สถิติผู้เข้าชม
 ขณะนี้มีผู้เข้าใช้ 35
 ผู้เข้าชมในวันนี้ 1,117
 ผู้เข้าชมทั้งหมด 2,986,696
กรุณาฝาก Email ของท่าน
  เพื่อรับข่าวสาร ที่น่าสนใจ
24 มีนาคม 2560
อา จ. อ. พ. พฤ ศ. ส.
   
10  11 
12  13  14  15  16  17  18 
19  20  21  22  23  24  25 
26  27  28  29  30  31   
             
  ข้อมูลและสื่ออบรมการเป็นวิทยากร
การพูด
[27 กุมภาพันธ์ 2553 12:45 น.]จำนวนผู้เข้าชม 9767 คน
ศิลปการพูด
         
ให้ประโยชน์และความรู้ตั้งแต่พื้นฐานแก่บุคคลทุกประเภท  ในการพัฒนาการพูด เรียนรู้เทคนิคพูดอย่างไรให้คนสนใจฟัง  ปัจจัยที่จะทำให้พูดได้ดีและสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การสื่อสารอย่างผู้นำ
การพูด
 แนะนำตัวเอง
 ประชาสัมพันธ์
 ประกาศ ข่าว, ข้อความ อื่น ๆ
 สุนทรพจน์, บรรยาย, อภิปราย
 การประชุม
 การสัมภาษณ์
 การเสนอโครงการ
 การจัดรายการ (พิธีกร)
 การจัดกิจกรรม, เกม, เพลง
 การแสดงละคร, บทบาทสมมติ
การแสดงธรรมของพระพุทธเจ้า
1.  แสดงไปโดยลำดับไม่ตัดลัดให้ขาดความ
2.  อ้างเหตุผลให้ผู้ฟังเข้าใจ
3.  ตั้งจิตปรารถนาดีต่อผู้ฟัง
4.  ไม่แสดงธรรมเพราะเห็นแก่ลาภ
5.  ไม่แสดงธรรมกระทบตนเองและผู้อื่น
                            บุคลิกการพูดที่ดีตามหลักพระพุทธเจ้า
1.  พูดถูกกาล
2.  พูดคำจริง
3.  พูดจาอ่อนหวาน
4.  พูดมีประโยชน์
5.  พูดด้วยจิตเมตตา

ศิลปะการพูดต่อที่ชุมชน

การพูดประกอบด้วยอะไรบ้าง
องค์ประกอบของการพูด


                                                      ผู้พูด


                                       เนื้อหา                    ผู้ฟัง

ผู้พูด
     ต้องรู้จักใช้ภาษา อากัปกริยา ท่าทาง และบุคลิกภาพของตน เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ตลอดจนทัศนคติของตน ไปสู่ผู้ฟังให้ดีที่สุด ให้เข้าใจง่าย ชัดเจน รวดเร็ว

เนื้อหา
     ผู้พูดต้องรู้จักเลือกพูดในเรื่องที่ตนถนัด มีความเข้าใจ หัวข้อ เนื้อหา อย่างละเอียดลึกซึ้ง มีหลักเกณฑ์คือ คำนำ เนื้อเรื่องสรุป

ผู้ฟัง
     ผู้พูดเป็นผู้กำหัวใจ ของผู้ฟังไว้ในมือผู้พูดควรจะได้เรียนรู้ว่าผู้ฟังของตนเป็นใคร อายุ เพศ อาชีพ ศาสนา ความเชื่อ ทัศนคติ หรือภูมิหลัง ตลอดจนสถานะทางสังคม
 
     ผู้พูดที่ฉลาดต้องรู้จักวิเคราะห์ผู้ฟังของตนก่อนการพูดทุกครั้ง

เตรียมวิเคราะห์
 อายุ
 เพศ
 ศาสนา และความเชื่อ
 ฐานะและอาชีพ
 การศึกษา
 ความสนใจ
 สถานที่
 เวลา,โอกาส

ก่อนพูดต้องเตรียมอะไรบ้าง

เตรียมตัว
    ภาษาและน้ำเสียง
    ภาษาเป็นเครื่องสื่อความหมาย แสดงถึงรสนิยมที่ดีงามของผู้พูด ผู้พูดเก่ง พูดดีไม่จำเป็นต้องใช้ศัพท์แปลก ๆ ควรใช้ถ้อย
คำที่มีความหมายชัดเจนถูกต้องตามหลักภาษาไทยเข้าใจง่าย
    น้ำเสียงจะบ่งบอกถึงความสุภาพ หรือความไม่สุภาพถึงอารมณ์และความรู้สึกของผู้พูดได้เป็นอย่างดี น้ำเสียงที่ดี ควรแจ่ม
ใสนุ่มนวลชวนฟัง การใส่คำว่า นะคะ ครับ นะครับ ท้ายประโยคการพูด เป็นการแสดงถึงความเคารพ ให้เกียรติ แต่อย่าใช้
มาก
    ท่าทางและใบหน้า
    การแสดงออกทางสีหน้าเป็นสื่อที่ทำให้ผู้ฟังรับรู้ และเข้าใจความรู้สึก และอารมณ์ของผู้พูด รวมถึงการใช้มือ ท่าทางประกอบการพูดได้อย่างแนบเนียนเป็นธรรมชาติสอดคล้องเหมาะสมกับเนื้อหาที่จะพูด จะทำให้ผู้ฟังเข้าใจความหมายได้อย่างชัดเจน
   บุคลิกภาพและความมั่นใจ
   การเลือกแต่งกาย ให้เหมาะสมกับบุคลิกโดยยึดหลักเหมาะสม สุภาพและเรียบร้อยย่อมแสดงออกถึงนิสัยใจคอ และรสนิยมของผู้พูด ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้พูด
   สายตา
   สายตาเป็นสื่อที่บอกให้ผู้ฟังรู้ว่า ผู้พูดสนใจมากน้อยแค่ไหน สบตาผู้ฟังบ้างเป็นครั้งคราว ไม่ถึงขนาดมองจ้องตลอดเวลา จะกลายเป็นเสียมารยาท
   เดินและยืน
   อย่าปล่อยตัวตามสบายจนเกินงาม เมื่ออยู่ต่อหน้าชุมชน แต่ไม่ถึงขนาดเกร็งจนเครียดหรือแข็งทื่อเหมือนหุ่นยนต์ ยืนให้สง่างาม หลังไม่โกง หน้าอกไม่ยื่นจนน่าเกลียด ไม่กระมิดกระเมี้ยนเหนียมอายจนน่าหมั่นไส้
ทางรวบรัดสู่การเป็นนักพูด
จงเตรียมเรื่องที่เรารู้ดีที่สุด
จงเตรียมตัวมาให้พร้อม
จงสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง
จงแต่งกายสะอาดเหมาะสมเรียบร้อย
จงปรากฏกายอย่างกระตือรือร้น
จงใช้กิริยาท่าทางประกอบคำพูด
จงสบสายตากับผู้ฟัง
จงใช้น้ำเสียงให้เป็นธรรมชาติ
จงใช้ภาษาของผู้ฟัง
จงยกตัวอย่างหรือแทรกอารมณ์ขัน
ผู้นำยุคใหม่ จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการพูด ไม่ว่าจะเป็นระหว่างบุคคลหรือสาธารณชน
กำหนดจุดมุ่งหมายของการพูดให้แน่ชัด
(SET - UP OBJECTIVE)
จุดมุ่งหมายโดยทั่วไปมี ๕ ประการ
1.  เพื่อเร้าใจ (TO STIMULATE)
2.  เพื่อโน้มน้าว (TO CONVINCE)
3.  เพื่อเร่งรัด (TO ACTULATE)
4.  เพื่อบอกเล่า (TO INFORM)
5.  เพื่อบันเทิง (TO ENTERTAIN)

ขั้นตอนในการดำเนินเรื่อง
 
 
 
 
บันได 5 ขั้น                           ร่วมกระทำ     ACTION
      เห็นภาพ    VISUALIZATION
  พอใจ    SATISFACTION
      ต้องการ   NEED 
สนใจ     ATTENTION

ขั้นที่ 1 ดึงความสนใจของผู้ฟังทันที
ขั้นที่ 2 ทำให้ผู้ฟังเกิดความต้องการจะฟัง
ขั้นที่ 3 ทำให้ผู้ฟังเกิดความพอใจ
ขั้นที่ 4 ยกตัวอย่างข้อเท็จจริงให้ เห็นภาพ
ขั้นที่ 5 เรียกร้องให้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง
ปัจจัยที่เป็นส่วนประกอบ เพื่อช่วยสนับสนุน คำพูดของท่านเป็นปิยะวาจา อยู่หลายประการ

จริงใจ
 ท่านต้องมั่นใจว่าคำพูดทุกคำของท่านออกมาจากความจริงใจ
ไร้อารมณ์    ท่านต้องตัดอารมณ์โกรธ โมโห สงบสติพิจารณาเหตุผล
ชมก่อน       การเริ่มต้นด้วยการชมจะช่วยลดแรงกระทบให้น้อยลง
ค่อยตำหนิ   เมื่อท่านเปิดหัวใจเขาได้ เขาก็พร้อมที่จะฟังคำตำหนิจากท่านแต่ไม่ใช่ประเภทขวานผ่าซาก
พิศดู          ขณะที่ท่านกำลังพูดอยู่กับเขาปฏิกิริยาของเขาเป็นอย่างไร
ปูทาง         ค่อย ๆ พูด ค่อย ๆ จา การพูดแล้วทำให้คนฟังทำตามที่เราต้องการถือว่าเป็นสุดยอดของคำพูด
สร้างสัมพันธ์    ก่อสร้างสัมพันธ์ขึ้นมาก่อนเมื่อเริ่มต้นด้วยดีสิ่งดีก็จะตามมา


รายการตรวจสอบการเตรียมนำเสนอ
 เตรียมเนื้อหาพร้อมพอเหมาะกับเวลา
 ภาษาเข้าใจง่าย
 อุปกรณ์ครบและชัดเจน
 จัดเรียงเรื่องเป็นลำดับขั้นตอน
 เตรียมคำพูดขึ้นต้นและสรุป
 ฝึกซ้อมการนำเสนอผลงาน
 มีคนช่วยวิจารณ์ เสนอข้อแก้ไข
 ตัดทอนการพูดให้อยู่ในเวลาที่กำหนด
 ฝึกการพูดให้กระชับ
 เตรียมการตอบคำถามไว้ให้พร้อม

การพูดนำเสนอข้อมูล
คุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับผู้นำเสนอ
1.  มีการเตรียมพร้อม
2.  มีความเชื่อมั่นในตนเอง
3.  มีความเป็นกันเอง
4.  มีความกระตือรือร้น
5.  มีอารมณ์ขัน ข้อควรระมัดระวังต้องไม่ใช่เรื่องหยาบคาย ลามก อนาจาร, ตัวอย่างสั้น ๆ, อย่าให้เรื่องขำขันทำให้ผู้ฟังเสื่อมศรัทธาผู้นำเสนอ อย่านำเรื่องชนชาติศาสนาหรือชนกลุ่มน้อยมาเป็นเรื่องตลก, ถ้าคิดว่าเรื่องที่จะพูด ผู้ฟังไม่ขำ อย่าพูดดีกว่า
6.  มีไหวพริบปฏิภาณ
7.  มีการสังเกตจดจำ
8.  เป็นผู้ตรงต่อเวลา
9.  เป็นผู้มีจริยธรรม ผู้นำเสนอที่มีจริยธรรม พึงระมัดระวัง สิ่งต่อไปนี้
 -  ต้องมีความรู้เป็นอย่างดีในเรื่องที่นำเสนอ
 -  ต้องนำเสนอข้อเท็จจริงไม่บิดเบือน และแสดงความคิดเห็นอย่างถูกต้องไม่มีอคติ
 -  ต้องเปิดเผยแหล่งที่มาของข้อมูลเพื่อเป็นการให้เกียรติ
 แนวปฏิบัติในการนำเสนอผลงาน

สิ่งที่ควรทำ
 ซ้อมพูดและซ้อมการใช้อุปกรณ์ให้คล่อง
 แต่งกายให้เรียบร้อย กลมกลืน
 เดินตรงไปสู่ที่พูดด้วยความเชื่อมั่น
 ยืนให้มั่นคง หันหน้าเข้าหาผู้ฟัง พร้อมกับสบสายตา
 ปล่อยอิริยาบทให้เคลื่อนไหวอย่างอิสระ
 เตรียมคำพูดขึ้นต้นและลงท้ายจำให้ได้และให้ถูกจังหวะ
 กล่าวนำเรื่องที่กำลังจะพูด
 ออกเสียงให้ชัดเจน และดังพอกับผู้ฟัง
 ใช้อุปกรณ์ให้ถูกจังหวะเหมาะสมกับเนื้อเรื่อง

สิ่งที่ไม่ควรทำ
 อย่าเริ่มต้นด้วยการออกตัว ถ่อมตัว
 อย่าอ่าน หรือพูดจากต้นฉบับ
 อย่าเดินขวักไขว่ไร้จุดหมาย
 อย่าจ้องหน้า หรือคอยโต้ตอบผู้ฟังอยู่คนเดียว
 อย่าพูดเรื่อยเปื่อย โดยไม่สนใจผู้ฟัง
 อย่ายืนตรงที่มีสิ่งเร้าอื่นแย่งความสนใจ
 อย่าทำหน้าหรือท่าทางเล่นล้อกับเพื่อน
 อย่าพูดเกินเวลาที่กำหนด
 อย่าจบด้วยคำพูดที่ปราศจากความหมาย

ข้อพึงระวังในการนำเสนอ
1.  การปรากฏตัว
 เดินอืดอาด
 เดินลุกลี้ลุกลน
 เดินเกร็งแข็งทื่อ
 เดินแกว่งแขนไปมา
 เดินเอาแขนแนบลำตัวอย่างผิดธรรมชาติ
 เดินจ้ำอ้าวเกือบจะวิ่งไปพูด
 แต่งกายมองแล้วขัดเขิน
 
2.  การยืน
 หลุกหลิก
 แข็งนิ่ง
 โงนเงน
 จ้องจังก้า
 ยืนเอียงข้าง
 ยืนย่อเท้า
 หันรีหันขวาง
3.  การมอง
 มองข้ามศรีษะผู้ฟัง
 มองหนักไปด้านหนึ่ง
 มองเฉพาะแถวหน้า
 มองคนเดียวตลอดเวลา
 ก้มมองพื้นหรือรองเท้าตนเอง
 เงยหน้ามองเพดาน
 มองออกนอกประตูหน้าต่าง
4.  ท่าทาง
 งุ่มง่ามเคอะเขิน
 มืออยู่ไม่สุข
 ท่าซ้ำซาก
 อยู่ในท่า ล้วง แคะ แกะ เกา หาว ยัก โยก ถอน ค้อน กระพริบ
5.  การพูดออกตัว
 เริ่มต้นด้วยการของอภัย ขอตัว
 เยิ่นเย้อ
 ถ่อมตัวจนน่าหมั่นไส้
 ยกตนข่มท่าน

 ศิลปะการสร้างโครงเรื่อง

     สาระสำคัญในบทนี้ ผู้เขียนจะชี้ให้เห็นว่า จะรบทั้งทีต้องมีอาวุธ จะพูดทั้งทีต้องมีศิลปะเราจะนำท่านสู่วิธีต่อสู้ด้วยปากกัน
แล้วนะคราวนี้ ถ้าเป็นเรือเป็นรถก็เท่ากับเรากำลังจะติดเครื่องแล้ว หลังจากที่เราไหว้ครูกันมานานพอสมควร
     บทแรกหรือฉากแรก เราต้องรู้โครงสร้างการพูด 3 ประการ ด้วยกัน ซึ่งเราเรียกว่า Main Outline
     จากการวิจัยของบัณฑิตนักพูดทั้งหลายว่า มีความถูกต้องที่สุดในปัจจุบันคือ
 
 
2.  กล่าวคำถาม (Asking Question)
     การขึ้นต้นลักษณะของคำถาม ต้องเป็นคำถามที่แปลก ๆ น่าคิด น่าสนใจ น่าติดตามหาคำตอบ ถามผู้ฟังสักประโยคสอง
ประโยคที่น่าทึ่ง ก็จะได้ผลดีมากเช่น
 ท่านเชื่อหรือไม่ว่า ปัจจุบันโลกเรากำลังก้าวสู่ยุคใด ยุคธรรม ยุคทองหรือยุคของเทคโนโลยีกันแน่
 ท่านเคยฟังธรรมภาษิตบทนี้ไหม มาตา มิตฺตํ สเก ฆเร มารดาเป็นมิตรในเรือนตน
 ท่านเชื่อหรือไม่ว่า หากมือเราแบวางอยู่อย่างนี้ โลกจะหยุดทันทีทุกแห่งหน หากเราร่วมมือกันอย่างนี้ทุกคน ความสุขจะเริ่ม
ต้นตามมือเราเป็นต้น
 จุดสำคัญในการเปิดเรื่อง ต้องให้มีความใกล้ชิดและสัมพันธ์กับเรื่องที่เราจะพูดนั้น เป็นสิ่งสำคัญมาก

3.  ความสงสัย (Interest Arousing)
     ท่านเชื่อไหมว่า มนุษย์เราเป็นคนขี้สงสัยมาแต่ไหนแต่ไรแล้วแม้แต่หูของคนเรายังตั้งเป็นคำถามอยู่ตลอดเวลามิใช่หรือสงสัยเมื่อไรก็ถามเมื่อนั้น การเปิดเรื่องด้วยคำถามและด้วยความสงสัยเกือบจะแยกกันไม่ออก บางครั้งเราก็ผสมกันก็มี
การเปิดเรื่องหรือเริ่มต้นด้วยความสงสัย เป็นการท้าทายได้ไม่น้อย ท้าทายความรู้สึกของผู้ฟังเพื่อจะหาคำตอบว่าจะเป็น
อย่างไร เช่น
 เป็นไปได้ไหมครับที่คนเราจะรวยจากสิ่งที่มองไม่เห็น
 ท่านทราบไหมครับว่า ระยะเพียงที่ผมลุกจากเก้าอี้มาบนเวที เกิดการสูญเสียขึ้นแล้ว 2 ล้านบาท
 ท่านเคยเฉลียวใจบ้างไหม การกินอาหารตามภัตตาคารใหญ่  ๆ ทำให้อายุสั้น
 ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าผมขึ้นมาพูดจะเคราะห์ร้าย แต่มันก็เกิดขึ้นจริง ๆ
 ท่านเชื่อหรือไม่ว่าเทคโนโลยีเจริญมาก ๆ จะทำให้ลูกแก่กว่าพ่อแม่

4.  ให้รื่นเริง (Entertaining)
     การขึ้นต้นแบบนี้ มุ่งหมายเพื่อคลี่คลายบรรยากาศในห้องประชุมให้เบิกบานแจ่มใสทั้งผู้พูดและผู้ฟัง ถือว่าเป็นการสร้าง
อารมณ์ขันก่อนเปิดฉากพูด แถมให้ความเป็นกันเองอีกโสตหนึ่งด้วย ถือว่าผู้พูดไม่เอาตัวออกห่างจากผู้ฟังมากนัก เช่น
 วันนี้ผมตั้งใจจะไม่พูดอะไรเลย แต่รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวคล้ายจะไม่สบาย จะขอพูดอะไรบางอย่าง
 ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ ผมมีโอกาสมาพูดที่นี่ ผมใช้สินค้าบริษัทของท่านมานานแล้ว วันนี้พูดแล้วจะขอถอนทุนคืนบ้าง
เล็ก ๆ น้อย ๆ จะมีอะไรอ๊ะเปล่า
 สวัสดี ข้าพเจ้าทั้งหลาย บัดนี้ได้เวลาเป็นมงคลแล้วขอกราบเรียนเชิญท่านประธาน ขึ้นสู่ยอดเสา  บัดนี้ เป็นต้น

5.  เชิงกวี (Quatation and Poem)
    การขึ้นต้นแบบนี้บางทีก็เรียกว่าการอ้างเอาวาทะของผู้มีชื่อเสียงมากล่าว ซึ่งวาทะนั้น ๆ เป็นที่ยอมรับและรู้จักกันดีในวง
การเช่น
 โบราณว่า    สิบปากว่า  ไม่เท่าตาเห็น
 อันน้ำจืด     รสสนิท ดีกว่าจิตจืด
   ถึงเย็นชืด    ลิ้มรส  หมดกระหาย
   แต่จิตจืด     รสระทม ขมมิวาย
   มักทำลาย    มิตรภาพ ให้ราบเตียน
 พฤษภกาสร  อีกกุญชรอันปลดปลง
   โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี
   นรชาติวางวาย  มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
   สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา

6.  มีตัวอย่าง (Example)
    การขึ้นต้นแบบมีตัวอย่าง ควรเป็นตัวอย่างที่มีจริงและสามารถนำเข้ามาประยุกต์ผสมผสานกับเรื่องที่เราจะพูดได้อย่าง
กลมกลืนเช่น
 เราจะพูดถึงมารยาทของคนในสังคมเมืองหลวง
ท่านเชื่อไหมครับว่า ขณะนี้ผมก้าวขึ้นรถโดยสารประจำทางต้นสายปลาย
ทางสี่พระยา นั่งมาถึงราชเทวีมีสตรีท้องแก่ก้าวขึ้นมาหาที่นั่ง ด้วยความสำนึกในความเป็นสุภาพบุรุษ ผมก็ลุกให้เธอนั่ง ก่อนนั่งเธอมองผมด้วยสายตาที่ประหลาด ทันใดเธอก็ควักผ้าเช็ดหน้า ขึ้นมาเช็ดเก้าอี้ก่อนที่จะนั่งปากของเธอไม่พูดอะไรกับผมสักคำ ผมนึกอยู่ในใจว่านี่หรือคนเมืองหลวงที่ว่ามีการศึกษาดี
    ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ ขณะที่ผมขึ้นเวทีใหม่ ๆ ใคร ๆ ก็วิจารณ์ผมว่าในเวลาเพียง 2 นาที ผมพูดมี เอ้อ อ้า ละก็ แบบว่า รวมแล้ว 20 ครั้ง แต่บัดนี้ ผมไม่มีพูดเอ้อ อ้า ละก็ แบบว่า อีกแล้ว ทั้งนี้เพราะ…

7.  ช่างบังเอิญ (Happening)
     ผมได้รับเชิญไปเป็นพิธีกรงานแต่งงานของอาจารย์คู่หนึ่งที่โรงแรมแม่น้ำ ถนนเจริญกรุง หลังจากผมนำร่องแขกเนื่องในการจัดงานในวันนั้นพอท้วม ๆ แล้วก็เชิญประธานฝ่ายเจ้าสาวขึ้นมาให้โอวาท ท่านกล่าวว่า
    ท่านผู้มีเกียรติ เจ้าบ่าวและเจ้าสาวที่เคารพรักคะ (ตาท่านก็เหลือบไปเห็นรูปหัวใจช้อนกัน มีจุดสีขาวเป็นแรเงาอยู่ตรงกลางหน้าเวที)
    การแต่งงานก็คือการเป็นพาสเนอร์ (ท่านหยอด) ดิฉันมิได้หมายถึงการเป็นคนเสริฟอาหารและหากินกลางคืน แต่ดิฉัน
หมายถึง “การเป็นหุ้นส่วนชีวิต” ผู้ชายโบราณให้เป็นช้างเท้าหน้า หญิงเป็นช้างเท้าหลัง เท้าหลังอยู่บ้านก็อย่าอยู่เฉย ๆ  ช่วยพี่
เขาทำงาน เขากลับมาจากทำงานช้าก็อย่าหน้าบึ้ง ต้องให้เวลาและช่องว่างเขาบ้างดุจรูปหัวใจที่ซ้อนกันอยู่และมีช่องว่าง
ฉะนั้น  นี่เป็นตัวอย่างความบังเอิญระหว่างการพูดที่มีสัญลักษณ์อะไร ๆ ที่นำมาผสมผสานการพูดได้ อีกเรื่องผู้เขียนเองมี
โอกาสไปทำบุญเทศน์มหาชาติแทนท่านผู้อำนวยการในฐานะผู้ประสานงานดรงเรียนกับวัด ที่วัดอรุณราชวราราม ฝั่งธนบุรี 
พระท่านพูดกับญาติโยมที่มาฟังเทศน์ในวันนั้นอย่างเสียงดังฟังขัดเจน“ญาติโยมท่านสาธุชนทั้งหลาย วันนี้เป็นวันสุดท้ายการ
เทศน์มหาชาติพรุ่งนี้เป็นวันทำบุญตักบาตรแต่เช้ามืดใครจะมาทำบุญตักบาตรที่วัดยามอรุณที่วัดแจ้ง  หรือจะมาแจ้งที่วัดอรุณ
ก็ย่อมได้นะโยมนะ” (ญาติโยมฮาตึง เพราะวัดอรุณกับวัดแจ้งเป็นวัดเดียวกัน) นี่ก็เป็นวิธีบังเอิญเช่นเดียวกัน ทั้งนี้สุดแต่ว่าผู้
พูดจะใช้ไหวพริบค้นหาคำพูด ถ้าไม่มีหรือนึกไม่ออกจะใช้วิธีนี้ก็หันไปใช้วิธีอื่นก็แล้วกันดังกล่าวมา 7 ประการนี้ คือวิธีการเปิด
เรื่องหรือการขึ้นต้นการพูดนักพูดฝีปากดี ๆ ในปัจจุบันเขานิยมใช้กัน แล้วท่านล่ะลองทำหรือยัง

2.  ส่วนตัวหรือส่วนกลาง (Main Body)
     เราเรียกว่า ส่วนสาระ (Content) ส่วนนี้เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งอาจเรียกว่า เป็นพระเอกของเรื่องก็ว่าได้ ใครพูดน้ำท่วมทุ่ง
ก็ขาดส่วนนี้ไป พูดแล้วต้องให้มีความกลมกลืนกับเรื่องที่เปิดไว้ด้วยแปลว่า ต้องเรื่องดี
     อาจารย์ทินวัฒน์  มฤคพิทักษ์ ท่านเขียนเรื่องนี้ ไว้ในหนังสือ พูดได้พูดเป็น ว่า
1.  พูดไปตามลำดับเหตุการณ์หรือเวลา อย่าวกวนกลับไปกลับมาจับต้นชนปลายไม่ถูก
2.  เป็นจุดหมายของเรื่องเพียงจุดเดียว อย่ายกเหตุผลค้านกันเองในตัว ผู้ฟังจะไม่เข้าใจว่าจะเอาอย่างไรกันแน่
3.  เร้าความรู้สึกของผู้ฟังให้มากขึ้น ๆ คามลำดับ โดยเรียงลำดับเหตุการณ์หรือยกตัวอย่าง อุทาหรณ์ที่เบา ๆ ไว้ตอนต้นและ
หนักขึ้น ๆ เรื่องที่คิดว่าจะเร้าความสนใจได้สูงสุดให้เก็บไว้ตอนท้าย ๆ ไม่ใช่นึกเรื่องใดได้ก่อนก็พูดออกมาก่อน อาจกลายเป็น “ตอนแรก ๆ ก็สนุกดี ตอนหลังก็เซ็งเป็นบ้าเลย”
4.  อย่าออกไปนอกประเด็น หรือนอกเรื่องที่ตั้งไว้ในขณะเตรียมต้องเหลือบดูหัวข้อบ่อย ๆ ว่ากำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่
5.  พร้อมที่จะตัดตอนหรือเพิ่มเตอมขยายความได้ในกรณีจำเป็นโดยเนื้อความไม่เสีย วิธีการคือ จดเฉพาะหัวข้อเพื่อช่วยความจำ จะขยายความมากหรือน้อยแล้วแต่เวลาและเหตุการณ์เฉพาะหน้า คราวนี้ เรามาดูข้อคิดเห็นของนักพูดนักสอนเจ้าของทฤษฎีธรีซาวด์อาจารย์ รอ. ดร.จิตรจำนงค์  สุภาพ ในเรื่องนี้ดูบ้างว่าท่านมีความคิดเห็นในเรื่องนี้ว่าอย่างไรผมขอย่อมาแต่เฉพาะข้อความใหญ่ ๆ เท่านั้นเขียนว่า

     ตอนกลางหรือส่วนสาระของเรื่องต้อง

1.  เรียงลำดับ (Ordering)
2.  จับประเด็น (Limting)
3.  เน้นตอนสำคัญ (Emphasizing)
4.  บีบคั้นอารมณ์ และ (Exppressing)
5.  เหมาะสมเวลา (Appropriate Timing) ผมขอจับหลักอธิบายไปตามความรู้ความคิดเห็นแต่ละเรื่องพอสังเขปดังต่อไปนี้
1. เรียงลำดับ (Ordering) หมายถึง การเรียบเรียงสาระของเรื่องที่เราจะพูดให้เป็น

ลำดับเป็นขั้นเป็นตอน จะพูดอะไรก่อน อะไรหลัง อะไรกลาง อะไรสุดท้าย ไม่กระโดดข้ามมาจนหาจุดจบไม่ได้ พูดง่าย ๆ ว่า ไม่มีลานบินที่จะลง ว่างั้นเถอะ สิ่งสำคัญในหลักข้อนี้คือ
1.1  ควรเรียงความง่ายไปยาก
1.2  ดึงเอาสิ่งน่าสนใจไว้ตอนหลังหรือตอนแรก
1.3  เรียงลำดับไปตามหมวดหมู่ของเรื่อง
1.4  เรียงข้อใหญ่ไปหาข่อย่อยหรือข้อย่อยไปหาข้อใหญ่
1.5  เรียงจากเหตุไปหาผลหรือจากผลไปหาเหตุ
1.6  เสนอปัญหาก่อนแล้วย้อยถึงการแก้ปัญหา

2.  จับประเด็น (Limiting) หลักข้อนี้ ขอพูดเป็น 2 ข้อ คือ
2.1  การกำหนดประเด็น
2.2  การพูดในประเด็น
2.1  การพูดที่ไหน ๆ ไม่ว่าเรื่องอะไรเราต้องกำหนดประเด็นในตัว
      สาระก่อนว่า จะพุดประเด็นใด กำหนดให้น้อยประเด็นได้จะเป็นการดี เพราะจะทำให้ผู้ฟังเข้าใจแจ่มแจ้ง เช่น จะพูดเรื่อง
ประชาธิปไตย ก็ควรควรขยายในประเด็นหลักคือกระบวนการนิติบัญญัติการบริหารการเลือกตั้งและพรรคการเมือง เป็นต้น เพียงแค่นี้ก็คงพอ
2.3  การพูดอยู่ในประเด็น หมายความว่า เราจะไม่ขยายความมากจนเกินขอบเขตจนทำให้ประเด็นพร่ามัว หาจุดจบไม่ได้
เรียกว่าไม่พูดนอกประเด็นจนกลับบ้านไม่ถูก กล่าวคือ เข้าหาประเด็นเดิมไม่ได้นั่นเอง เกี่ยวกับเรื่องนี้ถ้าหากหวังผลในทาง
โน้มน้าวหรือจูงใจผู้ฟังแล้ว ควรพูดเพียงประเด็นเดียวเท่านั้น
3.  เน้นตอนสำคัญ (Empphaszing) ความสำคัญของตอนนี้ ถ้าจะเปรียบลิเกก็คง
จะได้แก่ตอนออกรบ หนังก็ฉากตามล่า ละครก็คงเป็นตอนเข้าด้ายเข้าเข็มนั่นแหละ การพูดเรื่องใดตอนใดที่สำคัญ ๆ เราต้องอาศัยศิลปะการแสดงออกให้มาก หนักทั้ง
 เสียง
 ลีลา
 ท่าทาง
 น้ำหนักของการพูด
จะเป็นการพูดซ้ำ ๆ หรือหยุดนิ่งเพื่อเรียกร้องความสนใจย่อมทำได้เป็นพิเศษ
4.  บีบคั้นอารมณ์ (Expressing) เราพึงเข้าใจว่า ผู้ฟังที่นั่งฟังเราอยู่เขาให้เกียรติเรา
อย่างมาก อย่าพึงถือว่า อาหารหู เราจะป้อนเขาอย่างไรก็ได้นั่นคือ การคิดผิดถนัดเราต้องปรุงรสด้วยเนื้อหาสาระ และวิธีการพูดให้เขาติดตามได้อย่างกระชั้นชิด และไม่ผิดหวัง การลงเอยของเรื่องต้องลงอย่างที่ผู้ฟังคาดคิดไม่ถึง คือ เดาไม่ออกเลยว่าจะมาในแง่มุมไหน พึงพยายามดึง พยายามนำอารมณ์เขาไปด้วยลีลาการพูดอย่างสูงสุด บีบคั้นอารมณ์เขาด้วย
 เรื่อง
 เสียง
 ท่าทาง
แล้วแตกบึ้ม (จบ) ลงเป็นตอนที่เปิดเผยความจริงออกมา อารมณ์ที่คั่งค้างสงสัยก็คลี่คลายออกมา
5.  เหมาะสมเวลา (Apriate Timing)
     เวลาเป็นเรื่องสำคัญของนักพูดนักพูดบางคนพูดติดลมบนลงเวทีไม่ได้แสดงว่าไม่ไล่ไม่เลิกอย่างนั้นก็ไม่ได้ เสียทั้งมารยาท จิตวิทยา และสัญญาประชาคมเอามาก ๆ
      การพูดให้เหมาะสมกับเวลามีค่าที่สุด นั่นคือ เราต้องเตรียมต้องซ้อมมาก่อน อย่ามาตายเอาดาบหน้า มาหาข้อมูลบนเวทีนั่นคือ การพูดที่จะเกินเวลาไปทุก ๆ สถานที่ การแถมนิดแถมหน่อยนั้นน่าเบื่อหน่าย ถ้าพูดดีก็ดีหน่อย ถ้าพูดดีน้อยก็ไปเลย
      อาจารย์วัลลภ   มณีแสง วิทยากรฝึกอบรมจิตวิทยาการพูด ท่านกล่าวว่านักพูดที่ดีนั้นต้อง
 ยืนให้เด่น
 เน้นให้จำ
 ขำควรมี
 จบทันทีเมื่อหมดเวลา 

     ทั้งหมดนี้ว่าด้วยลักษณะส่วนกลางหรือส่วนตัว ส่วนที่เป็นสาระ (Content) ส่วนนี้แหละที่นักพูดทั้งหลายกลัว เมื่อกลัว
ต้องเตรียมให้ดี การเตรียมมากนั้นดี แต่ถ้าเตรียมมาก พูดมากนั้นไม่ดี เตรียมมากพูดน้อยนั้นดีเปรียบเทียบได้กับคำกล่าว
ของอับบราฮัม ลินคอลป์ ที่ว่า
  “ ข้าพเจ้าจะซื้อม้าสักตัว ข้าพเจ้าไม่ต้องการอยากทราบว่า ขนที่หาม้ามีกี่เส้น ต้องการทราบเพียงลักษณะสำคัญ ๆ ของม้าเท่านั้น”
  ท่านว่า มีใครบ้างไหมที่จะขายม้าไปนับขนหางม้าแล้วขายม้า ฉันใดก็ดี คนฟังเราพูดคงไม่ต้องการละเอียดเหมือนกับนับหางม้ากระมังฉันนั้น
  อีกส่วนหนึ่งมีผู้เปรียบเทียบการพูดกับการเพาะพันธุ์ไม้ว่า
  “นักปลูกพันธ์ไม้ที่ดี จะต้องเพาะพันธุ์ไม้ไว้ในแปลงเพาะเป็นหมื่น ๆ ต้น แต่เวลาจะปลูกเขาจะตัดเอาเฉพาะต้นที่แข็งแรงเพียงไม่กี่ต้นไปปลูกในแปลงหนึ่ง ๆ เท่านั้น การเพาะพันธุ์ไม้หมื่นต้น แล้วนำไปปลูกทั้งหมื่นต้นในนแปลงเดียวกันนั้นไม่ใช่นักปลูกพันธุ์ไม้ชั้นดี”
    ผมเข้าใจว่า คำเปรียบเทียบนี้คงจะชัดเจนพอแล้ว ไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติม
3.  ส่วนหางหรือส่วนสรุป (Conciusion)
    การสรุปจบเป็นการเรียกร้องความน่าสนใจ ทำให้เกิดรอยประทับใจแก่ผู้
ฟังได้เป็นอย่างดี มีหลักอยู่ว่า
 ต้องมีความหมายชัดเจน ไม่เลื่อนลอย
 สัมพันธ์กับเนื้อเรื่องและหัวข้อเรื่อง
 กระทัดรัดไม่เยิ่นเย้อ
 พุ่งขึ้นสู่จุดหมายสุดยอดของการพูดทุกชนิด
    การสรุปจบดี เป็นส่วนที่ทำหน้าที่ให้เกิดความประทับจิตประทับใจเป็นหน้าที่ของส่วนสรุปจบหรือคำลงท้ายอย่าทำให้เข้าตำราว่า
   “เรือล่มเมื่อจอด”
   “ตาบอดเมื่อแก่” หรือ
   “พอถึงเส้นชัยก็นอนแหง๋แก๋” เป็นต้น ซึ่งน่าเสียดายมาก นั่นก็หมายความว่า เราต้องนึกอยู่เสมอว่าการสรุปจบนั้น
   “ต้องยาวพอที่จะคลุมส่วนสำคัญอันพึงสงวนอย่างมิดชิด แต่ต้องสั้นพอที่จะเรียกร้องความสนใจได้” สรุปให้สั้นอีกนิดว่า
   “สั้นแต่ครอบคลุมสาระส่วนที่สำคัญอย่างมิดชิด” นั่นเอง

  ข้อพิจารณาในการสรุป
 การสรุป มิใช่การทบทวนเรื่องที่พูด
 การสรุป มิใช่ย่อความเรื่องที่พูดมาแล้วทั้งหมด
 การสรุป มิใช่กระทำเพราะสาเหตุของการหมดเวลา แต่
 การสรุปจบ คือการจบการพูดตามแบบแผนหรือโครงสร้างการพูดที่ได้วางไว้แล้วล่วงหน้า

การสรุปจบแบ่งเป็น 3 ลักษณะคือ
1.  ส่วนสรุปจบหรือคำลงท้ายที่ไม่ได้ผล
2.  ส่วนสรุปจบหรือคำลงท้ายที่ได้ผลดีน้อย
3.  ส่วนสรุปจบหรือคำลงท้ายที่ได้ผลดีมาก
 

1. การสรุปจบที่ไม่ได้ผล ซึ่งได้แก่
 ไม่มากก็น้อย
 คอยขอโทษ
 หมดแค่นี้
 ไม่มีเวลา
 หาลานบิน
 สิ้นชั้นเชิง
ขออธิบายเพียงคร่าว ๆ แต่ละข้อของการสรุปจบที่ไม่ได้ผลดังต่อไปนี้
     ไม่มากก็น้อย เช่น ลงท้ายเป็นบทสรุปว่า
“ผม (ดิฉัน) หวังว่าการบรรยายในวันนี้คงเกิดประโยชน์แก่ท่านสมาชิกทุกท่านไม่มากก็น้อย…”เป็นต้น
(ก็นั่นนะซี ไม่มากก็ต้องน้อย ไม่น้อยก็ต้องมากอยู่แล้ว ไม่บอกก็รู้จะไปพูดทำไม?)
คอยขอโทษ เช่น
“ผมต้องขออภัย ในวันนี้ ที่อาจพูดไม่ดีเท่าที่ควร เพราะไม่ค่อยสบายเอามาก ๆ”
(ขอโทษเถอะ หากไม่สบายก็ไปพักผ่อนเสียจะดีกว่า ไม่น่ามานั่งยืนพูดแบบทรมานทั้งตัวเองและผู้ฟัง)

“หากมีข้อผิดพลาดประการใดในการบรรยายครั้งนี้ ต้องขอประทานอภัยเพราะเรื่องนี้ไม่ค่อยถนัดเลย…”
(ท่านรู้ไหม คนฟังเขาอยากฟังจากผู้สันทัดกรณีพูด ถ้ารู้ตัวว่าไม่ถนัดไม่สันทัดจริง ๆ ก็ไม่รับเชิญพูดก็หมดเรื่อง จะมาคอยขอ
โทษอยู่ใย)
หมดแค่นี้ นี่ก็อีกเช่นกัน ชอบใช้กันจริง เช่น
“ผม (ดิฉัน) ไม่มีอะไรจะพุดจึงขอจบการบรรยายแต่เพียงแค่นี้…”
(แน่นอน เมื่อไม่มีอะไรจะพูดก็จบไปเลย จะมาขอจบทำไม พิลึกคน)
ผมขอยุติการบรรยายในวันนี้แต่เพียงแค่นี้ หรือพระเทศน์ก็จบว่า
“ ในอวสานกาลที่สุดแห่งพระธรรมเทศนานี้ อาตมาขอสมมุติยุติลงแต่เพียงแค่นี้ เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้”

- ถามหน่อยเถอะ ถ้าไม่ขอยุติจบไม่ได้หรืออย่างไร
- ยุติได้ก็ดีขืนพูดอีกก็วนไปมาจะหนักใหญ่เทศน์จบก็เช่นกัน จบก็ฟังดูสละสลวยดีอยู่หรอก แต่ลองอ่านฟังอย่าง
พิเคราะห์ดูให้ดี ๆ เถอะ จะเห็นว่า ใช้คำซ้อนกันอย่างฟุ่มเฟือยมาก ไม่มีเวลา ก็อยู่ในทำนองเดียวกัน เช่น
“ความจริง ผม (ดิฉัน) ยังมีเรื่องที่จะพูดคุยอีกมาก วันนี้หมดเวลาแล้วเอาไว้โอกาสหน้าก็แล้วกัน…”
ท่านคิดหรือว่า วันหน้าเขาจะเชิญมาอีก ถ้าเขาไม่เชิญแล้วจะไปต่อให้ใครฟัง
“เท่าที่พูดมาก็มากพอสมควรแก่เวลาแล้ว ติดการบรรยายที่อื่นอีกขอจบแค่นี้…ขอขอบคุณ”
(พูดที่นี่ก็มากแล้ว ไม่เหนื่อยหรืออย่างไร จะไปพุดที่อื่นจะไหวหรือ)
หาลานบิน เช่น
“เรื่องที่ได้บรรยายมานี้ก็มีเท่านี้ มีใครจะถามอะไรบ้าง…”
ถ้าเขาไม่ถามก็ต้องจบใช่ไหม… ถ้าเกิดเขาถามมาก็ต้องตอบ ทำไมจึงว่าก็
มีเพียงเท่านี้…นี่เขาเรียกว่า หาลานบินไม่เจอ
สิ้นชั้นเชิง เช่น
“ในที่สุดก็ต้องขอขอบคุณท่านผู้ฟัง ที่ตั้งใจฟังผมตั้งแต่ต้นจนจบ…”
(รู้ได้อย่างไรว่าเขาตั้งใจฟัง)

“สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทุก ๆ ท่าน…”(นี่ถ้าไม่ขอบคุณ เราคงจะไม่มาฟังอีก
แน่ เขาเรียกว่า เป็นการจบที่สิ้นท่า หาชั้นเชิงไม่ได้เลย เขาเรียกว่า ไม่มีฝีมือ

2.  การสรุปจบที่ได้ผลน้อย อันได้แก่
“ถึงเวลาแล้วหรือยัง…”
“คำโคลง กลอน ที่ผิดจากของจริง…”
“การอ้างบทประพันธ์ ภาษิตที่ไม่มีที่มาหรืออ้างเจ้าของบทประพันธ์ข้อ
ความนั้น ผิด…” เป็นต้น วิธีการนี้ ดูออกว่าได้ผลแต่ได้ผลน้อย ขาดหลักการนักพูดจริง ๆ เขาไม่ทำแต่ถ้าเป็นนักพูดที่เพียงเริ่มค้นตำรับตำรามาพูดขาดประสบการณ์บนเวทีจริง ๆ และมาก ๆ นั้น จะใช้กันดาษดื่น เขาเรียกว่าขาดความพิถีพิถันฉะนั้น ผลดีออกมาจึงดีน้อยไป
3.  การสรุปหรือคำลงท้ายที่ได้ผลดีมาก
ตามหลักวิชาการ การสรุปจบที่ผลดีมาก จากการวิจัยมาแล้วมี 4 รูปแบบคือ
1.  สรุปความตามคมปาก
2.  สรุปความฝากให้คิด
3.  สรุปความสะกิดชักชวน
4.  สรุปความสำนวนขบขัน
1. ตามคมปาก (Quatation) การสรุปวิธีนี้ ได้แก่ การอ้างสุภาษิต คำคม คำพังเพย
โคลง กลอน ที่มีมาที่ไปอย่างถุกต้องมาใช้ จะทำให้การพูดของเราเกิดรสชาติ มีคุณค่า เกิดความซึ้งในอารมณ์ผู้ฟังเป็นอย่างยิ่ง เช่น
     กรณีพูดถึงการวางแผนวงการธุรกิจ
      “ไม่มีใครวางแผนที่ทำให้ธุรกิจล้มเหลว มีแต่ธุรกิจล้มเหลวก็เพราะไม่มีการวางแผน…”
     ถ้าพูดถึงนักพูด เช่น
      “นักพูดที่ขาดประสบการณ์และวัตถุดิบใหม่ ๆ ไม่เอาไหนในอารมณ์ขัน
      และการฝึกซ้อมเตรียมตัว นั่นคือการเกษียณตัวเอง…”
      “ยืนให้เด่น เน้นให้จำ ขำควรมี จบทันทีเมื่อหมดเวลา…”
      “นักพูดบางคนมีเวลา แต่ทว่าไม่มีโอกาส นักพูดที่ฉลาดควรเก็บเกี่ยวโอกาสและหาเวลา…”
 

ถ้าพูดถึงมิตร
 “ยามจน  คนเคียดแค้น ชิงชัง
 ยามมั่งมี คนประนัง นอบน้อม
 เฉกพฤกษ์ดก นกหวังเวียนสู่ เสมอนา
 ปางหมดผล นกพร้อม พรากสิ้นบินหนี”

 “เมื่อมั่งมี มากมาย     มิตรหมายมอง
เมื่อมัวหมอง มิตรมอง เหมือนหมูหมา
เมื่อไม่มี หมดมิตร มุ่งมองมา
เมื่อมอดม้วย แม้นหมูหมา ไม่มามอง”

เมื่อพูดถึงคนจนคนรวย
“ถ้าอยากรวย อยู่อย่างรวด ไม่มีวันรวย ถ้ากลัวจน อยู่อย่างจน ไม่มีวันจน”
“คนจะงาม  งามน้ำใจ ใช่ใบหน้า
คนจะสวย สวยจรรยา ใช่ตาหวาน
คนจะแก่ แก่ความรู้ ใช่อยู่นาน
คนจะรวย รวยศีลทาน ใช่บ้านโต” เป็นต้น

2.  ฝากให้คิด (Idea) การฝากให้ผู้ฟังนำไปคิด เป็นการจบเรื่องใหญ่ ๆ ที่มีปัญหาคั่งค้าง ที่ชุมชน ภาครัฐ ภาคเอกชน กำลังแก้ไขกันอยู่ที่ยังแก้ไม่ตก แล้วฝากผู้ฟังนำไปคิด เช่น
 “สภาพการเมืองในปัจจุบัน โปรดอย่าถามว่า รัฐบาลจะให้อะไรแก่ท่านแต่
จงถามตัวเองว่า ท่านนั่นแหละจะให้อะไรแก่บ้านเมืองบ้าง…”
 “ทุกสิ่งที่ธรรมชาติให้ ธรรมชาติให้มนุษย์ด้วยใจรักและยุติธรรม แต่สิ่งที่
มนุษย์ให้แก่ธรรมชาติ สมค่าและยุติธรรมแล้วหรือยัง…”
 “การปลอมแปลงสินค้าของพ่อค้าไทย เพื่อหลอกลวงชาวต่างชาติท่านแน่
ใจแล้วหรือว่า ท่านจะทำได้นานสักแค่ไหน…”
 “อยากจะขอฝากปัญหาราคาข้าวของชาวนาที่ตกต่ำอยู่ ไม่ว่าใครจะมาเป็น
รัฐบาลอยู่ใน ขณะนี้ว่า ใครจะเป็นผู้แก้ไข และควรแก้ไขอย่างไรจึงจะถูกจุด…”

3.  สะกิดชักชวน การสรุปแบบนี้ต้องสะกิดอย่างมีศิลปะ อย่าชักชวนเขาดื้อ ๆ
เหมือนบางคนเจ้าชู้ยักษ์จีบสาวโดดกอดเอาดื้อ ๆ นั่นแหละ…ไม่ใช้วิธีการนี้เลย
 “เรามาประหยัดในสิ่งฟุ่มเฟือยกันเถอะ แต่อย่าประหยัดการทำดีต่อกัน
และต่อประเทศชาติเลย…”
 “คนอกตัญญูนั้น ผมคิดว่าไม่ค่างอะไรกับน้ำเค็มเต็มมหาสมุทร ที่ไม่อาจ
หยุดและแก้กระหายคลายความหิวของคนในเรือนั้นได้เลย…”
 “ผมไม่ได้ขอร้องท่าน ผมเพียงเตือนสติอย่างพี่อย่างน้องว่า ต่อจากนี้ไปเร
จะไม่จัดงานวันเกิดให้ฟุ่มเฟือยเพื่อตัวเราเอง แต่เราจะเปลี่ยนไปเป้นการไปกราบเท้าคุณแม่แทนเพราะกางเกงยีนส์ที่ลูกใส่คือเหงื่อไคลของท่าน…”

4.  สำนวนขบขัน ก่อนการยุติการพูด เราจะสรรหาความสุขให้แก่ผู้ฟังเพื่ออภิ
นันทนาการความสุข เพิ่มความสนุกสนานบันเทิงใจได้ละก็ควรทำอย่างยิ่งอย่าได้นิ่งดูดายเลย เพราะคำขบขันนี่แหละถือว่าเป็นไม้ตาย เรียกเสียงฮาและผ่อนคลายอารมณ์ได้ดีชะมัด
 “ในการโต้วาทีของสมาชิกกลุ่มก้าวหน้าวาทการในญัตติที่ว่า “นมจากเต้าดีกว่าเหล้าจากกลม” ผู้สนับสนุนฝ่ายเสนอท่านหนึ่ง
กล่าวสรุปการโต้ว่า “นมจากเต้าดีกว่าเหล้าจากกลม ถ้าฝ่ายค้านงี่เง่ามัวงมอยู่กับเหล้าจากกลมก็อย่าได้หวังเลยที่จะได้ชื่นชมกับนมสองเต้า” (คนฟังฮาตึงปรบมือกันยกใหญ่) เห็นพิษอารมณ์ขันหรือยังที่เล่ามาทั้งหมดนี้เป็นวิธีการพูดเริ่มต้นที่เป็นส่วนหัว ต.1 ต้องตื่นเต้นส่วนกลาง (ส่วนตัวเนื้อหาสาระ) ต.2ต้องกลมกลืน กับเรื่องที่เปิดไว้ ส่วน ต.3ส่วนหาง (สรุป) ต้องจับใจ ใครพูดได้สมบูรณ์ตามที่เล่ามาเชื่อขนมกินได้เลยว่า “ประสบผลสำเร็จ” อย่างแน่นอน เขาเรียกว่า รู้ Main Outline เดินอย่างไรก็มีโอกาสถูกต้อง

ขอสรุป ไว้ตรงนี้สักนิดว่า เรารู้กฎข้อบังคับและเทคนิคอะไร ๆ มาพอสม
ควรแล้ว ถึงเวลาเราจำเป็นต้องเดินทาง (พูด) แล้ว

โปรดใช้ทฤษฎี 3 สบายของอาจารย์ รอ. ดร.จิตรจำนงค์  สุภาพ ซึ่งเป็น
อาจารย์ผู้เขียนด้วยคือ
1.  ฟังแล้วสบายหู (Please to Ears)
2.  ดูสบายตา (Please To Eyes)
3.  พาสบายใจ (Please to Mind) หมายความว่า เวลาพูดต้องพูดให้ฟังแล้ว
สบายหู ไม่ใช่พูดแล้วฟังไม่ได้ นั่นหมายความว่า จังหวะลีลา ถ้อยคำ สำเนียง ต้องระรื่นและเลื่อนไหลเรียกว่า สบายหู
 ดูสบายตา หมายความว่า บุคลิกส่วนตัว การแต่งกาย ศิลปะ การใช้
ท่าทาง สายตา น่าดูน่าเลื่อมใส ทำอะไรก็ดูดีไปหมด
 พาสบายใจ หมายความว่า สาระเนื้อหาที่นำเสนอได้จัดระเบียบ
และโครงสร้างขั้นตอนไว้เป็นอย่างดี มีทั้งวิธีเปิดเรื่อง ดำเนินเรื่อง สรุปเรื่อง ได้อย่างสมบูรณ์ตามหลักการที่ได้กล่าวไว้ทุกประการ

 


ข้อมูลและสื่ออบรมการเป็นวิทยากร
- วิทยากร7 [27 กุมภาพันธ์ 2553 12:45 น.]
- วิทยากร6 [27 กุมภาพันธ์ 2553 12:45 น.]
- วิทยากร5 [27 กุมภาพันธ์ 2553 12:45 น.]
- วิทยากร4 [27 กุมภาพันธ์ 2553 12:45 น.]
- วิทยากร3 [27 กุมภาพันธ์ 2553 12:45 น.]
- วิทยากร2 [27 กุมภาพันธ์ 2553 12:45 น.]
- วิทยากร1 [27 กุมภาพันธ์ 2553 12:45 น.]
- วิทยากร0 [27 กุมภาพันธ์ 2553 12:45 น.]
- การพูด [27 กุมภาพันธ์ 2553 12:45 น.]
ดูทั้งหมด

Engine by MAKEWEBEASY