไป                ตราบนั้นพวกเราจะทำที่พึ่งให้แก่ตนให้ได้”     ปรึกษาตกลงกันแล้ว จึงไปไหว้เจดีย์ทอง     อันเป็นพระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระกัสสปพุทธเจ้า แล้วพากันเข้าสู่ป่า พบภูเขาลูกหนึ่ง จึงพูดกันว่า  “ผู้ที่มีความอาลัยในชีวิตอยู่ก็จงพากันกลับไป ส่วนผู้ที่ไม่มีความห่วงใยในชีวิตแล้วจงพากันขึ้นภูเขาลูกนี้”   พูดเสร็จก็ได้พาดบันไดขึ้น แล้วทั้ง ๗ รูปจึงได้ปีนขึ้นไปยังภูเขาสูงนั้นทางบันได้ที่พาดนั้น เมื่อขึ้นเรียบร้อยแล้วก็ให้ผลักบันได้ลงเสียแล้วตั้งหน้าปฏิบัติสมณธรรมกันอย่างจิรงจัง       เพื่อหวังบรรลุมรรคผลอันเป็นจุดหมายสูงสุดของแต่ละท่าน
  พอผ่านไปได้คืนเดียวเท่านั้น ในจำนวนพระทั้ง ๗ รูปพระสังฆเถระ (คือผู้ที่มีพรรษาแก่กว่าทุกรูป) ก็ได้สำเร็จพระอรหันต์เป็นรูปแรก     และท่านสามารถไปนำบิณฑบาตจากที่ไกลมาถวายพระภิกษุ ๖ รูป แต่ทุกรูปปฏิเสธไม่ยอมฉันโดยกราบเรียนท่านว่า      “ท่านครับ ก็พวกผมได้ทำกติกากันไว้        หรือว่า ถ้าผู้ใดสำเร็จอรหันต์ก่อน รูปที่ยังไม่สำเร็จจะฉันบิณฑบาตที่ผู้สำเร็จอรหันต์นั้นนำมา”
  “ไม่ได้ทำกันไว้ดอกคุณ” พระสังเถระตอบ
  “ถ้าอย่างนั้น            แม้พวกกระผมก็จะทำคุณวิเศษให้เกิดขึ้นเหมือนอย่างท่าน แล้วจะไปบิณฑบาตมาฉันด้วยตนเอง” ภิกษุอีก ๖ รูป      กล่าวอย่างหนักแน่น และไม่ยอมฉันบิณฑบาตที่พระสังฆเถระนำมาถวาย
  พอถึงวันที่สอง               พระเถระรูปที่สองก็ได้บรรลุพระอนาคามิผล แล้วไปบิณฑบาตมาถวายพระภิกษุอีก ๕ รูป แต่ทั้ง ๕ รูปก็ไม่ยอมฉัน โดยกล่าวยืนยันอยู่เหมือนเดิม
  ในที่สุด พระเถระที่สำเร็จพระอรหันต์            ก็ได้ปรินิพพานส่วนรูปที่ได้เป็นพระอนาคามี ไปบังเกิดเป็นพระพรหมในพรหมโลกอันเป็นเทพเจ้าชั้นสูงตามหลัก    ในพุทธศาสนา แต่อีก ๕ รูปที่ยังเหลือ เมื่อไม่อาจจะได้บรรลุมรรคผลอันใด ผ่ายผอมหนักเข้า   พอถึงวันที่ ๗ ก็ถึงแก่มรณภาพหมดทั้ง ๕ รูป   แล้วไปบังเกิดในสวรรค์ด้วยอำนาจบุญที่ตนได้ทำไว้
  พอถึงสมัยพุทธกาล            ทั้งห้าก็จุติจากสวรรค์ลงมาบังเกิดในโลกมนุษย์ ในจำนวนทั้งห้าท่านนั้น         คนหนึ่งได้เป็นพระราชาทรงพระนามว่า ปุกกุสะ (และปุกกุสะนี้ ก็คือกามนิตในเรื่องกามนิตวาสิษฐี ตามคัมภีร์ของพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานนั่นเอง คนหนึ่งมาเกิดเป็นพระกุมารกัสสปะ    คนหนึ่งเกิดเป็นพระทัพพมัลลบุตร คนหนึ่งเกิดเป็นบุรุษชื่อว่า พาหิยะ (ทารุจีริยะ) อีกคนหนึ่งเกิดเป็นปริพพาชกชื่อว่า สภิยะ
  ในจำนวนทั้ง ๖ ท่านนั้น       ภิกษุที่ไปเกิดเป็นพรหมในพรหมโลก วันหนึ่งมาคำนึงถึงเพื่อนของท่านว่าไปเกิดอยู่ ณ ที่ใด         จึงได้ตรวจดูด้วยทิพยจักษุของตน ก็ได้พบว่าเพื่อนคนนั้นของท่านไปเกิดเป็นบุรุษชื่อว่า พาหิยะ     บัดนี้กำลังเดินทางผิด ซึ่งท่านจะต้องลงไปช่วยชักนำให้เดินทางถูก
  ดังนั้น คือวันหนึ่งพระพรหมนั้น     จึงได้มาจากพรหมโลกเพื่อจะช่วยเพื่อของท่าน มาถึงที่อยู่ของพาหิยะ ขณะยืนอยู่บนอากาศนั่นเอง       ก็ได้พูดเตือนสติทารุจีริยะว่า “พาหิยะ ท่านไม่ได้เป็นอรหันต์ดอก ทั้งท่านก็ไม่ได้ปฏิบัติไปตามทางของพระอรหันต์ด้วย แม้ข้อปฏิบัติของท่านที่จะทำให้ท่านเป็นพระอรหันต์    หรือ เดินไปตามทางของพระอรหันต์ก็ไม่มีเลย”
  พาหิยะมองดูท้าวมหาพรหมกำลังพูดอยู่เช่นนั้น จึงคิดว่า “น่าสลดใจแท้ เราทำกรรมหนักเสียแล้ว เราสำคัญตัวว่า       เราเป็นพระอรหันต์แต่เทพเจ้านี้บอกเราว่าเราไม่ใช่พระอรหันต์ ทั้งไม่ใช่ผู้ปฏิบัติไปตามทางของพระอรหันต์            ก็ในโลกนี้ยังมีใครอื่นที่เป็นพระอรหันต์อยู่หรือ” เขาจึงได้ถามพระพรหมนั้น      และก็ได้รับคำตอบจากพระพรหมนั้นว่า “พาหิยะ ณ ชนบททางด้านทิศเหนือ       มีพระนครอยู่แห่งหนึ่งชื่อว่าสาวัตถี ณ นครแห่งนั้น บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ได้ด้วยพระองค์เอง และแสดงธรรมเพื่อให้ผู้อื่นสำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้ด้วย”
  พาหิยะเมื่อทราบดังนั้น     ก็เกิดความสลดใจที่ตนเองเดินทางผิด แล้วออกเดินทางจากท่าสุปปารกะในคืนวันนั้น มุ่งตรงไปยังเมืองสาวัตถี     อันอยู่ห่างจากที่นั้นถึง ๑,๙๒๐ กม. (ร้อยยี่สิบโยชน์)       เมื่อไปถึงแล้วก็ได้พบพระพุทธเจ้าขณะที่กำลังเสด็จบิณฑบาตอยู่บนถนนสายหนึ่งของเมืองสาวัตถี และได้ฟังธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดงแต่เพียงโดยย่อ ก็ได้สำเร็จพระอรหันต์ในขณะที่ยืนอยู่บนถนนในเมืองนั่นเอง
  เนื่องจากพระพาหิยะ  ได้สำเร็จพระอรหันต์ด้วยความรวดเร็วในขณะที่ท่านยังไม่ได้บวช ท่านจึงได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้า     ว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทางตรัสรู้ได้เร็ว
  พระพาหิยะ          ได้มาพบพระพุทธเจ้า ก็เพราะเทพเจ้าชักนำและได้สำเร็จพระอรหันต์ก็เพราะบุญบารมีที่ท่านเคยสั่งสอนไว้เมื่อปางก่อนมาสนับสนุน

พระสุธัมโม ชาวอินโดนีเซีย
  เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้เอง    ซึ่งผู้เขียนได้มีโอกาสไปพบกับพระอินโดนีเซียรูปนี้ที่วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๒๐      และได้สัมภาษณ์สอบถามรายละเอียดกับท่าน พร้อมกับบันทึกเทปไว้ด้วย   ซึ่งท่านก็ยินดีเล่าความเป็นไปต่าง ๆ ให้ทราบโดยละเอียด โดยเฉพาะเรื่องที่เทวดาสอนกรรมฐานแกท่าน  แล้วชักนำให้ท่านมานับถือพระพุทธศาสนานับว่าเป็นเรื่องแปลกที่น่าสนใจมาก
  พระอินโดนีเซียรูปนี้ มีนามเดิมว่า บุษณะ บูรฮานูดิน (Busana burahanudin) มีนามฉายาทางศาสนาว่า สุธมฺโม และ คนส่วนมากเรียกท่านว่า ท่านสุธัมโม
  ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๘๒ ณ เกาะมธุระ ประเทศอินโดนีเซีย สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเทคนิคในเกาะชวา      แล้วออกทำงานในบริษัทประกันชีวิตแห่งหนึ่ง ท่านเป็นคนชอบคิดค้น        และสนใจในปัญหาทางด้านศาสนามากมีจิตใจเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ ท่านมีชีวิตที่น่าศึกษามากผู้หนึ่ง     ซึ่งผู้เขียนขอนำมากล่าวไว้เฉพาะบางตอนดังต่อไปนี้
  ท่านนับถือศาสนาอิสลามตามมารดาบิดาของท่าน             และได้ศึกษาศาสนาอิสลามจากโรงเรียนด้วย เมื่อท่านอายุได้ ๑๒ ปี    ครูของท่านได้สอนประวัติของพระพุทธเจ้าให้ทราบด้วย แต่อธิบายในเชิงเหยียดหยามว่า   “พระพุทธเจ้าเป็นคนขอทาน ปฏิบัติไปในทางสุดโต่ง คือทรมานตนอยู่ในป่า บางครั้งก็เป็นชีเปลือย        บางครั้งก็นอนบนท่อนไม้ บางครั้งก็นอนบนหนาม” ทั้ง ๆ ที่ครูอธิบายในทำนองนี้          แต่ท่านเกิดความสนใจในชีวิตของพระพุทธเจ้ามาก และต้องการที่จะรู้คำสอนของพระพุทธเจ้าตั้งแต่ครั้งนั้นมา
  บางครั้งท่านเคยถามมารดาและบิดาของท่านว่า ใครสร้างโลกและสัตว์โลกขึ้นมา ก็ได้รับคำตอบว่า พระเจ้าคือพระอาหล่า เป็นผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่าง   จึงทำให้ท่านสนใจต่อพระอาหล่าและอยากจะพบพระเจ้า แต่ก็ยังคิดใคร่ครวญอยู่มาก    ว่าใครกันแน่สร้างโลก รวมทั้งมนุษย์แกละสัตว์ทั้งหลาย คิดมากจนบางครั้งเกิดความวุ่นวายขึ้นในใจนอนไม่หลับ     บางครั้งก็นั่งคิดเรื่องนี้อยู่คนเดียวในห้อง จนคืนวันหนึ่ง   ขณะที่ท่านนั่งคิดอยู่ในห้องคนเดียวนั้น ก็มีลมพัดมาอย่างแรงทางหน้าต่างห้องอมนุษย์รูปร่างใหญ่โตเข้ามาปรากฏแก่ท่าน  ท่านตกใจมากจึงได้วิ่งไปหาพ่อของท่าน ขณะวิ่งไปได้ชนเอาประตูห้อง ถึงคิ้วแตก        ท่านยังได้ชี้รอยแผลเป็นที่หางคิ้วให้ผู้เขียนดูด้วย จนพ่อแม่ของท่านต้องห้ามไม่ให้ท่านไปนั่งอยู่คนเดียวในห้องเช่นนั้นเพราะกล้วท่านจะบ้า บางครั้งท่านเคยถามครูเกี่ยวกับเรื่องนี้    แต่ครูก็ไม่อาจที่จะให้คำตอบที่พอใจได้
  คืนวันหนึ่งเมื่อท่านอายุได้ ๑๒ ปี ท่านนอนแหงนดูดวงดาวต่าง ๆ   ในท้องฟ้าอยู่ที่บริเวณทุ่งนาแห่งหนึ่งห่างจากบ้านของท่าน มองดูด้วยความเพลิดเพลิน       และสนใจยิ่ง พร้อมกับคิดไตร่ตรองอยู่ว่า ใครสร้างดวงดาวเหล่านั้น จนเกิดสมาธิขึ้นอย่างแน่วแน่ เห็นดวงด่าวในท้องฟ้าต่าง ๆ มารวมเป้นจุดเดียวกัน จิตเกิดความสว่างไสวขึ้น มันเป็นประสบการณ์ที่มหัศจรรย์ครั้งแรกในชีวิตของท่าน ทั้งนี้คงเป็นเพราะมีบารมีที่เคยได้สั่งสมมา   ในเรื่องนี้เมื่อชาติปางก่อน
  เมื่ออายุได้ ๑๔ ปี น้องสาวที่รักของท่านได้ตายไปทำให้ท่านเศร้ามาก     ถึงกับนอนไม่หลับในบางครั้ง ได้เฝ้าถามตัวเองอยู่ว่า ชีวิตคืออะไรกันแน่ ทำไมคนจึงตาย     ใครนำวิญญาณน้องสาวไป เมื่อตายแล้วน้องสาวจะไปเป็นอะไร  อยู่ที่ไหนทำไมพระเจ้าสร้างมนุษย์และสัตว์ขึ้นมาแล้ว มากทำให้เขาเหล่านั้นต้องตายอีก          ไม่มีใครสามารถให้คำตอบเหล่านี้แก่ท่านได้ท่านได้เฝ้าคิดเรื่องนี้อยู่เรื่อยมา
  ต่อมาท่านได้เดินทางเข้าไปศึกษาต่อที่เกาะชวาอันอยู่ห่าง  จากเกาะมธุระ บ้านเกิดของท่านประมาณ ๒๕๐ กม. ณ ที่นั้นท่านได้พยายามพบอาจารย์ทางไสยศาสตร์ ซึ่งบางคนก็เป็นหมอผี บางคนก็เป็นพวกเข้าทรง บางคนก็มีความชำนาญทางสมาธิ เมื่อท่านขอร้องให้อาจารย์เหล่านั้นสอนวิธีทำสมาธิให้ แต่ไม่มีใครยอมสอนให้ ดดยอ้างว่า อายุยังน้อยเกรงว่าอาจจะทำให้เสียสติได้ ทั้งไม่มีอาจารย์ท่านใดสามารถตอบคำถามที่ท่านกำลังหาคำตอบอยู่ให้เป็นที่พอใจได้เลย
  ในที่สุด เใมื่อายุได้ ๒๓ ปี  ท่านจึงได้ตัดสินใจเข้าไปอยู่ในป่าลึกแต่ผู้เดียว อันเป็นป่าที่ไกลจากหมู่บ้านมาก ไม่มีมนุษย์อยู่อาศัย มีแต่สัตว์ป่า      และเป็นป่าใหญ่อยู่ทางภาคกลางของเกาะชวา โดยมีจุดมุ่งหมายจะค้นหาความจริงแห่งชีวิต    และเพื่อจะหาคำตอบต่อคำถามที่ตนกำลังค้นหาอยู่
  เมื่อเข้าไปถึงป่าแห่งนั้นใหม่ ๆ หาอาหารอะไรกินไม่ได้เพราะป่าบริเวณนั้นเป็นป่าต้นกะถินและป่าไม้สัก จึงต้องอดอาหารถึง ๓ วัน ในที่สุดก้๖องกินใบไม้เป็นอาหารและกินใบไม้เป็นอาหารนานอยู่เป็นเวลา ๔ ปีครึ่ง ตลอดเวลาที่อยู่ในป่าลึกแห่งนั้น
  ในระยะ ๖ เดือนแรกที่เข้าไปอยู่ในป่า ได้พยายามสวดมนต์อ้อนวอนพระเจ้าให้มาช่วย และหใคำตอบข้อที่ตนสงสัยอยู่ แต่ไม่ได้ผลอันใดเลยท่านจึงเลิกเชื่อถือในพระเจ้าอาหล่าแล้วหันมาสนใจตัวเอง ตรึกตรองว่าทำไมตัวเองบางครั้งจึงโกรธ ทำไมต้องหิว ทำไมต้องง่วง ใครเป็นตัวทำให้โกรธใครทำให้หิว และใครทำให้ง่วง
  เมื่อ ๖ เดือน ผ่านไปแล้ว ได้มีเทพยดา ๒ องค์      มาปรากฏแก่ท่านซึ่งหน้าตาก็คล้ายมนุษย์ มายืนอยู่ตรงหน้า เท้าไม่จดพื้น โดยลอยอยู่ในอากาศเหนือพื้นดิน รูปร่างใหญ่โตและสูงมาก แต่เทพทั้ง ๒ องค์นี้มาต่างวาระกัน โดยมาสอนวิธีทำกรรมฐานแก่ท่าน ท่านก็ปฏิบัติตาม เมื่อท่านเลิกปฏิบัติตามวิธีขององค์แรกเพราะไม่ได้ผล  องค์ที่สองก็เข้ามาปรากฏสอนให้ท่านเพ่งกสิณ โดยไม่ให้เคลื่อนไหวดวงตา ท่านปฏิบัติวิธีนี้อยู่ถึง ๖ เดือน จนตาพร่าลาย เมื่อไม่ได้ผลก็เลิกไปที่สุด
  เมื่อ ๑ ปีผ่านไป ก็มีเทพธิดา ๒ องค์มาปรากฏแก่ท่านบอกชื่อตนเองแก่ท่านว่า ตนเองชื่อส่า สกาสารี เป็นผู้พี่ ส่วนน้องสาวนั้นชื่อว่า สการอารัม            ครั้งแรกก็มาในฐานะมิตร แต่ภายหลังท่านทราบว่านี้คือมาร หาใช่มิตรไม่       ท่านก็เลิกคบ ธิดามารทั้งสองก็ตั้งตนเป็นศัตรูและส่งปีศาจพรรคพวกมาก่อกวนหลอกหลอนต่าง ๆ ทำเสียงน่ากลัวมากในกลางคืนจนท่านนอนไม่หลับ ในที่สุดท่านก็ตั้งจิตอธิษฐานนั่งสมาธิตั้งแต่ตอนเที่ยงคืนว่า “ถ้าอมนุษย์เหล่านี้ไม่หายไปแล้ว ท่านจะไม่ยอมลุกขึ้น” จนถึงรุ่งเช้า อมนุษย์เหล่านั้นก็หายไปสิ้น และใจของท่านสงบและมีพลังมากจากการนั่งสมาธิในคืนวันนั้น
 
  ต่อมาวันหนึ่ง เวลาประมาณ ๔ โมงเย็น  ขณะที่ท่านนั่งอยู่ในป่าแห่งนั้นก็มีลมพัดเข้ามาปะทะตัวท่านอย่างแรง แล้วลมนั้นก็เปลี่ยนมาเป็นแสงคล้ายแสงฟ้าแลบ แล้วปรากฏมีชายคนหนึ่งมายืนอยู่ข้างหน้าท่านแต่ยืนอยู่ในอากาศ เท้าไม่จดพื้นดินห่างจากพื้นประมาณ ๑ ศอก ท่านบอกว่ามีรูปร่างสวยงามน่าดูมาก และมีแสงสุกใสออกจากตัว สักครู่หนึ่งรูปนั้นก็หายไป กลับได้ยินแต่เสียงออกมาเป็นภาษาชวาว่า “เราจะมาสอนท่านให้ปฏิบัติสมาธิโดยจะสอนแนวทางที่ถูกต้องให้” แล้วสั่งให้ท่านนั่งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก     เพราะทิศตะวันออกเป็นที่มาของความสว่างและบอกว่าการทำสมาธิที่ถูกต้องนั้น            จะต้องมีคุณธรรม ๓ ประการ คือ ความเพียร ความอดทน และสติ ถ้าได้ ๓ อย่างนี้    จะสามารถทำให้เกิดทิพยจักษุ (ตาทิพย์) ได้ แต่ท่านไม่ยอมเชื่อเพราะเคยมีประสบการณ์ที่ถูกธิดามารหลอกมาแล้ว
  ท่านจึงบอกไปทางเสียงนั้นว่า “ข้าพเจ้าไม่เชื่อท่านดอก” แล้วก็มีเสียงตอบมาว่า “ทำไม่ไม่เชื่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามีความเอ็นดูสงสารท่าน    ท่านได้รับความลำบากเพราะการรบกวนของมารแล้ว ข้าพเจ้าจะมาช่วยท่านและสอนท่านในทางที่ถูก”
  แม้เสียงจะกล่าวยืนยันออกมาเช่นนั้น ท่านก็ไม่ยอมเชื่อ เพราะท่านถือว่าท่านเองก็มีอำนาจวิเศษอยู่ในตัวเหมือนกันซึ่งใช้ได้ผลมาแล้วในคราวผจญมาร ท่านจึงได้พูดออกมาว่า “ถ้าท่านสามารถโจมตีข้าพเจ้าด้วยอำนาจของท่านได้แล้ว ข้าพเจ้าจะยอมเชื่อ”
  ในทันใดนั้นเอง ก็มีลมพัดอย่างแรง           ปะทะตัวท่านลอยขึ้นไปกระแทกกับต้นไม้ถึง ๓ ครั้ง จนมีเลือดออกมาจากหลังของท่าน และท่านก็ไม่เอาจเคลื่อนไหวตัวได้ เพราะความเจ็บปวดจึงต้อมยอมแพ่ แล้วบอกไปยังเสียงนั้นว่า “ ข้าพเจ้ายอมเชื่อท่าน”
  ต่อจากนั้น เทพเจ้าผู้มีอำนาจนั้น ก็กล่าวกับท่านว่า          “ผู้เริ่มปฏิบัติสมาธิจะต้องไม่ปฏิบัติต่อสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ต่อใจของตนในการมาอยู่ที่นี้ท่านจะต้องได้รับอนุญาตและได้รับพรจากมารดาบิดาของท่านเสียก่อน เพราะท่านมาที่นี้ยังไม่ได้รับอนุญาติมาจากมารดาบิดาของท่าน และท่านจะต้อง เคารพมารดาบิดาของท่านเพราะท่านทั้งสองเป็นผู้ใให้กำเนิดเลี้ยงดูตัวท่านมาตั้งแต่เล็ก” ท่านก็ตอบไปว่า “เป้นไปไม่ได้ เพราะมารดาบิดาของข้าพเจ้าอยู่ไกลจากที่นี้ถึงประมาณ ๑,๐๐๐ กม.”
  มีเสียงตอบว่า “ไม่ใช่อย่างนั้น ถ้าท่านไปแต่เพียงกายอย่างเดียวก็ยังไม่เชื่อว่าเคารพมารดาบิดาที่ถูกต้อง เพราะความสำคัญในการเคารพอยู่ที่ใจ”
  ท่านพูดว่า “ข้าพเจ้ายังเชื่อท่านไม่ได้” เทพเจ้าตอบมาว่า “ถ้าไม่เชื่อจงนั่งลง” และเมื่อท่านนั่งลง มารดาบิดาของท่านก็ปรากฏอยู่ต่อหน้าท่านด้วยอำนาจเทพเจ้าบันดาล และตัวท่านก็ลุกขึ้นไปกราบท่านทั้งสองด้วยความเคารพ โดยกราบถึง ๓ ครั้ง แบบชาวพุทธกราบ การทำเช่นนี้เป็นไปโดยอัตโนมัติเพราะท่านเองก็ไม่ร็จักวิธีกราบแบบชาวพุทธมาก่อนเลย หลังจากนั้นใจของท่านก็แจ่มใสมาก
  ต่อจากนั้น เทพเจ้าก็เริ่มสอนวิธีทำสมาธิแก่ท่าน              โดยในครั้งแรกนิรมิตดวงเทียนให้ท่านเพ่งดวงเทียนนั้น (เตโชกสิณ) จนจิตของท่านสงบเป็น     เอกัคคตารมณ์ และสามารถขยายดวงเทียนนั้นให้มีแสงสว่างเหมือนดวงดาว ดวงจันทร์ และเหมือนดวงอาทิตย์ นับว่าแปลกมาก
  เมื่อท่านสำเร็จการทำเตโชกสิณแล้ว เทพเจ้าก็สอนให้ทำ อาโปกสิณ (เพ่งน้ำ) ปฐวีกสิณ (เพ่งดิน) วาโยกสิณ (เพ่งลม) และพิจารณาร่างกระดูก (อัฏฐิกรรมฐาน)  ตามลำดับ โดยนิรมิตสิ่งเหล่านี้มาให้ปรากฏแก่ท่าน สอนวิธีภาวนาและวิธีกำหนด            จนท่านชำนาญกรรมฐาน ทั้ง ๕ ประเภท แต่กรรมฐานทั้ง ๕ ประเภทนี้     แต่ละอย่างท่านต้องใช้เวลาฝึกนานถึง ๖ เดือนเต็ม รวมแล้วท่านฝึกรรมฐาน ๕ อย่างนี้อยู่ถึง ๒ ปีครึ่ง      แล้วในที่สุดเทพเจ้าองค์นั้นสรุปให้ฟังว่า “ร่างกายของท่านมาจากธาตุทั้ง ๔ อย่าง คือมาจากดิน น้ำ ไฟ ลม    และท่านควรสนใจในร่างกระดูก”
  เมื่อท่านมาคิดไตร่ตรองดูก้ทราบชัดว่า ร่างกายของท่านเป็นเช่นนี้         และมาพิจารณาร่างกระดูกอย่างลึกซึ้ง จนกระทั่งว่ามันหลุดออกเป็นชิ้น ๆ     แล้วในที่สุดก็กลายเป็นธาตุทั้ง ๔
  ต่อจากนั้นก็มีเสียงดังออกมาว่า       “ขณะนี้ท่านมีความชำนาญในการทำสมาธิแล้ว ถ้าท่านต้องการมีความก้าวหน้าในการทำสมาธิเพิ่มขึ้น   ก็ขอให้ท่านจงออกจากป่าแห่งนี้ พยายามสืบหาคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะข้าพเจ้าสามารถสอนท่านได้แค่นี้    ไม่อาจจะสอนท่านให้ก้าวหน้ายิ่งไปกว่านี้”
  พอได้ฟังดังนั้น ท่านก็ตั้งใจที่จะออกจากป่าแต่ใจ  ของท่านยังมีความลังเลอยู่ แล้วก็มีเสียงดังออกมาว่า “ท่านจงไปสืบคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เมืองสุราบายา       ณ ที่นั้น ท่านจะพบกับชาวจีนผู้รู้คำสอนของพระพุทธเจ้า”
  แต่ท่านก็ยังสงัสยอีกว่า “ในเมืองสุราบายามีคนพูดเรื่องสุญญตากันมากฉันไม่เข้าใจเรื่องสุญยตาเลย คงตายเสียดดีกว่า” ก็มีเสียงดังออกมาอีกว่า “ถ้าท่านอยากทราบเรื่องสุญยตาก้ให้นั่งสมาธิ แต่จงอย่าหลับตา เริ่มตั้งแต ๖ โมงเย็นไปจนถึงเที่ยงคืน”          ท่านนึกกระหยิ่มอยู่ในใจว่า เรื่องนั่งชั่วระยะเวลาเพียงเท่านั้นรู้ง่ายมาก เพราะท่านเคยนั่งมากนานกว่านี้เสียอีก แต่พอเริ่มนั่งเข้าจริง ๆ   ประมาณ ๑๐ นาทีเท่านั้น ท่านก็หลับผล็อยไปเลย ไปตื่นเอาตอนเช้าของวันใหม่         แล้วก็ถูกต่อว่าจากเทพเจ้าว่า “ก็ไหนท่านว่าต้องการรู้จักสุญญตา แต่ทำไมมานั่งหลับเสียละ” ท่านรู้สึกละอายมาก ไม่รู้มันหลับไปได้อย่างไรแล้วคืนต่อไปเทพเจ้าสั่งให้ท่านทำใหม่ โดยบอกว่า “คราวนี้เริ่ม ๖ โมงเย็นไปจนถึงตี ๑ อย่าได้หลับ” ท่านจงตั้งใจนั่ง แต่พอนั่งไปประมาณ ๕ นาทีเท่านั้น ก็หลับผล็อยไปเช่นเดิม  มาตื่นเอารุ่งเช้าของวันใหม่อีก ท่านรู้สึกละอายและขัดใจตัวเอง         พูดกับตนเองว่า    “ถ้าไม่รู้จักสุญญตา ก็จะนั่งสมาธิให้ตายอยู่ในป่าแห่งนี้” แล้วเทพเจ้าก็พูดให้กำลังใจขึ้นว่า  “ท่านมีโอกาสอีกครั้งหนึ่งในคืนนี้ แต่จ้องนั่งตั้งแต่ ๖ โมงเย็นไปจนถึงตี ๒” คราวนี้ท่านระวังตัวมาก    เพราะเกรงว่าจะหลับอีก จึงได้ตัดไม้เรียวมาอันหนึ่งตั้งไว้ข้างตัว     พอทำท่าจะหลับท่านก็เอาไม้เรียวฟาดเข้าที่หัวของท่าน บางที่ก็ตามลำตัว บางทีก็ตามขา ง่วงทีไรฟาดทุกทีจนรู้สึกเจ็บปวดไปทั่วร่าง จึงสามารถทรงตัวอยู่ได้ไม่หลับจนถึงตี ๒ แล้วก็มีเสียงดังออกมาว่า “ท่านนี้ฉลาดมาก” “ใช่แล้วข้าพเจ้าต้องการจะเอาชนะความคิดของท่าน” ท่านพูดขึ้น
  ต่อจากนั้นเทพเจ้าก็สั่งให้ท่านนั่งติดต่อกันไป      จนกระทั่ง รุ่งเช้าของวันใหม่  ในการนั่งช่วงสุดท้ายนี้ ท่านได้เห็นสิ่งแปลกมากที่สุดในชีวิต คือสามารถมองเห็นวิญญาณมาปฏิสนธิในครรภ์มาดราของท่าน แล้ววิญญาณนั้นเมื่อผสมกับไข่   และสเปอร์มแล้วก็ค่อยเติบโตขึ้นมาจนเป็นตัวของท่านเอง แล้วเทพเจ้าก็พูดขึ้นว่า           “การที่คนต้องเกิด ๆ แล้วตาย ๆ แเล้วเกิดอยุ่นี้แหละ คือสุญญตา แต่ข้าพเจ้าไม่สามารถสอนท่านให้ได้มากไปกว่านี้       ขอให้ท่านจงพยายามไปแสวงหาคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วจงนับถือพระพุทธศาสนา”
  ท่านได้พูดกับนักเขียนในตอนหนึ่งว่า “เทพเจ้าที่เป็นครูของผมนั้นอย่างน้อยน่าจะเป็นพระโสดาบัน เพราะเข้าใจพระพุทธศาสนามาก”
  ในที่สุดปี พ.ศ.๒๕๑๑ ท่านก็ได้เดินทางออกจากป่าแห่งนั้น หลังจากที่ได้อยู่มาเป็นเวลา ๔ ปีครึ่ง และได้พบชาวจีนที่เมืองสุราบายาตามคำสั่งของเทเพเจ้า ชาวจีนผู้นั้นก็ได้ให้ใบกำหนดการทำวิสาขบูชาที่เมืองสุราบายาแก่ท่านใบหนึ่ง            ท่านก็ได้ไปร่วมพิธีวิสาขบูชากับเขาด้วย
  ในพิธีวิสาขบูชาครั้งนั้น ท่านได้พบกับพระในพระพุทธศาสนา    เป็นครั้งแรก คือท่านชินรักยิโต จากเกาะบาหลี ซึ่งได้รับการอุปสมบทมาจากประเทศไทย        คือบวชที่วัดเบญจมบพิตร เมื่อ ๑๐ ปีก่อนจากนั้น ในวันนั้นท่านชินรักขิโต อธิบายธรรมะน่าสนใจมาก จึงทำให้ท่านอยากเป็นเหมือนกับพระรูปนี้ ได้พยายามเข้าพบท่านเพื่อขออุปสมบท แต่ท่านชินรักขิโตบอกว่า การบวชนั้นยาก เช่นต้องรับประทานอาหารเพียงเช้าชั่วเที่ยงเป็นต้น     ท่านคิดว่าเรื่องนี้ง่ายสำหรับท่าน เพราะท่านเคยลำบากมามากเมื่อแญุ่ป่าคนเดียว   และท่านชินรักขิโต ก็ไม่ยอมให้ท่านบวช ท่านจึงได้พยายามหาทางที่จะบวชอยู่เป็นเวลา ๔ปีเต็ม    ในที่สุดท่านจึงได้มีโอกาสได้บวชเป็นสามเณร เมื่อวันที่ ๔ มิ.ย. ๒๕๑๕ โดยมีท่านชินปิยะ   ชาวอินโดนีเซียเป็นพระอุปัชฌาย์
  ท่านกล่าวว่าในระหว่างกำลังหาโอกาส     ที่จะได้อุปสมบทอยู่นั้นครั้งหนึ่งได้นั่งสมาธิติดต่อกันเป็นเวลา ๓ วัน ๓ คืนโดยไม่ทานอาหาร ไม่ได้ดื่มอะไร และไม่ได้หลับเลยที่เมืองสุราบายา เพราะไม่มีใครสารถให้ท่านได้บวชเป็นพระได้ ท่านตรึกตรองไปในขณะนั่งสมาธิว่า “ฉันจะมีโอกาสได้บวชเป็นพระไหม” เพื่อหาคำตอบจากใจของท่าน    ท่านนั่งมาจนกระทั่ง
ถึงตอนเช้าของวันที่สาม ท่านก็ได้เห็นวัดบวรนิเวศวิหาร ในเมืองไทยอย่างชัดเจน ทั้ง ๆ ที่อยู่กไกลกันมาก เห็นได้ชัดเจนด้วยตาที่กำลังลืมอยู่         พร้อมด้วยเห็นพระกำลังออกบิณฑบาตเหมือนกับที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันทุกอย่าง นับว่าแปลกมาก ถึงกับพูดกับตัวเองว่า “ใจของเราวิเศษมาก ฉันคงจะได้บวชเป็นพระแน่แล้ว” ทั้ง ๆ      ที่ท่านไม่เคยทราบเกี่ยวกับวัดบวรนิเวศวิหาร และเกี่ยวกับพระธรรมทูตจากประเทศไทยในขณะนั้นมาก่อนเลยแล้วท่านก็พูดกับใครต่อใครหลายคนว่า ท่านจะได้บวชเป็นพระแน่ แต่ไม่มีใครเชื่อท่าน
  อีกตอนหนึ่งท่านเล่าว่า  ในระหว่างที่ท่านกำลังหาทางบวชพระอยู่นั้น ท่านได้ไปสวดมนต์และปฏิบัติธรรมที่วัดเล็ก ๆ   แห่งหนึ่งในเมืองสุราบายา ต่อจากนั้นไม่นานท่านก็ได้รับหนังสือธรรมบทเล่มหนึ่ง ซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษ โดยท่านญาณโปนิกะ พระเถระชาวลังกา โดยได้รับแจกจากชาวจีนผู้หนึ่ง         เมื่อได้รับแล้ว ท่านก็ได้อ่านด้วยความสนใจต่อข้อธรรมในพระธรรมบทนั้น ตั้งแต่ตอนเช้าของวันหนึ่งจนกระทั่งถึงตอน ๒ โมง     ของวันใหม่โดยไม่หยุดพักเลย เพราะข้อความต่าง ๆ ในพระธรรมบทนั้นตรงกับที่ท่านเคยปฏิบัติและเคยคิดมา และเป็นการตอบปัญหาต่อความข้องใจของท่านด้วย
  หลังจากได้บรรพชาแล้ว ท่านก็ได้เดินทางไป        เผยแพร่พระพุทธศาสนาในสถานที่ต่าง ๆ ในอินโดนีเซีย มีคนเลื่อมใสและสนใจในคำสอนพระพุทธศาสนา    อยู่ ๒ ปี มีคนหันมานับถือพระพุทธศาสนาเป็นเพราะท่านประมาณ ๑๕,๐๐๐ คน         นับว่าท่านทำงานเพื่อพระศาสนานี้ได้ผลมากต่อมาท่านได้เข้าไปหาพระชินปิยะผู้เป็นอุปัชฌาย์ของท่าน     เพื่อขอให้อุปัชฌาย์จัดการอปสมบทให้ แต่อุปัชฌาย์ของท่านปฏิเสธ   เพราะมีความลำบากในการหาพระสงฆ์มาหใการอุปสมบท และอีกอย่างหนึ่ง ถ้าอุปสมบทแล้ว      อุปัชฌาย์ก็ต้องติดตามดูแลอยู่เสมอ เพราะอุปัชฌาย์กว่าจะได้พบท่านก็นาน ๆ สักครั้ง        แล้วพระชินปิยะก็แนะนำให้ไปหาพระอื่น ๆ บางทีอาจจะมีใครสามารถส่งท่านไปทำการอุปสมบท   ในต่างประเทศได้
  ในที่สุด ท่านก็ไปพบท่านเจ้าคุณวิธูรธรรมาภรณ์ (วิญญ์ วิชาโน) พระธรรมทูตรไทยจากวัดบวรนิเวศวิหาร ซี่งทางการส่งไปปฏิบัติงานอยู่ในอินโดนีเซีย ตั้งแต่ ๒๕๑๒ โดยเข้าพบท่านที่เมืองมาลังที่ชวาภาคกลาง เพื่อขอให้ท่านจัดการอุปสมบทให้            ท่านเจ้าคุณวิธูรธรรมาภรณ์ ก็ยินดีรับเป้นภาระจัดการส่งท่านมาอุปสมบทในเมืองไทย แล้วท่านก็ได้เดินทางมาเมืองไทยพร้อมกับท่านเจ้าคุณพระปริยัติกวี (อัมพร อม์พโร ป.ธ.๖, ศฯ.บ.,M.A.)  พระธรรมทูตรไทยจากวัดราชบพิธ ซึ่งเดินทางมาจากออสเตรเลียกัลเมืองไทย          และได้แวะที่อินโดนีเซีย เมื่อปี ๒๕๑๗
  ที่เมืองไทย ท่านได้รับการอุปสมบทที่วัดบวรนิเวศวิหาร        โดยมีเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวรเป็นอุปัชฌาย์ในวันที่ ๒๐ มิ.ย.๒๕๑๗ สมความตั้งใจของท่าน     ท่านมีความรู้สึกกว่าการบวชในพระพุทธสาสนาเป็นโอากสให้ได้ศึกษาจากการเจริญภาวนา เพื่อหาคำตอบต่อคำถามที่ข้องอยู่ในใจนั้นง่ายขึ้น
  ในปี ๒๕๑๘ ท่านได้รับการฝึกกรรมฐานกับท่านอาจารย์เทสก์เทสรังสี       คือ พระนิโรธรังสีคัมภีร์ปัญญาจารย์                 ที่วัดหินหมากเป้ง จังหวัดหนองคาย และได้อยู่กับท่านอาจารย์เทสก์เป็นเวลา ๑ ปี มีความพอใจในวิธีการฝึกอบรม และรู้สึกว่าการปฏิบัติธรรมได้ก้าวหน้าไปไกลมากยิ่งขึ้น
  ขณะที่อยู่วัดหินหมากเป้งนั้น        ท่านได้เรียนถามแนวปฏิบัติบางประการกับท่านอาจารย์เทสก์ โดยมีพระสติเวนสัน ปัญโญภาโส พระภิกษุชาวอังกฤษ  เป็นผู้แปลคำถามและคำตอบ ซึ่งผู้เขียนขอตัดจอนมาจาก หนังสือปฏิบัติธรรม-สนทนาธรรม   ระหว่างอาจารย์กับศิษย์ ซึ่งท่านอาจารย์เทสก์เป็นผู้รวบรวมไว้ แต่นำมาเฉพาะบางตอนเพื่อประกอบเรื่องท่านสุธัมโมให้เข้าใจชัดยิ่งขึ้น
  เริ่มต้นด้วยท่านสุธัมโม กราบเรียนท่านอาจารย์เทสก์เป็นทำนองเล่าประสบการณ์ของท่านให้ฟังว่า
  “ประสบการณ์ในการภาวนาของผมได้รับความอัศจรรย์ใจมาก    ตอนที่ได้รับการฝึกอบรมที่วัดหินหมากเป้งและที่วัดวังน้ำมอกนี้ โดยมีท่านอาจารย์เป็นผู้แนะนำแนวทาง ก่อนหน้าที่ผมจะมาวัดหินหมากเป้งนี้ผมอยู่ที่วัดบวรฯ รู้สึกยังไม่มีพลังใจมากเหมือนกับอยู่ที่วัดหินหมากเป้ง เมื่อมาอยู่วัดหินหมากเป้งการนั่งก็นั่งได้ตัวตรงดิ่งแล้วก็มีพลังใจมาก ก่อนที่ผมจะมาประเทศไทย ผมอยู่ที่อินโดนีเซีย       เรื่องเกี่ยวกับสมถะผมก็ได้ฝึกอบรมมานานพอสมควร แต่ว่าพูดถึงเรื่องวิปัสสนาแล้ว     เคยมีพระอยู่ที่อินโดนีเซียแนะนำให้ผมเอาสติเข้าตั้งเกี่ยวกับการเดิน การนั่ง การนอน ทุก ๆ        อิริยาบถ แต่นั่นก็ไม่ใช่เป็นหลักในการที่จะเจริญวิปัสสนาเลย หลังจากผมได้ฝึกอบรมกับพระที่อยู่อินโดนีเซีย แล้วผมก็มาอยู่เมืองไทยมาบวชที่วัดบวรฯ กับสมเด็จพระญาณสังวร แล้วผมได้ขออนุยาต สมเด็จฯ ก็อนุญาต ผมดีใจมาก พอได้รับคำอนุญาตผมรีบมาทันทีเลย     ถ้าไม่อนุญาตผมจะกลับไปอินโดนีเซียทันที ไม่อยากอยู่
  ในระหว่างที่ผมอยู่ที่ วัดหินหมากเป้งและได้รับการอบรมจากท่านอาจารย์ วันหนึ่งเมื่อผมนั่งภาวนา ศีรษะของผมเกิดหลุดออกไปจากตัวมาอยู่ตรงข้างหน้า     แล้วผมก็จ้องพิจารณามันจนเหลือแต่กระดูกเหลือแต่ฟัน บางทีก็มีลิ้นห้อยออกมาด้วย      ผมจ้องอยู่อย่างนี้ราวสัก ๒-๓ วัน พวกกระดูกพวกเนื้อหนังมังสาทุกอย่างมันก็กลายเป็นะาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ไปในที่สุด ต่อมาผมได้มาศึกษากับท่านอาจารย์ต่อ ว่าจะทำอย่างไร        เกี่ยวกับการภาวนา ท่านอาจารย์ได้ให้การแนะนำว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นจากใจ คือว่ามันเกิดขึ้นมาเรียกว่าอาการทางใจ ส่วนใจมันก็อยู่ของมันเฉย ๆ  เป็นใจต่างหาก ถ้ามีความนึกคิดเกิดขึ้น   ก็เรียกว่าอาการทางใจ ผมก็พยายามไปจดจ้องอาการของใจกับใจ ผมเร่งทำความเพียรอย่างหนัก พยายามนอนให้น้อยที่สุด อาจจะเป็น ๒-๓ชั่วโมงหรือ ๔ ชั่วโมงต่อวันอย่างนี้ เป็นต้น แต่แล้วผมก็ไม่สามารถจะทำให้การภาวนาดีขึ้นมาได้
  วันหนึ่งฟันของผมปวดไปหมด    ผมก็เอาความปวดมาเป็นเครื่องกำหนด แล้วเอาใจไปรู้ต่างหาก คือให้ใจไปรับรู้กับความเจ็บปวดนั้น ผมพยายามจะแยกออก ในที่สุดผมก็แยกได้ ทุกข์มันก็ทุกข์อยู่ในสภาพของมันเอง    แต่ใจมันไม่ได้ทุกข์ด้วยเลยผมไม่ได้รับความเจ็บปวด แต่ความเจ็บปวดเป็นเรื่องของมันเองนี้    เป็นความก้าวหน้าอีกอย่างหนึ่งที่ได้เรียนรู้จากท่านอาจารย์
  ท่านอาจารย์เทสก์ได้ตอบให้เข้าใจว่า
  “คืออย่างที่ท่านพูดมาในตอนต้น มีพระสอนให้เจริญวิปัสสนาโดยถิอเอาสติเข้าตั้งทุกอิริยาบถ อันนั้นยังไม่ไใช่การอบรมวิปัสสนา อันนั้นเป็นการอบรมสติ คือตัวสมถะนั่นเอง มาตอนนี้ท่านมาใช้การแยก คือให้รู้จักจิตและอาการจิต เมื่อรู้จักจิตมากำหนดจิตและอาการของจิต พอตอนนี้วางอาการของจิตเหลือแต่จิตอันเดียว ที่มันวางอาการของจิตมันเกิดปฏิภาค ที่ปรากฏเห้นหวัขาดออกไป หรือหัวตกออกไปอะไรต่าง ๆ เหลือกระดูกและฟันนั้น มันเป็นเรื่องของปฏิภาค มันก็อยู่ในขั้นของสมถะ           ไม่ใช่วิปัสสนาก่อน มาตอนนี้ท่านมากำหนดเวทนาตอนที่เจ็บฟันนี้ มันเป็นเรื่องของการเดินมรรค   คราวนี้จิตจดจ่อแต่เรื่องเวทนา มันเข้าเรื่องปัญญา ตอนนี้เรียกว่ามรรค เบื้องต้นเป็นเรื่องฌาน       ถ้าจะพูดตามหลักอันนี้เป็นเรื่องของการเดินมรรคหรือวิปัสสนา จะหยาบหรือละเอียดแล้วแต่ภูมิของมรรคนั้น ๆ
  ท่านสุธัมโมเรียนถามว่า 
  “ขอกราบเรียนท่านอาจารย์ว่าตอนที่ผมอยู่ประเทศอินโดนีเซีย          อยู่ในป่ามีเหตุการณ์ในการภาวนาของผมครั้งหนึ่งคือว่าเลิอดเริ่มเดินจากปลายเท้าขึ้นมาและพุ่งขึ้นมาเป็นลำดับ แต่ว่าผมก็ตั้งสติบอกว่า คนเกิดมาทุก ๆ คนในโลกนี้ต้องตายทั้งนั้น ไม่มีอะไรที่จะไม่ตาย ร่างกายนี้ก็เป็นธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ จนจิตได้พุ่งออกไปจากกายและเห็นร่างกายนี้เป็น ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ผมได้นั่งจากตอนเช้าของวันหนึ่งไปจนถึงเช้าอีกวันหนึ่ง ตอนที่จิตของผมออกจากกายนั้นผมรู้สึกว่าผมได้ตายไปแล้ว           แต่ว่าเวลาจิตกลับมาเข้ากายอีกครั้งหนึ่ง ผมเริ่มมีความรู้สึกเริ่มตั้งแต่หน้าผากลงไป แล้วก็ตา   จมูก ปาก จนไปทั่วทุกส่วนของร่าง แรก ๆ             ก็ไม่สามารถจะเคลื่อนไหวได้ เวลาจะพูดก็รู้สึกพูดได้ยากมาก เหตุการณ์ที่เป็นอย่างนี้เป็นเพราะเหตุอะไรครับ ท่านอาจารย์”
  ท่านอาจารย์เทสก์ตอบว่า
  “ลักษณะที่เป้นนั้น ก็อยู่ในจำพวกจิตเข้าภวังค์ มันมีลักษณะเดียวกันกับที่ท่านเข้านิโรธสมาบัติ แต่ท่านที่เข้านิโรธสมาบัติ ท่านเข้าตามลำดับขั้น คือเข้าตั้งแต่ปฐมฌาน ทุติยฌาน            จนถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน แล้วจึงเข้านิโรธสมาบัติ ตอนที่ท่านเข้านิโรธสมาบัตินั้นท่านต้องอธิษฐานในใจโดยกำหนดเท่านั้นเท่านี้วันค่อยออก มีลักษณะอาการคล้าย ๆ กัน แต่นี่มันไม่เป็นอย่างนั้น มันไม่รู้จักชั้นไม่รู้จักภูมิ ไม่รู้จักขั้น ไม่รู้จักตอน จิตมันวูบเข้าไปหายเงียบเลย เรียกว่าจิตเข้าภวังค์อย่างที่เราเป็น ๆ กันส่วนมาก นักปฏิบัติทั้งหลายที่ว่าหายวับเข้าไปเงียบเลย แต่อันนี้ด้วยอำนาจพลังจิตของท่านกล้าหาญ ท่านจึงอยู่ได้นาน โดยมากไม่นาน ครู่หนึ่งขณะหนึ่งแล้วก็ถอนออกมา     เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ก็เข้าลักษณะของภวังค์ คืออยู่ในฌานนั่นเอง                       ฌานนั้นถึงแม้จิตจะละเอียดแต่ไม่มีปัญญาที่จะพิจารณาเห็นพระไตรลักษณญาณ เพราะเมื่อจิตถอดออกจากภวังค์แล้ว มีความรู้สึกขึ้นมาจึงกลัวตาย”
  ท่านสุธัมโมเรียนถามต่อไปว่า
  “หลังจากนั้นอีก ๓ เดือน ผมได้รับประสบการณ์อีกอย่าง คือผมนั่งไปไม่รู้กี่วันกี่คืนกันแน่ เพราะตอนนั้นผมก็ไม่ได้สนใจเกี่ยวกับวันและเวลา หลังจากที่ผมมารู้สึกตัวอีกครั้งหนึ่ง ตัวผมสกปรกเกรอะกรังด้วยคราบน้ำไปหมดทั้งตัว    และมีเศษไม้ต่าง ๆ อยู่รอบบริเวณที่ผมนั่งแสดงว่าต้องมีน้ำท่วมขึ้นมา มันถึงได้มีปรากฏการณ์อย่างนั้น แล้วหลังจากนั้นผมได้รับประสบการณ์อีกอย่างหนึ่ง          คือผมสามารถมองเห็นโยมพ่อ โยมแม่ของผมกำลังสังวาสกันอยู่ มีเชื้ออสุจิประสมกัน              แล้วมีแสงปรากฏขึ้นมาในความรู้สึกนั้นว่า นั่นคือปฏิสนธิวิญญาณของผมเองรวมเข้าด้วยกันแล้วหมุนอยู่กับที่ แล้วปรากฏเป็นร่างขึ้นมาเล็ก ๆ แล้วเจริญเติบโตขึ้นมาเรื่อย ๆ จนเป็นสภาพของผมขึ้นมาครับ”
  ท่านอาจารย์เทสก์ตอบว่า
   “แปลกมาก คือว่าเรื่องที่แสดงภาพนิมิตให้ปรากฏ    เพื่อจะให้เราพิจารณาชาติคือความเกิด ปฏิสนธิมีลักษณะอาการอย่างนี้ ๆ คือ ต้องการให้เราพิจารณานั่นเอง เพื่อให้เห็นชัดตามความเป็นจริงว่ามีลักษณะอย่างนี้ ๆ ก็เท่านั้น ไม่มีอะไร   หรอกตอนที่น้ำท่วมแล้วแห้งจึงมารู้สึกตัวนั่นซี น่าเห็นใจมาก ไม่ทราบว่านานกี่มากน้อยสักเท่าไร      อาจเป็นเวลาหลาย ๆ ชั่วโมง หรือหลายวันก็ได้ เพราะไม่มีอะไรเป็นเครื่องวัด”
  จากการสนทนาระหว่างอาจารย์เทสก์กับท่านสุมธัมโมนี้นับว่าเป็นเรื่องแปลกและน่าสนใจของนักปฏิบัติกรรมฐานมาก
  เมื่อปี ๒๕๑๙ ท่านกลับไปอินโดนีเซีย       เพื่อช่วยงานพระศาสนาในประเทศของท่านถึง ๘ เดือน ในปี ๒๕๒๐ ท่านมาจำพรรษาอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร      โดยพักอยู่ที่ตึก ส.ว. และมีคนที่สนใจด้านกรรมฐานทั้งชาวไทย    และชาวต่างประเทศไปปฏิบัติกรรมฐานอยู่กับท่านหลายคน ส่วนมากเป็นผู้มีการศึกษาสูง   ท่านยินดีต้อนรับทุกคนที่มาศึกษาและปฏิบัติธรรมกับท่าน
  เรื่องของท่านสุธัมโม มีพิสดารกว่านี้มาก ผู้สนใจจะไป กราบเรียนถามท่านได้ โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องปฏิบัติธรรมแล้วท่านได้ยินอธิบายให้         และให้ความช่วยเหลือตามความสามารถด้วยความเต็มใจยิ่ง แต่เดี๋ยวนี้ท่านไปสร้างสำนักกรรมฐาน    อยู่ในเกาะชวาภาคกลาง
  ทั้งเรื่องพระพาหิยะ และเรื่องพระสุธัมโม   ที่ยกมาเป็นตัวอย่างในที่นี้ย่อมเป็นเครื่องยินยันให้เห็นว่า เทวดาหรือเทพเจ้านั้นมีจริง    และสามารถช่วยมนุษย์ที่ควรช่วยได้จริง และท่านที่เคยทำบุญไว้เมื่อชาติก่อน ย่อมสามารถได้รับผลจริง อันเป็นเครื่องยืนยันว่า คนเราตายแล้วเกิดจริง ผู้ทำกรรมใดไว้ย่อมได้รับผลที่ตนกระทำไว้นั้นจริง กรรมดีและกรรมชั่วจึงมิได้สูญไปพร้อมกับความตายดังที่บางคนเข้าใจ      คำสอนในพระพุทธศาสนาจึงคงทนต่อการพิสูจน์ของคนทุกยุคทุกสมัย

ข้อพิสูจน์พระพุทธศาสนา
- ข้อพิสูจน์พระพุทธศาสนา4 [27 กุมภาพันธ์ 2553 14:33 น.]
- ข้อพิสูจน์พระพุทธศาสนา3 [27 กุมภาพันธ์ 2553 14:33 น.]
- ข้อพิสูจน์พระพุทธศานา 2 [27 กุมภาพันธ์ 2553 14:33 น.]
- ข้อพิสูจน์พระพุทธศาสนา1 [27 กุมภาพันธ์ 2553 14:33 น.]
ดูทั้งหมด

Engine by MAKEWEBEASY