สถิติผู้เข้าชม
 ขณะนี้มีผู้เข้าใช้ 23
 ผู้เข้าชมในวันนี้ 438
 ผู้เข้าชมทั้งหมด 3,200,573
กรุณาฝาก Email ของท่าน
  เพื่อรับข่าวสาร ที่น่าสนใจ
29 มิถุนายน 2560
อา จ. อ. พ. พฤ ศ. ส.
    
10 
11  12  13  14  15  16  17 
18  19  20  21  22  23  24 
25  26  27  28  29  30   
             
  ครู
กลอนครู
[27 กุมภาพันธ์ 2553 14:55 น.]จำนวนผู้เข้าชม 10754 คน

กลอนครู
ครู

คำเกียวสั้นสั้น
แต่มีความหมาย
ทุกคนเกิดมา
ทั้งหญิงทั้งชาย
รู้ดีว่าหมาย
ถึงใครคนหนึ่ง
คนที่คอยพูด คนที่คอยแนะ คนที่คอยแคะ คนที่คอยขน
คนให้ความรู้ คนกู้ปวงชน คนที่รักคน คนนี้แหละ  “ครู”
ขอกราบแทบเท้า
น้อมเศียรน้อมเกล้า
ไม่ลบไม่หลู่
เคารพบูชา
ยกย่องเชิดชู
กราบบูชาครู
ทุกคน…ทุกคน

ด้วยความเคารพอย่างสูง
จาก…ศิษย์คนหนึ่ง
วิสาขบูชา ๒๕๔๑


ธาตุแท้ของครู
ธาตุแท้ของครู  คือ  สภาพที่ทรงไว้ซึ่งความเป็นครู มี ๓ ธาตุดังต่อไปนี้
๑.   ครุ  ธาตุ  ได้แก่  สภาพที่ทรงไว้ซึ่งความหนัก
๒.   คร  ธาตุ  ได้แก่  สภาพที่ทรงไว้ซึ่งการยกย่อง
๓.   คริ  ธาตุ  ได้แก่  สภาพที่ทรงไว้ซึ่งเสียง

ครู  คือบุคคลผู้ทรงความหนักไว้ ๖ ประการ ดังต่อไปนี้

๑.  สัตถุคารวตา  ได้แก่  หนักในพระศาสดา

ครู  คือ  บุคคลผู้ทรงความหนักไว้ ๖ ประการ ดังต่อไปนี้
(๑)  สัตถุคารวตา  ได้แก่  หนักในพระศาสดา
ครูต้องแสดงความเคารพอย่างหนักแน่นจริงจังมองเห็นคุณค่าและความสำคัญ เอาใจใส่ในพระบรมศาสดาของศาสนาที่ตนนับถือด้วยความเคารพสักการะบูชาอย่างยิ่ง ทั้งด้วยกาย ด้วยวาจาและด้วยใจ เพราะพระบรมศาสดาของทุกศาสนาทรงดำรงพระองค์เป็นคุรุฐานียบุคคล  คือ  บุคคลผู้เป็นที่ตั้งแห่งความเคารพสูงสุดในความหมายโดยรวม  ก็คือ  บุคคลผู้เป็นครูไม่ว่าจะนับถือพระศาสนาใดนอกจากจะเคารพบูชาบูชาพระศาสดาของตนแล้ว ย่อมไม่ดูหมิ่นเกลียดชังยุยงส่งเสริมให้เกิดการดูหมิ่นเกลียดชังพระบรมศาสดาของศาสนาอื่น จนก่อให้เกิดความแตกแยกเกลียดชังกันระหว่างศาสนา

(๒)  ธัมมคารวตา  ได้แก่  หนักในพระธรรม
ครูต้องแสดงความเคารพอย่างหนักแน่นจริงจังมองเห็นคุณค่าและความสำคัญเอาใจใส่ในการศึกษาปฏิบัติธรรมสร้างสรรค์ความรู้  ความงาม  ความดี  และความจริง  ตามหลักพระศาสนาที่ตนนับถือ  ด้วยการน้อมนำพระธรรมคำสั่งสอนมาประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวันยึดมั่นในความรู้ความงามความดีและความจริง ตามหลักธรรมของพระศาสนาอย่างสม่ำเสมอ

(๓)  สังฆคารวตา  ได้แก่  หนักในพระสงฆ์
ครูต้องแสดงความเคารพอย่างหนักแน่นจริงจังมองเห็นคุณค่าและความสำคัญ เอาใจใส่ในพระสงฆ์หรือนักบวช นักสอนศาสนา นักเผยแผ่ธรรมในพระศาสนาที่ตนนับถือ  ด้วยการเข้าไปหา  ปรึกษา  สนทนาธรรม และบำรุงด้วยปัจจัย ๔ ตามสมควรความหนัก  ๓  ประการข้างต้นนี้  สำหรับครูผู้เป็นพุทธศาสนิกชนแล้ว  ก็คือ  การแสดงความเคารพอย่างหนักแน่นจริงจังมองเห็นคุณค่าและความสำคัญของ“พระรัตนตรัย” นั่นเอง

(๔)  สิกขาคารวตา  ได้แก่  หนักในการศึกษา
ครูต้องแสดงความเคารพอย่างหนักแน่นจริงจังมองเห็นคุณค่าและความสำคัญเอาใจใส่ในการศึกษาอย่างเต็มตัว เต็มใจ เต็มความรู้เต็มความสามารถ เต็มกำลัง และเต็มสติปัญญาด้วยการค้นคว้า ศึกษา วิเคราะห์และวิจัย และพัฒนาการศึกษา เพื่อพัฒนาตน พัฒนาคนและพัฒนางานอย่างดีที่สุด

(๕)  อัปปมาทคารวตา  ได้แก่  หนักในความไม่ประมาท
ครูต้องแสดงความเคารพอย่างหนักแน่น จริงจังมองเห็นคุณค่าและความสำคัญ เอาใจใส่ในความไม่ประมาท คือ ไม่พลั้งเผลอ  เลินเล่อ  มัวเมาในลาภ ยศ สรรเสริญ  สุข  ไม่ประมาทในอาชีพครู และในความเป็นครูของตน หมั่นดูแลรักษาระเบียบวินัยและจรรยาบรรณของครูอย่างเคร่งครัด ระมัดระวังตั้งใจอย่าให้เกิดสภาพที่เรียกว่า “ภูมิคุ้มกันบกพร่อง” ในความเป็นครูของตน

(๖)  ปฏิสันถารคารวตา  ได้แก่  หนักในการต้อนรับ
ครูต้องแสดงความเคารพอย่างหนักแน่น  จริงจังมองเห็นคุณค่าและความสำคัญ เอาใจใส่ในการต้อนรับหรือการปฏิสันถาร  ได้แก่การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกศิษย์  ความสัมพันธ์ที่ดีกับพ่อแม่  ผู้ปกครองของลูกศิษย์  ความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชนและสังคมด้วยการปฏิสันถาร  ๒  อย่าง คือ
(๑)  อามิสปฏิสันถาร  ได้แก่  การต้อนรับด้วยวัตถุสิ่งของ
(๒)  ธรรมปฏิสันถาร  ได้แก่  การต้อนรับด้วยธรรม ด้วยความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ด้วยน้ำใจไมตรี สามารถเป็นที่พึ่งของชุมชนและสังคมได้อย่างดี เมื่อยามมีปัญหาก็ไม่นิ่งดูดาย เข้าไปช่วยเหลือตามความเหมาะสม

ครูเป็นบุคคลผู้ทรงความหนักไว้ ๖ ประการ ดังกล่าวนี้  จึงได้ชื่อว่า  “ครู” 
ครู  คือบุคคลผู้ทรงไว้ซึ่งการยกย่อง  ได้แก่  การส่งเสริมเพิ่มพูน ยกระดับความเป็นคนให้สูงขึ้น  ดีขึ้น  ด้วยความรู้  ความงาม  ความดี
และความจริง  ด้วยการปั้นคน  สร้างคน  และพิมพ์คน ให้เป็นพลเมืองที่ดีของชาติ
ครู  คือผู้ยกย่องลูกศิษย์ให้เด่น  ดัง  และดี ในทุกที่และทุกทิศ  ไม่เหยียบย่ำซ้ำเติมลูกศิษย์ให้ตกต่ำในที่ทุกสถานและตลอดกาลทุกเมื่อ
ดังนั้น  ครูจึงทำหน้าที่ยกย่อง  ๒  ประการ  คือ
(๑)  ทำของเสียให้เป็นของสวย  เรียกว่า  Recycle
(๒)  ทำคนด้อยให้เป็นคนเด่น เรียกว่า  Reengineering

ครู  คือบุคคลผู้ทรงไว้ซึ่งเสียงพูด  บอกกล่าว  ชี้แจงแสดง  เปิดเผย  แนะนำลูกศิษย์ด้วยเสียงแห่งธรรม (Voice of Dhamma)  ด้วยการพร่ำสอนและสั่งสอนให้ลุกศิษย์เกิดความรู้  ความงาม  ความดี  และความจริครูเป็นบุคคลผู้ดำรงตำแหน่ง “ผู้พูดคนแรก”  ในโลกสำหรับลูกศิษย์ เริ่มตั้งแต่ครูในครอบครัว  คือ  พ่อแม่  ซึ่งเป็นครูคนแรกของลูก
(บุรพาจารย์)  และครูในโรงเรียน  ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็น “แม่พิมพ์ของชาติ”
การอบรมสั่งสอนของครูตามหลักพระพุทธศาสนาได้เปรียบเทียบไว้ว่า  ครูคือผู้
๑.   หงายของที่คว่ำ  (ความรู้)
๒.  เปิดของที่ปิด  (ความงาม)
๓.  บอกทางแก่คนหลงทาง  (ความดี)
หากครูทุกคนสามารถปกป้อง  คุ้มครอง  ดูแลรักษา “ธาตุแท้” ของตนไว้ได้ครบถ้วนทั้ง ๓ ธาตุ แล้ว ย่อมได้ชื่อว่าเป็น “ครูแท้” และดำรงอยู่อย่าง “คุรุฐานียบุคคล” เฉกเช่นเกียวกันกับพระบรมศาสดา  ซึ่งเป็น “พระบรมครู” ของมนุษย์และเทวดาทั้งหลายฉะนั้น

ครูคือใครในวันนี้
ใครคือครู  ครูคือใคร  ในวันนี้
ใช่อยู่ที่ปริญญามหาศาล
ใช่อยู่ที่เรียกว่าครูอาจารย์
ใช่อยู่นานสอนนานในโรงเรียน
ครูคือผู้ชี้นำทางความคิด
ให้รู้ถูก รู้ผิด คิดอ่านเขียน
ให้รู้ทุกข์ รู้ยาก รู้พากเพียร
ให้รู้เปลี่ยน แปลงสู้ รู้สร้างงาน
ครูคือผู้ยกระดับวิญญาณมนุษย์
ให้สูงสุดกว่าสัตว์เดรัจฉาน
ครูคือผู้สั่งสมอุดมการณ์
มีดวงมาลย์เพื่อปวงชนใช่ตนเอง
ครูจึงเป็นนักสร้างผู้ใหญ่ยิ่ง
สร้างคนจริง สร้างคนกล้า สร้างคนเก่ง
สร้างคนให้เป็นตัวของตัวเอง
ขอมอบเพลงนี้มาบูชา “ครู”
   เนาวรัตน์   พงษ์ไพบูลย์
                         กวีซีไรท์/ประพันธ์

คุณธรรมของครู
 ครูผู้ดำรงธาตุแท้ของตนไว้ได้นั้น  คือ  ครูผู้มีคุณธรรม ๗ ประการ ดังต่อไปนี้
 ๑.  ปิโย   คือ น่ารัก
 ๒.  ครุ    คือ น่าเคารพ
 ๓.  ภาวนีโย   คือ น่ายอกย่อง
 ๔.  วัตตา   คือ สอนดี
 ๕.  วจนักขโม   คือ สอนทน
 ๖.  คัมภีรัง กถัง กัตตา  คือ  สอนลึกซึ้ง
 ๗.  โน จัฏฐาเน นิโยชเย คือ สอนสร้างสรรค์ความดีงาม
 คุณธรรมทั้ง ๗ ประการ นี้เรียกว่า “กัลยาณมิตรธรรม” ได้แก่ ธรรมของผู้เป็นมิตรที่ดี
 ครู  คือ  บุคคลผู้เป็นมิตรที่ดี หรือ “มิตรแท้” สำหรับลูกศิษย์เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยคุณธรรมของมิตรแท้ ๔ ประการ
ดังต่อไปนี้
 ๑.  มิตรอุปการะ (อุปการี)
 ๒.  มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ (สมานสุขทุกข์)
 ๓.  มิตรแนะนำประโยชน์ (อัตถักขายี)
 ๔.  มิตรมีน้ำใจ (อนุกัมปี/สุหัทยะ)
 ครู  คือ  มิตรอุปการะ  ช่วยปกป้อง  คุ้มครองลูกศิษย์ทั้งชีวิตและทรัพย์สิน  ยามลูกศิษย์มีภัย  ก็เป็นที่พึ่งพำนัก
ได้ขวนขวายช่วยเหลือลูกศิษย์เมื่อเกิดกิจจำเป็น  ทั้งด้วยแรงเงินและแรงงาน  คุณธรรมข้อนี้  คือ  ครูทำตนเป็น “อุปกรณ์ชีวิต” ของลูกศิษย์
    ครู  คือ  มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์  มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้านกับลูกศิษย์ เปิดเผย  จริงใจ  ไว้วางใจ เมื่อมีภัยมาก็ไม่ทอดทิ้งลูกศิษย์ แม้ชีวิตก็สละให้ได้ เพื่อลูกศิษย์ของตน  คุณธรรมข้อนี้  คือ  ครูทำตนเป็น “หุ้นส่วนชีวิต” ของลูกศิษย์
    ครู  คือ  มิตรแนะนำประโยชน์  คอยห้ามปรามกางกั้นลูกศิษย์จากความชั่ว  แนะนำให้ตั้งอยู่ในความดี ให้คำปรึกษา  ให้รู้ให้เห็นสิ่งที่เป็นประโยชน์และบอกหนทางแห่งความสุขให้ลูกศิษย์คุณธรรมข้อนี้  คือ  ครูทำตนเป็น “รปภ.ชีวิต” ของลูกศิษย์
    ครู  คือ  มิตรมีน้ำใจ  มีทุกข์ก็ทุกข์ด้วย  มีสุขก็สุขด้วย  กับลูกศิษย์ถูกติเตียนก็ช่วยป้องกันแก้ไขให้ และช่วยส่งเสริมเพิ่มพูนเมื่อมีคนสรรเสริญลูกศิษย์ของตน  คุณธรรมข้อนี้  คือ  ครูทำตนเป็น “ถังขยะชีวิต” ของลูกศิษย์
    ครูที่ดี  คือ  ครูที่มีกัลยาณมิตรธรรม
นี่หรือครู
 ๑.  ครูมาสาย
  คติ :  สายบ่อย ๆ สอนน้อยหน่อย อร่อยกำลังเหมาะ
 ๒.  ครูค้าขาย
คติ : ครูที่ขยันหมั่นเพียรต้องทำโรงเรียนให้เป็นตลาดครูที่มีความสามารถ  ต้องทำตลาดให้อยู่ในโรงเรียน

 ๓.  ครูคุณนาย
คติ : สบาย สบาย คุณนายซะอย่าง หนทางสะดวกพรรคพวกมากมาย
 ๔.  ครูโรงงาน
  คติ : ถักวันนี้  เป็นเศรษฐีในวันหน้า
 ๕.  ครูสุราบาน
คติ : ศุกร์เมาเสาร์ถอนอาทิตย์นอนจันทร์เกียจคร้าน อังคารหยุด พุธลา พฤหัสมาไม่สู้หน้าคน
 ๖.  ครูโบราณ
  คติ : สอนดีก็สอนไป ฉันจะสอนอย่างไรใครอย่ายุ่ง
 ๗.  ครูปากม้า
  คติ : นินทาวันละนิด จิตแจ่มใส
    ปากใคร  ปากมัน  ปากของฉันใครอย่าแตะ
 ๘.  ครูหน้าใหญ่
คติ : ใหญ่ในโรงเรียน เป็นเสมียนที่อำเภอ เกลอเจ้านาย ได้สองขั้น
 ๙.  ครูเกียจคร้าน
  คติ : สอนบ้าง  ไม่สอนบ้าง  เป้นแค่เรือจ้าง  สตางค์เท่าเดิม
 ๑๐.  ครูตุ๋ย
  คติ : เด็กมันยั่ว  หลวมตัวไปหน่อย
ประเภทของครู
 กัลยาณมิตรธรรมได้รักษาความเป็นครูเอาไว้  และทำให้เกิดประเภทของครู ๙ ประเภท ดังต่อไปนี้
 ๑.  ครูนักรบ
 ๒.  ครูนักรัก
 ๓.  ครูนักบอก
 ๔.  ครูนักชี้
 ๕.  ครูนักดนตรี
 ๖.  ครูนักร้อง
 ๗.  ครูเรือจ้าง
 ๘.  ครูนายช่าง
 ๙.  ครูแม่พิมพ์


 ครู  คือ  นักรบ  คอยต่อสู้  ป้องกัน  และปราบปรามความชั่วร้ายให้แก่ลูกศิษย์ ทั้งความชั่วร้ายที่เกิดจากภายนอก 
และความชั่วร้ายที่เกิดขึ้นภายในตัวลูกศิษย์เอง  รวมทั้งความชั่วร้ายที่เกิดขึ้นในสังคมด้วย  เป็นภารกิจของครูที่จักต่อสู้  ป้องกัน 
และกำจัดไป  ในฐานะที่เป็น “นักรบของสังคม” ซึ่งเป็นนักรบร่วมสมัย
นักรบร่วมสมัย
นักรบร่วมสมัย
นิงอยู่ไยทำไมไม่เชือดเฉือน
ต้องต่อสู้เหล่าศัตรูผู้มาเยือน
ลบรอยเปื้อนของแผ่นดินให้สิ้นไป
นักรบดีมีความคิดชี้ผิดถูก
หมั่นฝังปลูกลบรอยแผลแด่สมัย
สร้างสังคมด้วยตัวด้วยหัวใจ
เฉยอยู่ไยทำไมไม่ลงมือ
ครูคือนักรบร่วมสมัย
แม้จะไร้อาวุธในมือถือ
จงไว้ลายนักรบให้คนลือ
ว่าครูคือนักสร้างสมอุดมการณ์
เร่งบากบั่นฟาดฟันเถิดนักรบ
ขอน้อมนบผู้เก่งกาจผู้อาจหาญ
 เก่งและดีทั้งมีวิชาชาญ
 พร้อมพิชิตคนพาลอภิบาลคนดี
 ลุกขึ้นเถิด “นักรบร่วมสมัย”
 แล้วฮึดสู้สุดหัวใจไม่หลีกหนี
 เพื่อสังคมครูคงพร้อมและยอมพลี
 เพื่อโลกนี้สุขสงบ…รบเถิดครู


 ครู  คือ  นักรัก  คอยสร้างสรรค์และรักษาความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ลูกศิษย์  ด้วยความเมตตาปรารถนาดีต่อลูกศิษย์สม่ำเสมอ  ช่วยพัฒนาครอบครัว  พัฒนาชุมชน  และพัฒนาสังคมของลูกศิษย์ให้เจริญก้าวหน้าในฐานะเป็น  “นักรักของสังคม”  โดยไม่เลือกที่รัก  ไม่ผลักที่ช
ไม่จำเป็นว่าเธอจะต้องสดสวย  ผู้ดีร่ำรวย  มากมายด้วยการศึกษา  ถ้าครูจะรัก  ให้เธอเป็นลูกชาวนา  เป็นลูกกำพร้าจน ๆ ครูก็ไม่หวั่น
 โลกมีใครที่เลือกเกิดได้ดังหวัง  หน้าตาน่าชัง  น้ำใจอาจงามเฉิดฉัน  หน้าตาสดใส บางทีซ่อนใจลวงกัน  งามแต่รูปพรรณหัวใจสิ้นไร้ราคา
 เราทุกคนเกิดมาย่อมมีพลั้งพลาด  ใจเกินมีขาด  มีช้า  มีชื่นชีวา  เห็นลูกศิษย์เลว  ครูไม่อับจนปัญญา  รักแท้จากใจสูงค่าครูมีคอยท่าอีกหน
 ต่อให้เธอกระทำบาปกรรมไม่น้อย  ทำเรื่องด่างพร้อยเลื่อนลอยอยู่อย่างสับสน  แต่ครูคนนี้ไม่มีลบรอยกังวล  เป็นห่วงเธอล้น  ขอเป็นคนที่รักเธอ

ครู  คือ  นักบอก  บอกวิชา  บอกความรู้  บอกความงาม  บอกความดี  และบอกความจริง  ให้แก่ลูกศิษย์โดยไม่ปิดบัง  ครูเป็นผู้เสาะแสวงหานำมา
เปิดเผยแก่ลูกศิษย์  ในฐานะที่เป็น  “ผู้บอกขุมทรัพย์”  แก่ลูกศิษย์และแก่สังคม

ย่อ โลกรวมเป็นเล่มเต็มสาระ
ย่น ทางจะก้าวไกลมาใกล้เรา
ยก ที่อยู่ห่างไกลมาใกล้เรา
ยาม หงอยเหงาเป็นเพื่อนได้เหมือนคน
บอก เรื่องราวเล่าความตามลำดับ
บ่ง เรื่องลับให้แจ้งทุกแห่งหน
ใบ้ ความหมายคลายความเขลาให้เล่าชน
บรรยาย ความหมายคลายเขลาให้เล่าชน
สร้าง คนให้เป็นคนพ้นความมืด
เสริม ชีพยืดเยื้องย่างอย่างมีแก่น
ส่อง สว่างสร้างชีวาอย่างมีแกน
สืบ ถ่ายแทนกองทุนทุกรุ่นวัย
ชม อดีตรัดเร้นเห็นประวัติ
ช่วย ชูปัจจุบันทันสมัย
ชี้ อนาคตเด่นเห็นกำไร
ชุบ คนให้อุดมสุขสมบูรณ์
รัก…ความรู้ดูตำราปัญญาเลิศ
รู้…ไว้เถิดรู้ไว้ไม่เสื่อมสูญ
ดู…ให้จำซ้ำเข้าใจไม่อาดูร
หนังสือ…พูนผลผลิตทุกวิชา
หนังสือ…คือเพื่อนที่ดีของชีวิต
คือ…คู่คิดคอยคลายหลายปัญหา
ขุม…เงินทองกองทุนหนุนปัญญา
ทรัพย์…ล้ำค่าคือหนังสือ “คู่มือคน”
(บทกวี “หนังสือคือขุมทรัพย์” ประพันธ์โดย  นายสมควร  เหล่าลาภะ  ชนะเลิศโล่รางวัลในโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน  โดยพระราชประสงค์
ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๑๑ สิงหาคม ๒๕๒๘)

 ครู  คือ  นักชี้  คอยชี้ผิด  ชี้ถูกให้ลูกศิษย์และให้สังคม  ครูเป็นผู้ชี้ทางสร้างทิศ  นำชีวิตของลูกศิษย์และของสังคมไปสู่เป้าหมาย  คือ  ความเจริญรุ่งเรือง  ก้าวหน้า  มั่งคั่งและมั่นคง  เพื่อให้ลูกศิษย์และสังคมเติบโตด้วยความกล้าหาญ  ความพยายามความคิด  เรียนรู้ชีวิต  และพึ่งตนเองได้

 ครู  คือ  นักดนตรี  คอยเรียบเรียงเสียงประสาน  ให้จังหวะให้ระดับประคับประคองชีวิตของลุกศิษย์และของสังคม  ให้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยและดีงามสม่ำเสมอ  ไม่ผิดจังหวะ ไม่ผิดระดับ ไม่ผิดโน้ต ไม่ผิดคีย์ของชีวิต และไม่ผิดทำนอง
 ครูเป็นนักดนตรี  คอยดีด  คอยสี คอยเป่า คอยเขย่า และคอยขยับขับกล่อมบรรเลงเพลงชีวิตของลูกศิษย์และของสังคมให้สุขสมและสร้างสรรค์บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสุขที่ถูกต้องตาม “ทำนองธรรม”

 เดินไปอย่างธรรมดา…เข้าหาโลก
 เผชิญโศกอย่างสนุกสนานและสุขศานต์
 ทักทายทุกข์รอบข้างอย่างสำราญ
 ยิ้มรับการดูหมิ่นอย่างยินดี
  ทุกย่างก้าว…เท่าย่างอย่างองอาจ
  ทรงอำนาจ  “ตาทิธรรม”  นำวิถี
  ไม่วุ่นวาย…ไม่หวั่นไหวในท่าที
  ท่วงท่านี้…ถูกทำนองครรลองธรรม
 เดินไปอย่างธรรมดา…เข้าหาโลก
 ประสบโชคลาภใหญ่…ไม่ถลำ
 ถึงเสื่อมยศลดลาภไป…ไม่ระกำ
 ไม่ตื่นคำสรรเสริญเกินพอดี
  ทุกย่างก้าว…เท่าย่างอย่างองอาจ
  ทรงอำนาจ  “ตาทิธรรม”  นำวิถี
  ไม่วุ่นวาย…ไม่หวั่นไหวในท่าที
  ท่วงท่านี้…ถูกทำนองครรลองธรรม
 เดินไปอย่างธรรมดา…เข้าหาโลก
 ไม่มีโยก…ไม่มียุ่ง…ไม่สูงต่ำ
 “เท่าทัน” ทุกท่วงเท้าทางขาว – ดำ
 ทางที่ย่ำ…ทุกเท่าเหยียบอย่างเรียบร้อย
  ทุกย่างก้าว…เท้าย่างไม่ขวางโลก
  ยังเสพโศก…แต่ไม่เศร้าไม่เหงาหงอย
  ยังเสพสุข…แต่ไม่ปลื้มลืมตัวลอย
  ทุกอย่างปล่อย…ค่อยค่อยปรับ  “โลกกับธรรม”

ครู  คือ  นักร้อง  คอยสร้างความบันเทิงรื่นเริงใจให้ลูกศิษย์และสังคม  ผ่อนคลายอารมณ์  ทั้งในยามทุกข์และยามสุข  ครูเป็นผู้คอยเรียบเรียงถ้อยร้อย
กรองคำปลอบประโลมลูกศิษย์เมื่อยามชีวิตมีทุกข์  เมื่อยามลูกศิษย์มีสุข  ก็คอยบำรุงขวัญ สร้างสรรค์พลังใจให้
 ครูเป็นนักร้อง คอยร้องปลุกลูกศิษย์ให้ตื่นตัว ตื่นตา และตื่นใจอยู่ตลอดเวลา ให้ทันสมัย ทันเหตุการณ์และทันโลกอยู่เสมอในฐานะที่เป็น
“ผู้ปลุก” ปลุกทั้งตนเองและผู้อื่น
ตื่นเถิด
 ตื่นเถิดหนา  ฉันมาจากแดนไกล
 ด้วยดวงใจ ซึ้งรักและศรัทธา
 ตื่นเถิดเรา  อรุณรุ่งกำลังมา
 รีบล้างหน้าตา สวัสดีอรุณ
 เยาวชนหญิงชายไม่มัวเมา
 พวกเรานั้นไร้ความเฉื่อยชา
 ดอกไม่เบ่งบานทุกเวลา
 มาเถิดเชิญมาครูจะบอกธรรมนำทาง
  ร่วมกันสร้างชีวีให้สดใส
  เอาน้ำใจรดใจให้งอกงาม
  สักสันหนึ่งท้องฟ้าเป็นสีคราม
  ชีวิตงดงามได้ชุ่มฉ่ำและชื่นใจ

 ครู  คือ  เรือจ้าง  คอยรับและไปส่งลูกศิษย์สู่จุดหมายปลายทางที่ปรารถนาด้วยเรือ  คือความรู้  ฝ่าคลื่น  ฝืนลมแรง  ข้ามน้ำข้ามมหาสมุทรถึงจุดหมายปลายทางแล้ว ก็จอดเรือรอคอยที่ท่าน้ำ  เพื่อทำหน้าที่เรือจ้างอย่างนี้อีกวันแล้ววันเล่าเดือนแล้วเดือนเล่า ปีแล้วปีเล่า  อย่างไม่เบื่อ  ไม่บ่น  อดทน  อดกลั้น  บากบั่น ทำหน้าที่ครูอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย  นี่แหละ  “ชีวิตครู”ชีวิตครู
คิดดูชีวิตนี่หนา  แต่ก่อนแต่ไรไหนมา โอ้วาสนาไม่เคยเฟื่องฟู มีบางครั้งกับยังต้องโดนลบหลู่  ลูกศิษย์ที่คิดล้างครูมีอยู่อักโข
 คิดดูชีวิตครูที่ทน  อบรมบ่มความรู้จน  ลูกศิษย์ได้ผลต่อไปใหญ่โต  เป็นเจ้าขุนมูลนายมากมายดูโก้  ครูเล่าอับเฉาดั่งโค  อยู่นาสาโทต่อไปเหมือนเรือจ้างลอยคว้างรับส่ง มีคนโดยสารมาลงแจวส่งถึงฝั่งดั่งใจ ส่งแล้วก็แจวไปรับใหม่ หมุนเวียนไม่เปลี่ยนแปรไป อาภัพกระไรนี่ชีวิตครูคิดไปน่าน้อยใจโชคชะตา  อบรมบ่มความรู้มา ลูกศิษย์ลูกหาไม่มาใฝ่ดู  ไปได้ดีมั่งมีรุ่งเรืองเฟื่องฟู ลูกศิษย์ใดคิดถึงครู  ให้จงเฟื่องฟูรุ่งเรือง

 ครู  คือ  นายช่าง  ทำงานช่างสร้างลูกศิษย์และสังคม  ด้วยงานช่าง ๑๐ หมู่  ดังต่อไปนี้
 ๑.  ช่างแกะ
 ๒.  ช่างชัก
 ๓.  ช่างสลัก
 ๔.  ช่างกลึง
 ๕.  ช่างปั้น
 ๖.  ช่างวัด
 ๗.  ช่างขัด
 ๘.  ช่างตี
 ๙.  ช่างสี
 ๑๐. ช่างวาด
 ครูเป็นนายช่าง คอยแกะ คอยชัก คอยสลัก คอยกลึง คอยปั้น คอยวัด คอยตี คอยสี คอยวาด แต่งแต้มตบแต่งลูกศิษย์ให้เป็นคนมีคุณ ๕ อย่าง  คือ
 ๑.  คุณสมบัติ
 ๒.  คุณวุฒิ
 ๓.  คุณธรรม
 ๔.  คุณภาพ
 ๕.  คุณประโยชน์
 ครูจึงคือ “สถาปนิกและวิศวกรของสังคม” อย่างแท้จริง


 ครู  คือ  แม่พิมพ์  ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีของลูกศิษย์และของสังคม เพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ  มีความรู้คู่คุณธรรมสมบูรณ์ด้วย “วิชชาจรณสมบัติ”
 ครูเป็นแม่พิมพ์ของชาติ ทำงานการพิมพ์  ๓  ประการ  คือ
 ๑.  พิมพ์ตน
 ๒.  พิมพ์คน
 ๓.  พิมพ์งาน
แม่พิมพ์ของชาติ
 แสงเรืองเรืองที่ส่องประเทืองอยู่ทั่วเมืองไทย  คือแม่พิมพ์อันน้อยใหญ่ โอ้ครูไทยในแดนแหลมทอง  เหนื่อยยากอย่างไรไม่เคยบ่นไปให้ใครเขามอง 
ครูนั้นยังลำพองในเกียรติของตนเสมอมาที่ทำงานช่างสุดกันดารในป่าดงไพร ถึงจะไกลก็เหมือนใกล้เร่งรุดไปให้ทันเวลา  กลับบ้านไม่ทัน  บางวันต้องไปอาศัย
หลวงตา ครอบครัวคอยท่าไม่รู้ว่าไปอยู่ไหนถึงโรงเรียนก็เจียนจะสายจวนได้เวลา  เห็นศิษย์รออยู่พร้อมหน้า  ต้องรีบมาทำการสอน  ไม่มีเวลาที่จะได้มาหยุดพอ
พักผ่อน  โรงเรียนในดงป่าดอน ให้โหยอ่อนสะท้อนอุราชื่อของครูฟังดูก็หรูชวนชื่นใจ  งานที่ทำก็ยิ่งใหญ่ สร้างชาติไทยให้วัฒนา ฐานะของครูใครใครก็รู้ว่าด้อย
หนักหนา  ยังสู้ทนอุตส่าห์สั่งสอนศิษย์มาเป็นหลายปีนี่แหละครูที่ให้ความรู้อยู่ทั่วเมืองไทย หวังสิ่งเดียวคือขอให้เด็กของไทยในพื้นธานี  ได้มีความรู้เพื่อช่วยเชิดชู
ไทยให้ผ่องศรี  ครูก็ภูมิใจที่สมความเหนื่อยยากตรากตรำมา
ครูสอนอย่างไร  ทำได้อย่างนั้น
(ยถาวาที  ตถาการี)
    สั่งสอนคนอื่นอย่างไรบ้าง
    ครูควรสร้างตนเหมือนที่เตือนเขา
    พึงฝึกตนให้ดีก่อนที่เรา
    ตนนี้เล่า…ฝึกยากลำบากจัง
ครูทำอย่างไร  สอนได้อย่างนั้น
(ยถาการี  ตถาวาที)
    วางตนไว้ในความดีงามก่อน
    จึงค่อยสอนใครใครในภายหลัง
    เป็นครูคนขวนขวายหมายระวัง
    ไม่พลาดพลั้งเศร้าหมองเรื่องของตน
หน้าที่ของครู
หน้าที่ของครู  คือ  ภารกิจในความรับผิดชอบของครู  ซึ่งครูจักต้องคอยเลี้ยงดู  เอาใจใส่ดูแล รับเป็นภาระ ดุจ “ภริยาของตน”
ภาระ  แปลว่า  สิ่งที่หนัก
ภริยา  แปลว่า  บุคคลที่ต้องเลี้ยงดู
ดังนั้น  หน้าที่ของครูจึงเป็นสิ่งที่หนักและจักต้องเลี้ยงดูทอดทิ้งไม่ได้  ดุจภรรยาและลูกน้อยฉะนั้น
บุคคลผู้เป็นครูควรหมั่นดูแลรักษาสุขภาพ “ใบหน้า” ของตนอยู่เสมอ ได้แก่ หน้า ๓ หน้า  ต่อไปนี้  คือ
๑.  หน้านอก บอกความสดใส
๒.  หน้าใน  บอกความดี
๓.  หน้าที่  บอกความสามารถ

“การศึกษาเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญยิ่งของมนุษย์  คนเราเมื่อเกิดมาก็ได้รับการสั่งสอนจากบิดามารดาอันเป็นความ
รู้เบื้องต้นเมื่อเจริญเติบโตขึ้นก็เป็นหน้าที่ของครูและอาจารย์  สั่งสอนให้ได้รับวิชาความรู้สูงและอบรมจิตใจให้ถึง
พร้อมด้วยคุณธรรมเพื่อจะได้เป็นพลเมืองดีของชาติสืบต่อไป  งานของคนที่เป็นครูจึงเป็นงานที่สำคัญยิ่ง ท่านทั้งหลา
ยซึ่งจะออกไปทำหน้าที่ครูจะต้องตั้งมั่นอยู่ในหลักศีลธรรม  และพยายามถ่ายทอดวิชาความรู้แก่เด็กให้ดีที่สุดที่จะทำได้
นอกจากนี้  จงวางตนให้สมกับที่เป็นครู  ให้นักเรียนมีความเคารพนับถือ และเป็นที่เลื่อมใสไว้วางใจของผู้ปกครองนักเรียนด้วย”
พระบรมราโชวาท
๑๓  ธันวาคม  ๒๕๐๕

หน้าที่มีคุณประโยชน์  ๗  ประการ  ดังต่อไปนี้
๑.  สร้างความรัก  (ปิยะ)
๒.  สร้างความเคารพ  (คุรุ)
๓.  สร้างที่พึ่งที่ระลึก  (สรณียะ)
๔.  ไม่ก่อความแตกแยก  (อวิคคหะ)ล
๕.  ไม่เกิดการทะเลาะโต้เถียง  (อวิวาทะ)ล
๖.  สร้างความเสมอภาคสมัครสมาน  (สามัคคี)
๗.  รวมกันเป็นหนึ่งเดียว  (เอกีภาพ)

หากครูหรือบุคคลที่มีหน้าที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่  ละเว้นหน้าที่  หือหลีกเลี่ยงหน้าที่แล้ว  ย่อมก่อให้เกิด  “โทษของการไม่ปฏิบัติหน้าที่”  ๗  ประการ  ดังต่อไปนี้
๑.  เป็นคนอัปปรีย์น่าเกลียด  (อัปปิยะ)
๒.  ไม่มีคนเคารพนับถือ  (อคารวะ)
๓.  เป็นคนไร้ที่พึ่ง  พึ่งไม่ได้  ไม่มีใครคิดถึง  (อสรณียะ)
๔.  ก่อความแตกแยก  (วิคคหะ)
๕.  ทะเลาะวิวาท  (วิวาทะ)
๖.  ขาดความเสมอภาค  ไม่สมัครสมาน  (อสมัคคะ)
๗.  รวมคน  รวมงานเป็นหนึ่งไม่ได้  (อเนกีภาพ)
คนที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่  คือ  คนไม่รักษาหน้า  คนเสียหน้า  คนไม่มีหน้า  ถือได้ว่าเป็น  “คนพิการ”  ประเภทหนึ่งซึ่งเป็นคนพิการที่มีอันตรายต่อสังคมมากที่สุด
ยิ่งกว่าคนพิการตัวจริง  เสียงจริงเป็นร้อยเท่าทวีคูณ


หลักสูตรของครู 
 หลักสูตรของครู  คือ  กระบวนการเรียนการสอนของครูประกอบด้วยองค์ความรู้  แรงจูงใจให้รู้  การปฏิบัติ  การวัดผล  และการขยายผลแห่งการ
เรียนรู้นั้น  สู่ลูกศิษย์และสู่สังคม
 หลักสูตรของครู  ประกอบด้วย  กระบวนการเรียนการสอนดังต่อไปนี้
๑.  เตรียมการสอน
 ๑.  เตรียมการสอน  (อาวาสสัปปายะ)
 ๒.  เตรียมสื่ออุปกรณ์การสอน  (อาหารสัปปายะ)
 ๓.  เตรียมคนสอน  (ปุคคลสัปปายะ)
 ๔.  เตรียมเรื่องสอน  (ธัมมสัปปายะ)
 ๕.  เตรียมกิจกรรม  (อิริยาปถสัปปายะ)
 ๖.  เตรียมสิ่งแวดล้อม  (อุตุสัปปายะ)
 ๗.  เตรียมชุมชน  (โคจรสัปปายะ)

๒.  หลักการสอน
 ๑.  สอนให้รู้จัก  เรียกว่า  ปริยัติ
 ๒.  สอนให้รู้จริง เรียกว่า  ปฏิบัติ
 ๓.  สอนให้รู้แจ้ง เรียกว่า  ปฏิเวธ
๓.  กลยุทธการสอน
 ๑.  ปราบแล้วสอน เรียกว่า  อิทธิปาฏิหาริย์
 ๒.  ปลุกแล้วสอน เรียกว่า  อาเทสนาปาฏิหาริย์
 ๓.  ปลอบประโลมสอน  เรียกว่า  อนุสาสนีปาฏิหาริย์
๔.  วิธีการสอน
 ๑.  ชี้หลัก  ด้วยวิชาการ  (สันทัสสนา)
 ๒.  ชักชวน  ด้วยกิจกรรม  (สมาทปนา)
 ๓.  ปลุกใจ  ด้วยเกม  (สมุตเตชนา)
 ๔.  ให้เพลิน  ด้วยเพลง  (สัมปหังสนา)
๕.  ผลสำเร็จของการสอน  คือ  การที่ลูกศิษย์ได้รับ ปริญญา ๓ ใบ ดังนี้
 ๑.  รู้ดี   เรียกว่า  ญาตปริญญา
 ๒.  มีเหตุผล  เรียกว่า  ตีรณปริญญา
 ๓.  หลุดพ้นอวิชชา เรียกว่า  ปหานปริญญา
หากครูดำเนินการเรียนการสอนตามหลักสูตรที่กล่าวมานี้ย่อมสามารถพัฒนาตน พัฒนาคน พัฒนางาน และพัฒนาบ้านเมืองได้อย่างดียิ่ง โดยไม่ต้องสงสัยเลย
๖.  สื่อการสอน
 สื่อการสอนที่ดีที ๒ ประเภท คือ
 ๑.  สื่อภายใน  ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เรียกว่า  อายตนะภายใน ๖
 ๒.  สื่อภายนอก  ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส ผัสสะ และอารมณ์ เรียกว่าอายตนะภายนอก ๖
 สื่อภายนอก  ยังแบ่งออกไปอีกเป็น ๒ ชนิด  คือ  สื่อธรรมชาติ ได้แก่ คน สัตว์ พืช วัตถุ สิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติทุกอย่าง  และ 
สื่อประดิษฐ์  ได้แก่  สิ่งที่เราสร้างขึ้น จัดทำขึ้น
 ครูที่ดี  ครูที่มีความสามารถ  ครูที่ฉลาด อย่าพลาดสื่อการสอนเหล่านี้
๗.  ลูกศิษย์
 ลูกศิษย์ที่ครูสอน  มี ๔ ประเภท  คือ
 ๑.  หัวไวใจสู้   เรียกว่า  พวกบัวพ้นน้ำ
      (อุคฆติตัญญู)
 ๒.  รอดูจังหวะ เรียกว่า  พวกบัวปริ่มน้ำ
      (วิปจิตัญญู)
 ๓.  พอจะแนะนำ เรียกว่า  พวกบัวใต้น้ำ
      (เนยยะ)
 ๔.  ต่ำต้อยติดตม เรียกว่า  พวกบัวติดตม
      (ปทปรมะ)
 ตามหลักพระพุทธศาสนาบอกว่า  สอนได้ทุกประเภทครูอย่าท้อนะ…
หลักสูตรการสร้างคน
มีหลักสูตรที่ดีมีครูสอน
ดับโลกร้อนด้วยศีลธรรมนำคนสู้
เทพเต็มบ้าน  มาไม่มี…ดีเฟื่องฟู
ศิษย์กับครูคือแบบอย่างการสร้างคน
งามอย่างครู
 บุคคลผู้ได้รับการเคารพยกย่องและนับถือว่า “ครู” ย่อมมีความงามสมกับความเป็นครู  ในฐานะที่เป็น  คุรุฐานียบุคคล  โดยแท้
 งามอย่างครู ประกอบด้วย “ความงาม” ๔ อย่าง ดังต่อไปนี้

 ครู  คือ  บุคคลผู้งดงามด้วยรูปร่างหน้าตา กิริยามารยาท ความสะอาด มีระเบียบวินัยทางร่างกายที่ดี  ใครได้พบเห็นก็เป็นมงคลทั้งแก่ตนและคนอื่น
 ในขณะที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ของครู  ครูต้องระมัดระวังตั้งใจ อย่าให้เกิด “กายภาษา” (Body  Language) ในท่าที่ติดลบ  ดังต่อไปนี้
 ๑.  คนขี้ยา
 ๒.  ชิงหาหลัก
 ๓.  ไม้ปักรั้ว
 ๔.  ชะมดติดจั่น
 ๕.  กังหันต้องลม
 ๖.  ชมท้องฟ้า
 ๗.  ท้าชกมวย
 ๘.  ช่วยรถติดหล่ม
 ๙.  ก้ม ๆ เงย ๆ
 ครูต้องพยายามระมัดระวังป้องกันตนเองไม่ให้เกิด “ขยะท่าทาง” ดังต่อไปนี้
 ๑.  แลบ
 ๒.  ล้วง
 ๓.  แคะ
 ๔.  แกะ
 ๕.  เกา
 ๖.  หาว
 ๗.  โยก
 ๘.  ถอน
 ๙.  ค้อน
 ๑๐.กะพริบ
ครูต้องหมั่น “บริหารกาย” ให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ  ต้องรู้จัก  “แต่งกาย”  ให้สวยงามสมกับความเป็นครู ในความหมายสูงสุด  คือ  ไม่ประกอบวจีทุจริต นั่นเอง


 ครู  คือ  บุคคลผู้งดงามด้วยเสียง  ประกอบด้วยความงามในการพูด บอก กล่าว ด้วยเสียงที่ดีที่ประเสริฐ ดุจ “เสียงของพรหม”  ๘ ลักษณะ  ดังต่อไปนี้
 ๑.  ไพเราะ  (วิสสัฏโฐ)
 ๒.  ชัดเจน  (วิญเญยโย)
 ๓.  นุ่มนวล  (มัญชุ)
 ๔.  ชวนฟัง  (สวนีโย)
 ๕.  กลมกล่อม  (พินทุ)
 ๖.  ไม่แตกพร่า  (อวิสารี)
 ๗.  ลึกซึ้ง  (คัมภีโร)
 ๘.  ก้องกังวาล  (นีนนาที)
 ครูต้องพยายามฝึกฝนอบรมตน หมั่น “บริหารวาจา” ให้มีความงาม ทั้ง ๘ อย่าง ให้ได้ ต้องรู้จัก “แต่งเสียง” ให้สวยงามสมกับความเป็นครู 
ในความหมายสูงสุด  คือ  ไม่ประกอบวจีทุจริต  นั่นเอง

 ครู  คือบุคคลผู้งดงามด้วยความประพฤติ  ปฏิบัติขัดเกลาตนเอง ตั้งมั่นอยู่ในความดีงามสมกับความเป็นครูอยู่เสมอ
 ครูต้องขยันหมั่นพยายามลด ละ เลิกความประพฤติที่ติดลบ น่ารังเกียจ ๙ ประการ  ดังต่อไปนี้
 ๑.  โดดเดี่ยว
 ๒.  ดื้อยา
 ๓.  กบในกะลา
 ๔.  น้ำชาล้นถ้วย
 ๕.  ป่วยไม่รักษา
 ๖.  แสวงหาแต่ประโยชน์ตน
 ๗.  มองคนในแง่ร้าย
 ๘.  จิตใจไม่สะอาด
 ๙.  ตกเป็นทาสอบายมุข
 ครูต้องพยายามฝึกฝนอบรมตนเองด้วยการ “บริหารใจ” ให้มีความงามอยู่เสมอ  ต้องรู้จัก  “แต่งใจ”  ให้งดงามสมกับความเป็นครู  ด้วยความประพฤติที่บวก  น่ารัก ๑๑ ประการ ต่อไปนี้
 ๑.  มนุษย์สัมพันธ์ดี
 ๒.  รับผิดชอบต่อหน้าที่
 ๓.  เชื่อมั่น
 ๔.  ความคิดสร้างสรรค์
 ๕.  แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้
 ๖.  อดทน
 ๗.  เสียสละ
 ๘.  อารมณ์ร่าเริงแจ่มใส
 ๙.  มีความรักให้
 ๑๐.ซื่อสัตย์
 ๑๑.รับฟังความคิดเห็น
 โดยความหมายสูงสุด  ก็คือ  ไม่ประกอบมโนทุจริต นั่นเอง


 ครู  คือ  บุคคลผู้งดงามด้วยความรู้  ความสามารถ ความเฉลียวฉลาด เป็นนักปราชญ์ เปี่ยมด้วยสติปัญญา  ครูที่ดีคือครูที่มีความงามด้วย “สัปปุริสธรรม”
 อันเป็นองค์ความรู้ ๗ ประการ  คือ
 ๑.  รู้เหตุ   (ธํมมัญญุตา)
 ๒.  รู้ผล  (อัตถัญญุตา)
 ๓.  รู้ตน  (อัตตัญญุตา)
 ๔.  รู้ประมาณ  (มัตตัญญุตา)
 ๕.  รู้กาลเวลา  (กาลัญญุตา)
 ๖.  รู้คน  (ปุคคลัญญุตา)
 ๗.  รู้ชุมชน  (ปริสัญญุตา)
งามอย่างครู  โดยสรุป คือ
รูปร่างหน้าตา
วาจาต้องใจ
ภายในยอดเยี่ยม
เปี่ยมด้วยความรู้

อนาคตเด็กไทยในมือครู
 คอยครู
ทำไมครูที่นี่มีน้อยนัก
เด็กเด็กมักถามถึงครูอยู่เสมอ
ครูคนใหม่อยู่ไหนกันเล่าเออ
เด็กชะเง้อคอยครูอยู่ทุกวัน
 ครูมากมายมีไหมในวันนี้
 ที่ยินดีอยู่บ้านป่าอาสาสอน
 ร่วมทุกข์สุขกับเด็กในดงดอน
 เอื้ออาทรสอนสั่งอย่างตั้งใจ

ครูไปแล้วทำไมไม่ยอมกลับ
หรือใครจับครุไว้ที่ไหนหนอ
เด็กเพียรถามหน้าเศร้านั่งเฝ้ารอ
น้ำตาคลอ…ที่นี่…ไม่มีครู”

ถิ่นไทยในป่ากว้าง  ห่างไกล
แสงวัฒนธรรมใด  ส่องบ้าง
เห็นเทียนรำไร   เล่มหนึ่ง
ครูนั้นแหละอาจสร้าง  เสกให้ชัชวาล ฯ

 มือครู  คือ  มือนายช่าง  ผู้สร้างมนุษย์ สร้างสังคม และสร้างโลก  เป็นมือที่ซื่อตรง และเป็นมือที่เสียสละ เพื่อสร้างลูกศิษย์ให้มีชีวิตที่เหมาะสม
 ลูกศิษย์ เจริญรุ่งเรืองด้วยมือครูซึ่งเป็นมือนายช่าง ๑๐ มือดังต่อไปนี้
 ๑.  มือแกะ
 ๒.  มือสลัก
 ๓.  มือชัก
 ๔.  มือกลึง
 ๕.  มือปั้น
 ๖.  มือวัด
 ๗.  มือขัด
 ๘.  มือตี
 ๙.  มือสี
 ๑๐.มือวาด

มือแกะ  ครูจะประคับประคองลูกศิษย์ด้วยความทะนุถนอม ค่อย ๆ แกะชีวิตลูกศิษย์ตามแบบที่เขียนไว้ ด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง
มือสลัก ครุจะค่อย ๆสลักลายต่าง ๆสร้างชีวิตลูกศิษย์อย่างสวยงาม ด้วยลวดลายความรู้และความประพฤติที่ดี
มือชัก  ครุจะคอยชักนำลูกศิษย์ไปในทางที่ดี พร้อมทั่งชักกระตุกเตือนสติให้หลีกหนีความชั่ว สิ่งที่มีโทษต่าง ๆ
มือกลึง  ครูจะคอยกลึงชีวิตลูกศิษย์ให้เกลี้ยงเกลา กลมกลืนไร้เสี้ยนหนาม ไร้ความหยาบกระด้าง
มือปั้น  ครูจะค่อย ๆปั้นแต่งชีวิตลูกศิษย์อย่างทะนุถนอมให้เป็นรูปปั้นตามที่ประสงค์ ระมัดระวังไม่ให้แตก  ไม่ให้บุบสลายดังปฎิมากรชิ้นเอก
มือวัด  ครูเป็นผู้วัดระดับชีวิตของลูกศิษย์ วัดความเจริญก้าวหน้า วัดความรู้ และความเป็นคนอยู่เสมอ
มือขัด  ครูจะคอยขัดเกลาชีวิตของลูกศิษย์ให้งดงาม เป็นเงาวาววับ เปล่งประกายเจิดจ้าโดดเด่น
มือตี ครูจะคอยขัดเกลาชีวิตของลูกศิษย์ไม่ให้หลงไปในทางชั่ว ตีกรอบชีวิตลูกศิษย์ให้อยู่ในครรลองที่ดีงาม  และตีกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่ลูกศิษย์
ดุจช่างหม้อตบแต่งหม้อดินของตน
มือสี ครุจะคอยแต่งแต้มสีชีวิตให้แก่ลูกศิษย์ให้งดงามด้วยความรู้ ความงาม ความดี และความจริง ด้วยสีที่งดงามที่ดีที่สุดดุจวิจิตรศิลป์ชั้นเยี่ยม
มือวาด ครูเป็นผู้วาดชีวิตของลูกศิษย์ ให้เป็นภาพที่ตนปรารถนา เป็นภาพที่สวยงาม มีคุณค่าและความสำคัญ ดุจจิตรกรเอกของโลก

มือครู คือ มือพิมพ์
ครูจะพิมพ์ชีวิตของลูกศิษย์เป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับครูซึ่งเป็นแม่พิมพ์ หากแม่พิมพ์ดี ลูกพิมพ์ก็ดีด้วย หากแม่พิมพ์เลวลูกพิมพ์ก็เลวเช่นเดียวกัน

มือครู คือ หัตถาครองพิภพ
อนาคตของเด็กและเยาวชนทุกคนที่เกิดมาล้วนอยู่ใน มือครู  ขึ้นอยู่กับครูว่าจะสร้าง จะรักษา หรือจะทำลายเพราะมือครูคือ หัตภาครองพิภพ จะบวกหรือ
ลบชีวิตลูกศิษย์ได้ทั้งนั้น

แม่ปูสอนลูกปู
แม่ปูสอนลูกปูดูอย่างแม่
ทั้งที่แท้แม่เดินเกเที่ยวเฉไฉ
ลูกจะเดินตรงทางถูกได้อย่างไร
จะสอนใครควรเริ่มต้นด้วยตนเอง !

ครูสอนฉัน
 ครูสอนฉันว่าบุหรี่มีโทษมาก  แต่ที่ปากครูมีบุหรี่อยู่
และที่เห็นเลาเลากระเป๋าครู   ซองบุหรี่ที่รู้ครูเพิ่งซื้อ
 ครูสอนฉันว่าสุราพาเกิดโรค  ร่างกายโศกโทรมไปมิใช่หรือ
แต่เช้าเย็นเห็นครูแก้วคู่มือ   แถมบางมื้อหนักแท้แผ่สบาย
 ครูสอนฉันการพนันมันร้างผลาญ ทั้งเงินบ้านไร่นาพาฉิบหาย
ใครลองแล้วหลงมันอันตราย   แต่ให้ตายเถอะวงไผ่นั่นไงครู
 ครูสอนฉันให้รู้จักรักสะอาด  อย่างทิ้งเศษกระดาษหมั่นกวาดถู
รอยเท้าใครย่ำเดินเชิญผินดู             รอยเท้าครูเหยียบใหม่ ๆครูไม่เช็ด
 ครูสอนฉันให้รู้จักรักหน้าที่  งานใดมีมอบหมายควรให้เสร็จ
ถึงชั่วโมงไม่เข้าห้องครูส่องเพชร  ใครจะเม็ดใหญ่กว่ากันให้ฉันรอ
 ในสิ่งที่ครูห้ามปรามว่าชั่ว  ก็มีอยู่ในตัวครูหลายข้อ
คำสั่งสอนทุกอย่างงามละออ   จะเชื่อก็แปลกใจไยครูทำ

เด็กถามครู
ทำไมครูชอบมาสาย
ทำไมครูชอบขายของผ่อน
ทำไมพ่อแง่แม่งอน
ทำไมไม่สอนตรงเวลา

ทำไมครูชอบแก่งแย่ง
ทำไมครูชอบแข่งกันสวย
ทำไมชอบอวดร่ำรวย
ทำไมเล่นหวย เล่นแชร์

ทำไมไม่ตรวจการบ้าน
ทำไมทำการสอนแย่
ทำไมครูชอบรักแก
ทำไมเห็นแก่ตัวจัง


ครูถามเด็ก
 ทำไมครูถามไม่ตอบ
 ทำไมไม่ชอบอ่านเขียน
 ทำไมชอบหนีโรงเรียน
 ทำไมไม่ชอบทำดี

 ทำไมจึงชอบแกล้งเพื่อน
 ทำไมเสื้อเปื้อนป่นปี้
  ทำไมไม่สามัคคี
  ทำไมไม่ชอบตีต่อกร
 
  ทำไมไม่ทำการบ้าน
  ทำไมดื้อด้านยามสอน
  ทำไมมาเรียนหลบนอน
  ทำไมครูสอนไม่จำ
(จากนักเรียนและครูโรงเรียนนกฮูกวิทยา)

ครู  คือ  สถาปนิกชั้นยอด
  ครูจะบอกลูกศิษย์ให้มีชีวิตที่ดีที่สุด มั่นคงที่สุด มีคุณภาพที่สุด มีคุณประโยชน์ที่สุด ต่อสังคมและประเทศชาติครูหวังว่า
ลูกศิษย์คือผลงานการออกแบบที่ดีที่สุดของครู
ครู  คือ วิศวกรรมชั้นเยี่ยม
 ครูจะสร้างลูกศิษย์ให้เจริญรุ่งเรือง ก้าวหน้า มั่นคง และมั่งคั่งที่สุด  ให้ยั่งยืนยาวนาน ครูจะควบคุมการก่อสร้างทั้งหมดด้วยตัวครูเอง
หวังว่าสักวันหนึ่งผลงานการก่อสร้างของครูชิ้นนี้จะเป็น  หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก

ครู  คือ  ผู้เจียระไนเพชร
 ครู คือ ผู้เจียระไนเพชร ลูกศิษย์เป็นเพชรเม็ดงามที่สุดที่ครูจะเจียรไน  หวังว่า ครูคงเป็นช่างเจียรไนที่ดีนะ  และเช่นเดียวกัน เพชรที่
ครูจะเจียระไน คงจะเป็น เพชรน้ำเอกที่เยี่ยมที่ดีที่สุดในโลก
 มีคนเขาบอกว่า การเจียระไนเพชรนั้นมีหลายระดับฝีมือเพชรก็เช่นเดียวกัน มีทั้งยอดเยี่ยมและยอดแย่  ดังนี้
 ๑.  ผู้เจียนระไนชั้นแย่  -  เพชรชั้นแย่
ตโม  ตมปรายโม
 ๒.  ผู้เจียระไนชั้นแย่  -  เพชรชั้นเยี่ยม
ตโม  โชติปรายโน
 ๓.  ผู้เจียระไนชั้นเยี่ยม  -  เพชรชั้นแย่
โชติ  ตมปรายโน
 ๔.  ผู้เจียระไนชั้นยอด  -  เพชรชั้นเยี่ยม
โชติ  โชติปรายโน
 หวังว่า  ครูกับลูกศิษย์ทุกคน คงจะเป็นผู้เจียระไนชั้นเยี่ยมและเพชรชั้นยอดของกันและกันนะ

ครูคือผู้ปลูกต้นไม้
   ครู คือ ผู้ปลูกต้นไม้   ต้นไม้ที่ควรปลูกมีหลายพันธุ์ หลายชนิด  ดังต่อไปนี้
 ๑.  ไม้ล้มลุก
 ๒.  ไม้ยืนต้น
 ๓.  ไม้ดอก
 ๔.  ไม้ประดับ
 ๕.  ไม้ผล
 ครูคิดไม่ตกว่า   ครูจะปลูกไม้ชนิดไหนและพันธุ์ใดดี หากครูเลือกได้  แต่ครูมีสิทธิ์หรือเปล่าที่จะเลือกคัดชนิดและพันธุ์ไม้ด้วยตัวครูเอง 
ครูคิดว่าไม่มีสิทธิหรอกนะ ถ้าอย่างนั้น ครูจะปลูกมันทั้งหมดนั้นแหละ
 ต้นไม้ของครูคงจะมีคนสนใจบ้างหรอก  น่าจะขายได้เพราะบางคนก็ชอบไม้ดอก ไม้ประดับ หรือไม้ผล  ขึ้นอยู่กับว่า เขาจะนำไปใช้ประโยชน์อะไร
 แต่หากให้ครูเลือกที่จะปลูกจริง ๆแล้ว  ครูขอเลือกที่จะปลูก ไม้ยืนต้น และ  ไม้ผล  ก็แล้วกันนะ เพราะอะไรหรือก็เพราะ
 ไม้ยืนต้น  มีรากแก้วและละต้นที่แข็งแรง  มีแก่ที่ดี  มีเปลือก มีกระพี้ มีกิ่ง มีก้าน สาขาเด่นสง่า มีใบ มีดอก และมีผลที่สวยงาม  ปลูกเพียง
ครั้งเดียวดูแลดี ๆ มีคุณประโยชน์ต่อเราตลอดชีวิตเลย
 ไม้ผล  เก็บผลไว้กินก็ได้ นำผลไปเพาะขยายพันธุ์นำไปปลูกใหม่ได้อีก ผลเดียวต้นเดียวงอกงามได้เป็นหลายร้อยหลายพันต้น
และหลายล้านผล
 ครูอยากให้ลูกศิษย์ของครูทุกคนเป็น  ไม้ยืนต้น  และเป็นไม้ผล  ครูจะปลูกไปทั่วประเทศไทยเลย และทั่งโลกด้วย
 ครูไม่อยากให้ลูกศิษย์ของครูเป็น  ไม้ดอก  หรือ  ไม้ประดับ  หรือไม้ล้มลุก  ที่หาแก่นสารสาระใด ๆไม่ค่อยจะได้ดูแลรักษาก็ยาก ปลูก
ตามฤดูกาล  ลงทุนก็สูง  ตายก็ง่าย เสียเวลามากด้วย

ต้นไม้ของครู
 นานมาแล้ว ครูได้ปลูกต้นไม้ไว้ต้นหนึ่ง เพื่อบังลมหนาวและคอยให้ร่มเงา  ปลูกไง้เพื่อพวกเราทุก ๆคน
 ครูใช้เหงื่อแทนน้ำรดลงไป  เพื่อให้ผลิดอกออกกผล ให้เราทุก ๆคนเติบโตอย่างร่มเย็นในบ้านเรา
 ผ่านมาแล้วนั้นหลายปีต้นไม้นั้นสูงใหญ่  ลมแรงเท่าไรก็บรรเทา ออกผลให้เก็บกิน  แตกใบให้ร่มเงา คอยดูแลเราตลอดไป
 จวบวันนี้  ใต้เงาแห่งต้นไม้ต้นใหญ่  เราจะอยู่จะคอยอาศัย  แผ่ดินที่กว้างไกล  แต่ครุว่าหัวใจของเรากว้างกว่า
 เราจะอยูตรงนี้และยังอยู่  และจะอยู่เพื่อคอยรักษา  จะรวมกันเข้ามา  และมีเพียงสัญญาในหัวใจ
 จากวันนี้  สักหมื่นปี  ต้นไม่ที่ครูปลูก  ต้องสวย ต้องงดงามและยิ่งใหญ่  สืบสานและติดตามจากความที่ครูตั้งใจ  เหงื่อเราจะเทไป   
ให้ต้นไม้ของเรายังงดงาม…….ยังงดงาม
(จากแบบเพลง  ต้นไม้ของพ่อ  )

ต้นไม้ของครู ครูเคยฝันเอาไว้ว่า  ครูจะปลูกต้นไม้ที่มี  “คุณสมบัติของต้นไม้ที่ดี”  ๑๐  ประการ  ดังต่อไปนี้

 ๑.  มีรากกตัญญูกตเวที
 ๒.  มีแก่นหิริโอตตัปปะ
 ๓.  มีเมล็ดสัจจะ
 ๔.  มีเปลือกทมะ
 ๕.  มีลำต้นขันติ
 ๖.  มีใบจาคะ
 ๗.  มีสะเก็ดทาน
 ๘.  มีดอกปิยะวาจา
 ๙.  มีกิ่งอัตถจริยา
 ๑๐.มีผลสมานัตตตา

ต้นยอ  กับ  กอไผ่
 ที่โรงเรียนของครู  ครูได้ปลูกต้นไม้สำคัญอยู่  ๒  ต้น  คือ  ต้นยอ กับ กอไผ่  ไว้เป็น  “เพื่อนคู่คิด  มิตรคู่คุย”
 ต้นไม้ทั้งสอง  เป็นต้นไม้ที่ดีมากเลย มันคอยช่วยครูบริหารงานโรงเรียนอยูเสมอยามที่ครูคิดอะไรไม่ออกก็บอกกับมันจึงทำให้
ครูประสบความสำเร็จอตลอดมา
 ครูให้ความนับถือต้นไม้ทั้งสองต้นนี้มาก  อยากจะยกย่องบูชามันให้เป็น  “ครูของครู”

ไม้เรียวของครู
 
 ไม้เรียวหลวงตาปรารถนาให้ความฉลาด
 กินข้าวก้นบาตรก็อาจเป็นรัฐมนตรี
 อย่าไปถือสา  เมื่อตอนหลวงตาจู้จี้
 เด็กวัดถมไปด้วยดี  ด้วยบารมีหลวงตา
  ไม้เรียวของครูให้ความรู้และความสามารถ
  มือครูสะอาดสร้างชาติให้สวยโสภา
  ดุจโคมสวรรค์ส่องชีวิตอันเจิดจ้า
  ศิษย์ครูได้รู้วิชาด้วยความเมตตาของครู
 ไม้เรียวอันน้อยเท่านั้น
 นายพลนายพันจึ่งมียศอันโก้หรู
 จากตัว ก.ไก่ เรื่อยไปถึง เอ ไอ ยู
 พระคุณของครูยิ่งใหญ่ดุจดังแผ่นฟ้า
  ไม้เรียวของครูให้ความรู้และความสามารถ
  มือครูสะอาดสร้างชาติให้พัฒนา
  อย่าจมเรือน้อยที่คอยรับคนข้ามท่า
  ไม่มี  ครูสอน ก.กา จะได้ปริญญาหรือไร

 ที่สวนหย่อมและสนามหญ้าบริเวณรอบ ๆ โรงเรียน ครูก็ได้ปลูกหญ้าแพรกแซกไปทั่วสนาม  ยังมีต้นดอกมะเขือ  และดอกเข็มแดงแซมแซง
ไปด้วย  ช่างสวยงามจริง ๆ
 ต้นไม้เหล่านี้  แม้มันจะเป็นแค่ไม้ดอกไม้ประดับ  มันก็ทำให้โรงเรียนของครูสวยงามและมีความหมายที่ดี
 ครูให้นักเรียนช่วยกันทำแปลง นาสาธิตอยู่แปลงหนึ่งข้างหลังอาคารเรียน  เอาไว้ให้นักเรียนปลูกข้าว  เพราะบ้านเราเป็นประเทศเกษตรกรรม
  พอถึงฤดูเก็บเกี่ยว เกี่ยวข้าวแล้ว  เราก็นำข้าวเปลือกมาคั่วเป็น  “ข้าวตอก”  แจกกันกินอย่างเอร็ดอร่อยดี
 ครูคิดว่า  หากลูกศิษย์ของครูทุกคน  เป็นดั่งหญ้าแพรก  ข้าวตอก  ดอกมะเขือ  และดอกเข็มแดง  คงจะดีไม่น้อยเลย  ครูคงจะไม่เหนื่อยเปล่า……….
โชคดีที่เชื่อครู
 อยู่บ้านเป็นคนดีต้องทำดีพ่อแม่สอนมา  อีกลุงป้าน้าอาสั่งสอนมาต้องสนใจ  ใครจะชวนหรือมายั่วยุ  จงกลัว  หนูจงอย่าเชื่อใคร  เพราะหนูยัง
เป็นเด็ก  อนาคตสดใส  ถ้ามีรอยด่างบนเส้นทางคงมืดมน
 เมื่อหนูมาโรงเรียน  ต้องพากเพียรทุกวิธี  เจอะแต่ครูดีดีท่านหวังดีกับหนูทุกคน  มีอะไรที่ยังไม่รู้  คุณครูท่านสอนท่านฝึกฝน  หนูจะสบาย 
ไม่ต้องกลัวอับจน  ไม่ต้องหมองหม่น  ถ้าหนูทุกคนเชื่อคุณครู
 [อยากให้ครูงามเด่นเช่นอาทิตย์
 ส่องชีวิตของมวลชนคนทุกถิ่น
 เป็นความหวังพลังขวัญจรรโลงจินต์
 ให้ชีวินพัฒนาเติบกล้าไกล
 เพราะครูเป็นพลังสังคมนี้
 สร้างชีวีพัฒนาเติบกล้าได้
 มีคุณครูคู่โลกาฟ้าอำไพ
 สร้างเด็กไทยเป็นเด็กดีที่โลกลือ
ครูคือกัลยาณมิตรของสังคม
 “ในบ้านเมืองนี้เราทุกวันนี้  มีเสียงกล่าวกันว่า  ความคิดจิตใจของคนเปลี่ยนไปในทางเสื่อม  ความประพฤติที่เป็นความทุจริตหลายอย่าง 
มีท่าทีจะกลายเป็นสิ่งที่คนทั่วไปพากันยอมรับและสมยอมให้กระทำได้เป็นธรรมดา  สภาพการณ์เช่นนี้ย่อมทำให้วิถีชีวิตของแต่ละคนมืดมัวลงไป
เป็นปัญหาใหญ่ที่เหมือนกระแสคลื่นอันไหลบ่าเข้ามาท่วมทั่วไปหมด  จำเป็นต้องแก้ไขด้วยการช่วยกันฝืนคลื่นที่กล่าวนั้น”
       พระบรมราโชวาท
          ๑๒  ธันวาคม  ๒๕๔๒
ประเทศไทยวันนี้
 ๑.  เศรษฐกิจไม่ดี
 ๒. สังคมมีปัญหา
 ๓. การพัฒนาไม่ยั่งยืน
สังคมไทยในวันนี้
 ๑. มองแคบ
 ๒. คิดใกล้
 ๓. ใฝ่ต่ำ
 ๔. มักได้
 ๖. มักลืม
 
มองแคบ
 สังคมไทยขาดวิสัยทัศน์พัฒนา  ไม่มี “สายตาแห่งอนาคต” คนไทยเป็นคนสายตาสั้น ซึ่งเป็นสายตาของผู้ตาม  ไม่ใช่ผู้นำแต่เป็น
สายตาของผู้ขอ  ไม่ใช่ผู้ให้แต่เป็นสายตาของผู้บริโภค  ไม่ใช่ผู้ผลิต  เป็นสายตาของผู้ล้าหลัง  ไม่ใช่ผู้ก้าวหน้า
 คนไทยเป็นคนที่มองไม่กว้าง มองไม่ไกล มองไม่รอบ และมองไม่ลึก
คิดใกล้
 สังคมไทยขาดการวางแผนที่ดีทั้งแผนระยะสั้นและแผนระยะยาวคนไทยเป็นคนขี้เกียจคิด ชอบทำงานตามคำสั่งไม่ใช้สมอง ไม่ทดลอง
สติปัญญา  ชอบให้คนอื่นคิดให้  พอให้คิดก็คิดไม่เป็น คิดไม่ถูกวิธี คิดไม่มีระเบียบ คิดไม่มีเหตุผล และคิดไม่เป็นกุศลใฝ่ต่ำ
 สังคมไทยขาดความอุสาหะ  หมดความบากบั่น  ไม่มุมานะพยายาม ไม่ใฝ่รู้ไม่สู้สิ่งยาก  คนไทยจึงเป็นคนที่ใจเสาะเปราะบาง  ไม่ชอบปีนป่ายภูเขา
แต่ชอบเอาตัวลงแม่น้ำเป็นโลกกลัวความสูงขึ้นสมอง  จึงใฝ่ต่ำทำอะไรตามใจเสมอ
มักได้
 สังคมไทยเป็นสังคมของความโลภ  อยากได้ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีความพอ  อยากได้เกินกำลังของตัว  เกินฐานะ  เกินความรู้เกินความสามารถ 
จึงต้องประพฤติทุจริตต่าง ๆ

มักง่าย
 สังคมไทยเป็นสังคมของความโกรธอารมณ์ร้อนและรุนแรงด่ากันง่าย ๆ ตีกันง่าย ๆ  ฆ่ากันง่าย ๆ  คนไทยเป็นคนมุทะลุ  วู่วาม และวุ่นวาย 
ขาดความอดทน  ไร้ความอดกลั้น  และไม่รู้จักอดออม
มักลืม
 สังคมไทยเป็นสังคมของความหลง  หลงลืมหน้าที่   หลงตัวเอง ลืมตัว ลืมฐานะ  ลืมสติ  ลืมบทบาทของตนเอง  พ่อลืมความเป็นพ่อ
 แม่ลืมความเป็นแม่  ลูกลืมความเป็นลูก  เพื่อนลืมความเป็นเพื่อน  ครูลืมความเป็นครู  พระลืมความเป็นพระ

ชีวิตคนไทยในวันนี้
 ชีวิตคนไทยในวันนี้  เหมือน “ละครน้ำเน่า”  ในทีวีหลายช่องดังนี้
 ๑.  เกิดแต่ตม   มีแต่ความโง่เขลาเบาปัญญา
 ๒.  บัวแล้งน้ำ   ขาดน้ำใจไมตรีที่ดีต่อกัน
 ๓.  บัลลังก์เมฆ  ชอบสร้างวิมานลอยกลางอากาศ
 ๔.  เทพบุตรสุดเวหา   ฝันหวานถึงเทพบุตรมาช่วย
 ๕.  อุ้งมือมาร   ท้ายสุดตกอยู่ในอุ้งมือมาร
 ๖.  ศรีษะมาร   ในหัวมีแต่บาปหยาบช้า
 ๗.  สุสานคนเป็น  มีชีวิตตายทั้งเป็น
 ๘.  นางทาส   รับใช้คนอื่น  พึ่งคนอื่นตลอด
 ๙.  คนละโลก   ขาดศีลธรรม  ชอบเข้าวิกมากกว่าเข้าวัด
 ๑๐.น้ำเซาะทราย  ใจเสาะเปราะบาง  ไม่สู้สิ่งยาก
 ๑๑.น้ำตาหยดสุดท้าย  ร้องไห้ง่าย  ไม่อดทน
 ๑๒.วันนี้ที่รอคอย  ชอบคอยโชคชะตา  ไม่หาโอกาส
 ๑๓.คู่กรรม   ปล่อยชีวิตตามยถากรรม
 ๑๔.ถนนสายสุดท้าย  รังเกียจศาสนาไม่ศึกษาปฏิบัติธรรม
 ภารกิจของครู  ก็คือ  พัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทย

บัวแล้งน้ำ
 คนเราต้องมีหัวใจ  ต้องมีเลือดเนื้อข้างใน  ต้องมีความดีคู่กายต้องมีความหมายในตัวเอง  อดีตที่เคยผ่านมา  เราคงต้องผ่านพ้นไป 
จะดีหรือเลวอย่างไรขึ้นอยู่กับใจเราเอง
 กระเสือกกระสนดิ้นรนกันไป  ก่อนเคยเลวร้าย  ก็ลืมให้ลงมีเพียงพรุ่งนี้เรื่องเก่า ๆ ก็ปลง  ด้วยใจซื่อตรง  เราคงได้ดี
 ถ้าบัวไม่มีรากใบ  คงมองไม่สวยเท่าไร  ถ้าบัวแล้งน้ำแห้งตายไม่เหลือความหมายให้ชวนมอง  คนเราก็คงเหมือนกัน  นึกฝันแต่ความยิ่ง
ใหญ่หลงลืมว่าเคยเป็นใคร  สุดท้ายก็บัวแล้งน้ำ
 
ความผิด  ๔  อย่างของคนไทยในวันนี้
๑.  ผิดกฎหมาย
๒.  ผิดขนบธรรมเนียม  จารีต  ประเพณี
๓.  ผิดศีล
๔.  ผิดธรรม

 ความผิด  ๔  อย่าง  คือ  “หมอนข้างของคนไทย”  บางคนไม่ผิดกฎหมาย  แต่ผิดขนบธรรมเนียม  จารีต  ประเพณี  บางคนไม่ผิดกฎหมาย
  แต่ผิดศีลธรรม  บางคนทำผิดครบทั้ง  ๔  อย่าง
 ภารกิจของครู  ก็คือ  ช่วยสังคมป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิด

 ความชั่วกับคนไทยวันนี้  แยกกันไม่ค่อยออก  แบบว่า “ไปไหนไปด้วย  เที่ยวไหนเที่ยวด้วย  กินไหนกินด้วย  นอนไหนนอนด้วย” กันทีเดียว
 ความชั่วกับคนไทยจึงเป็นสหายกัน  ๙  คู่ ต่อไปนี้
 ๑.  นายหมักกับนายดอง  เรียกว่า  อาสวะ
 ๒.  นายพัดกับนายท่วม  เรียกว่า  โอฆะ
 ๓.  นายประกบกับนายติด  เรียกว่า  โยคะ
 ๔.  นายผูกกับนายมัด   เรียกว่า  คัณฐะ
 ๕.  นายขังกับนายห่อ   เรียกว่า  อุปาทาน
 ๖.  นายห้ามกับนายขวาง  เรียกว่า  นิวรณ์
 ๗.  นายตามกับนายนอน  เรียกว่า  อนุสัย
 ๘.  นายลากกับนายจูง   เรียกว่า  สังโยชน์
 ๙.  นายเปื้อนกับนายสกปรก  เรียกว่า  กิเลส
 คนไทยกับความชั่วจึงสุมหัวทำความชั่วง่ายเหลือเกินทุกวันนี้  ไม่เลือกที่  ไม่เลือกคนซะด้วย  ใครหนอจะมาช่วยสังคมไทย ?  ให้สังคมไทยลอดลายความชั่วไปให้ได้
ภารกิจของครู  ก็คือ  กำจัดคนชั่วให้สังคม
 
 จากดวงใจที่ไร้ศีลธรรม  สร้างบาปกรรม  กระทำแต่ความล่มจม  โหดเลวทรามเหยียดหยามสังคม  ด้วยอารมณ์มัวเทาตัณหา
 ดั่งมีบุญเกื้อหนุนดวงใจ  ให้ห่างไกลทุกข์ภัยที่ทรมาใต้ร่มบุญพุทธศาสนา  เกิดปัญญามุ่งมาหาความดีงาม
 สร้างนิพพานการพ้นทุกข์คนประจักษ์  สร้างตำนานความรักระบือนาม  ให้กำเนิดหนุ่มสาวก้าวเดินตาม  ซึ่งล้วนเป็นผู้งดงามด้วยธรรมวินัย
 ช่วยสังคมล้มคนที่ทุจริต  ด้วยปัญญาความคิดที่เกรียงไกร  ล้างกิเลสเหตุร้ายศึกภายใน  เกิดที่ใจ…ดับที่ใจ  ไร้ทุกข์ระทม…
 ผ่านคืนวันอันพากเพียร  ประคองเทียนพุทธธรรมส่องนำสังคม  ชีพหยัดยืนฝ่าฝืนคลื่นลม  ไม่ยอมจมจิตใจ…ใต้ความเลวทราม
 (สมควร   เหล่าลาภะ/ประพันธ์)

 ตามหลักพระพุทธศาสนาว่าไว้  มีหนทางอยู่  ๗  สาย  ด้วยกันคือ
 ๑.  ทางไปนรก
 ๒.  ทางไปเปรต
 ๓.  ทางไปอสุรกาย
 ๔.  ทางไปสัตว์เดรัจฉาน
 ๕.  ทางไปมนุษย์
 ๖.  ทางไปสวรรค์
 ๗.  ทางไปนิพพาน
 โดยสรุป  หนทางมี  ๒  สาย  คือ
 ๑.  สายทุคติภูมิ
 ๒.  สายสุคติภูมิ
 คนไทยกำลังหลงทางเพราะกำลัง    “เห็นกงจักรเป็นดอกบัว  เห็นขี้วัวเป็นขนมเค้ก”  จึงพากันดิ่งซึ่งไปสู่เส้นทางสายทุคติภูมิเป็นส่วนมาก
ภารกิจของครู  ก็คือ  การบอกทางและนำทางให้สังคม
 
หลงอบาย
 สิ่งอบายทุกคนมั่นหมายในทางรื่นรมย์
อ้างความนิยม  สังคมเพื่อความทันสมัย
เหล้าเบียร์ซื้อมาฉลอง  เที่ยวมองคลับบาร์ไกลใกล้
ตู้กระจกดูสาวทรงเล็ก  ทรงใหญ่
 มั่วการพนัน  แม้นอนหลับฝันก็ยังดี
ตื่นมาทำนายหมายเป็นเลขงามงวดนี้
ต้องคอยหาจนแห้งแล้ง  ทุ่งแทงเสียจนเต็มที่
หลับหาเบอร์  หวังซื้อรถเก๋งมาขี่
เลขออกมาหาดวงไม่มี  แล้วทำไงดี  โอ้อาตมา
 สิ่งอบาย  ถึงตอนสุดท้ายไม่วายล่มจม
เรื่องโง่งม  แล้วไยชื่นชมเสาะหา
โปรดตรองด้วยแจ้งเหตุผล  ฝึกตนห้าใจเถิดหนา
มุ่งทำงานขยันและออมดีกว่า
อย่าหลงใหลให้ใครเขาว่า  ไร้สิ้นปัญญาโง่เง่าดักดาน
อย่าหลงใหลให้ใครเขาว่า  ไร้สิ้นปัญญาจึงหลงอบาย

พึ่งใคร
จะหวังพึ่งพ่อแม่ก็แย่จัด
จะพึ่งวัดก็แย่ยากแก้ไจ
จะพึ่งครูครูก็เลวเหลวแหลกไป
จะพึ่งใครกันดีหนอ…?  ท้อใจจริง
ภารกิจของครู  ก็คือ  ทำตนให้ชุมชนและสังคมเขาพึ่งได้

 คนดูแลสังคม มีอยู่ ๓  คน  รวมกันเรียกว่า “พระครูตำรวจ”  โดยใช้กลไกการดูแลอย่างนี้คือ
 ๑.  พระ  ดูแลสังคมด้วย  ศาสนา
 ๒.  ครู  ดูแลสังคมด้วย  การศึกษา
 ๓.  ตำรวจ ดูแลสังคมด้วย  กฎหมาย
 ระบบกลไกการดูแลแบบนี้เรียกว่า “บวร” มีโครงสร้าง  ดังนี้
 ๑.  บ  ได้แก่  บ้าน
 ๒.  ว  ได้แก่  วัด
 ๓.  ร  ได้แก่  โรงเรียน
ภารกิจของครู  คือ  การดูแลสังคมด้วยการศึกษา
โดยประสานงานกับพระและตำรวจ

พระมาโปรด
โอ้วันนี้   โชคดีหนา   พระมาโปรด  จงเลิกโกรธ   เลิกหงุดหงิด   เลิกอิจฉา
เลิกมักง่าย   มลายสิ้น   เลิกนินทา  เลิกพูดจา   ลามลวน   ไม่ชวนฟัง
เลิกซุ่มซ่าม  หยามเหยียด   เลิกเกียจคร้าน เลิกเป็นพาล   อวดโต   คุยโอหัง
เลิกฟุ่มเฟือย   เย่อหยิ่ง  เลิกชิงชัง  เลิกเบียดบัง   ราษฎร์หลวง   เลิกลวงกัน
เลิกคิดชั่ว   มัวหมอง   คิดปองร้าย  เลิกอบายมุข   เป็นสุขสันต์
ฝิ่น   กัญชา   ยา   เหล้า   อย่าเมากัน  การพนัน   เลิกสิ้น   อย่ายินดี


การพัฒนาสังคม  ต้องเตรียมการ  ดังนี้
๑.  จะปลูกพืช  ต้องเตรียมดิน
๒.  จำกิน  ต้องเตรียมอาหาร
๓.  จะพัฒนางาน ต้องเตรียมประชาชน
๔.  จะพัฒนาคน ต้องพัฒนาจิตใจ
๕.  จะพัฒนาใครเขา ต้องพัฒนาตัวเราเองก่อน
       ภารกิจของครู  ก็คือ  การเตรียมคนให้กับสังคม

 การพัฒนาสังคมเริ่มพัฒนาที่ใครก่อน  จะร่วมมือร่วมใจกับใครบ้าง  ดังนี้
 ๑.  เริ่มที่แม่
 ๒.  แก้ที่พ่อ
 ๓.  ก่อที่ลูก
 ๔.  ปลูกที่ครูอาจารย์
 ๕.  มอบจิตวิญญาณให้พระสงฆ์
 ๖.  ได้รับการเสริมส่งจากรัฐบาล
 ๗.  ทำงานเป็นเครือญาติ
ภารกิจของครู  ก็คือ  ปลูกความรู้คู่คุณธรรมแก่สังคม


เยาวชน ๆ ชาติไทย ๆ หญิงชาย ใจกล้า อดทน ๆ อ่อนโยน ๆ
กับคนทั่วไป  ต่างพลีกายใจ มั่นในปณิธาน
ยุวชน ๆ ชาติไทย ๆ ใกล้ไกลเราสุขสำราญ ๆ
พัฒนา ๆ สมัครสมาน ๆ ปณิธานนั้นสร้างสรรค์ความดี
 “แผ่นดินธรรม  แผ่นดินทอง” ผองไทยเรืองรองผ่องศรี
 เรามีความสุข  อบายมุขไม่มี  ทั่วปฐพีไทยนี้ลือไกล
 สามัคคี ๆ มีวินัย ๆ ร่วมใจฝันใฝ่คุณธรรม
 นำทาง ๆ สว่างล้ำ ๆ จริยธรรมชี้นำทางไป
 ครู  คือ  กัลยาณมิตรของสังคม  ดังนั้น  ครูจงต้องรับภารกิจการพัฒนาสังคมโดยตรง และเต็มที่  โดยใช้ยุทธวิธี “ปลูกที่ครูอาจารย์”
 เป็นการเริ่มต้น  โดยปฏิบัติหน้าที่ของกัลยาณมิตรต่อสังคม  ๔  ประการ  ดังนี้
 ๑.  อุปการะสังคม
 ๒.  ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับสังคม
 ๓.  แนะนำประโยชน์แก่สังคม
 ๔.  มีน้ำใจรักใคร่ต่อสังคม
 ครูต้องประพฤติปฏิบัติ  “กัลยาณมิตรธรรม”  ซึ่งเป็นคุณธรรมของครูต่อสังคมอยู่เสมอ
คนที่ครูปลูกให้แก่สังคม  มี  ๓  คน  คือ
๑.  คนเก่ง  มีสมรรถภาพด้วยความรู้
๒.  คนดี มีคุณภาพด้วยคุณธรรม
๓.  คนมีสุข มีคุณภาพทั้งกายและใจ
“เก่งดีมีสุข”  ครูจะปลุกให้แก่สังคมนี้เรียกว่า  “ระบบ Three in one” จะบรรลุ  ๓  คุณสมบัติ  นี้ไว้ในคนเดียว
 สังคมกำลังมีปัญหาอย่างหนักหน่วงรุนแรง  ต้องการผู้นำที่ดีมาช่วยกำจัดปัญหาและพัฒนาประเทศ  ครูอยู่ในบทบาทที่สำคัญนี้ 
คือ  การสร้างผู้นำแก่สังคม
 ผู้นำแบบไหนที่เมืองไทยต้องการ
 ๑.  รอบรู้     แบบคึกฤทธิ์
 ๒.  สุจริต   แบบเปรม  ติณสูลานนท์
 ๓.  อดทน   แบบบิ๊กจิ๋ว
 ๔.  พลิกพลิ้ว   แบบชาติชาย
 ๕.  กล้าตาย   แบบอานันท์
 ๖.  อารมณ์ขัน   แบบควง  อภัยวงศ์
 ๗.  ซื่อตรง   แบบสัญญา  ธรรมศักดิ์
 ๘.  แน่นหนัก   แบบสฤษฎิ์  ธนะรัชต์
 ๙.  นุ่มนวลมัธยัสถ์  แบบชวน  หลีกภัย
 ๑๐.ฉับไว   แบบบรรหาร  ศิลปอาชา
ผู้นำทั้ง  ๑๐  ท่านนี้  ต่างก็มีวิธีจัดการกับปัญหาและพัมนาประเทศแตกต่างกันออกไป  ตามคุณสมบัติและบุคลิกภาพของตน
  ดังต่อไปนี้
 ๑.  บางปัญหาต้องแก้ด้วยความรอบรู้
 ๒. บางปัญหาต้องแก้ด้วยความสุจริต
 ๓. บางปัญหาต้องแก้ด้วยความอดทน
 ๔. บางปัญหาต้องแก้ด้วยความพลิกพลิ้ว
 ๕. บางปัญหาต้องแก้ด้วยความกล้าตาย
 ๖. บางปัญหาต้องแก้ด้วยความร่าเริงขบขัน
 ๗. บางปัญหาต้องแก้ด้วยความซื่อตรง
 ๘. บางปัญหาต้องแก้ด้วยความเด็ดขาดหนักแน่น
 ๙. บางปัญหาต้องแก้ด้วยความนุ่มนวลมัธยัสถ์
 ๑๐. บางปัญหาต้องแก้ด้วยความฉับไว
ภารกิจของครู  ก็คือ  การสร้างผู้นำทั้ง  ๑๐  ประเภทนี้แก่สังคม
ผู้นำ
นำรู้  นำทำ  นำคิด  คือชีวิตของเราผู้นำ
นำรู้  นำคิด  นำทำ ๆ  จะเป็นผู้นำต้องจำเอาไปคิด
นำตน  นำคน  นำงาน
พัฒนาการ  สังคม  เศรษฐกิจ
ทำอะไร  อย่าให้หลงผิด ๆ
สำคัญที่จิตต้องมีคุณธรรม (ซ้ำ)
ครองตน  ครองคน  ครองงาน
มีอุดมการณ์อยู่เป็นประจำ
ทำอะไรอย่าให้ตกต่ำ ๆ
มีคุณธรรมประจำจิตใจ (ซ้ำ)
ความเจริญของสังคมและประเทศชาติ  เป็นอีกบทบาทหนึ่งที่ครูต้องเอาใจใส่ดูแล  โดยการสร้างดรรชนีชี้วัดความเจริญของสังคม
(Socail Delvelopment Index)  ๗ ประการ  ดังนี้
๑.  อายุพัฒนา คือ      มีความยั่งยืน
๒.  ธนพัฒนา คือ   มีความมั่งคั่ง
๓.  สิริพัฒนา คือ มีศักดิ์ศรี
๔.  ยสพัฒนา คือ มีอำนาจ
๕.  พลพัฒนา คือ มีความมั่นคง
๖.  วัณณพัฒนาคือ มีชื่อเสียง
๗.  สุขพัฒนา คือ มีความสุข

ภารกิจของครู  ก็คือ  การสร้างและรักษาวัฒนธรรมของชาติทั้ง  ๗  วัฒนธรรม  นี้
งามเอยงามเที่ยงแท้ งามไทย
งามยิ่งงามจิตใจ  เด่นล้ำ
งามกายเลื่องลือไกล  กลบโลกหล้าแล
งามยั่งยืนยิ่งย้ำ   หยาดยิ้มพิมพ์สยาม
   สร้างศาสตร์ผดุงศิลป์ ทะนุถิ่นทะนงนาม
  สืบสุขประยุกต์ตาม  ศุภลักษณ์นิยมไทย
ทุกทิศทุกที่  ความงามความดี  มีอยู่ทั่วไป  วัฒนธรรม 
โน้มนำจิตใจเจริญก้าวไกล  ยิ่งใหญ่ยืนนาน

วัฒนธรรมนำทางเสริมสร้างชาติ
เอกราชเอกลักษณ์เป็นหลักฐาน
เป็นหลักธรรมนำชีวิตจิตวิญญาณ
ไทยสร้างบ้านตามวิถีชีวิตไทย
 สืบทอดวัฒนะรรมนำชีวิต
 เป็นเข็มทิศนำทางสว่างไสว
เป็นความงามความดีอยู่ที่ใจ
เสริมสร้างให้ชาติบ้านเมืองรุ่งเรือง  เอย ฯ
 (กวีวัจจนะ / ชนะโล่รางวัลพระราชทาน
 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี
 สมควร   เหล่าลาภะ/ประพันธ์  ๒๕๓๗)
สรุป
 ครู  คือ  กัลยาณมิตรของสังคม  มีภารกิจที่จำต้องปฏิบัติเพื่อช่วยพัมนาสังคม  ๑๐  ประการ  ดังนี้
 ๑.  พัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในสังคม
 ๒.  ช่วยสังคมป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิด
 ๓.  ช่วยสังคมกำจัดคนชั่ว
 ๔.  บอกทางและนำทางแก่สังคม
 ๕.  ทำตนให้ชุมชนและสังคมพึ่งได้
 ๖.  ดูแลสังคมด้วยการศึกษา
 ๗.  เตรียมคนให้กับสังคม
 ๘.  ปลูกฝังความรู้คู่คุณธรรมแก่สังคม
 ๙.  สร้างผู้นำแก่สังคม
 ๑๐.สร้าง  รักษา  และถ่ายทอดวัฒนธรรมของชาติ

โลกสวยด้วยมือครู
โลกนี้กว้างใหญ่ไพศาล
อาจต้องแหลกลาญเป็นผง
หากครูไม่ช่วยธำรง
โลกคงย่อยยับอับปาง
โลกนี้มีค่าน่าอยู่
ได้ครูขยันสรรค์สร้าง
มีครูก้าวนำทำทาง
ทุกอย่างใสสวยด้วยมือครู

คนทำทาง
 ประวัติศาสตร์  อาจมีในหลายด้าน  แต่คนที่ทำทาง  ไม่เคยจะเอ่ยออกนาม  คนที่แบกหามลุยน้ำ  ลุยโคลน  คนที่สรรสร้าง 
จากป่าเป็นเมือง  รุ่งเรืองงามเพียงเวียงวัง  ด้วยเลือดด้วยเนื้อของคนทำทาง  ถางทางตั้งต้นให้คนต่อไป
 จากป่าเปลี่ยวเที่ยวไปในทุกถิ่น  ดังโบกโบยบิน  พื้นดินเป็นถิ่นอาศัย  หนาวเหน็บเจ็บกายภัยร้ายเพียงใดไม่เคยไหวหวั่น
 รุดหน้าฝ่าฟัน  ก้าวไปให้คนเดินตาม  ทุกย่างเท้าเขา  เหมือนเงาเลือนลาง  ฝังนามฝังร่าง  อยู่กลางแผ่นดิน


บนเส้นทางสายนี้…..
สายที่ยาวไกลหนักหนา
เดินดุ่มสุ่มเสี่ยงเดินมา
ครูเหนื่อยเมื่อยล้าเหลือทน
 จุดหมายปลายทางอยู่ไหน
 ครูไม่รู้แจ้งแห่งหน
 รู้เพียงทำหน้าที่ตน
 นำคนนำไปให้ดี
อุปสรรคขวากหนามขวางหน้า
ครูฝ่าครูฟันเต็มที่
หนาวเหน็บเจ็บไข้ใดมี
ครูพลีชีวิตเดิมพัน
 งานครูหนักหนาสาหัส
 เร่งรัดเร่งรีบบีบสั้น
 เผชิญปัญหาสารพัน
 รางวัลแด่ “ผู้สร้างคน”


   เป็นแสงธรรมนำทางสร้างชีวิต
 เป็นผู้คิดสื่อสารงานศึกษา
เป็นผู้รู้ประสิทธิ์วิทยา
เป็นศาสตราคอยคุ้มครองผองเด็กไทย
  เป็นแม่พิมพ์กำหนดบทบาทศิษย์
  เป็นผู้ชี้แนวชีวิตที่ฝันใฝ่
  เป็นผู้นำพาชาติปราศพ้นภัย
  ค่ายิ่งใหญ่เกินกล่าวขานคือ…งานครู

 แผ่นดินกำลังหลับสลบไสล  เภทภัยคุกคามข่มขืน  แผ่นดินหลับฝันทุกวันคืน
ไม่ฟื้นกลับฟุบยุบลง
 สงสารแผ่นดิน  คนไทยทั้งสิ้นลุ่มหลง  ลืมตัวเจ็บตนจนลง ยังคงฝันค้างกลางทุกข์
 ครูมองทั่วทั้งแผ่นดิน  คนไทยด่าวดิ้นสิ้นสุข  โง่เขลาเศร้าโศกโรคซุก
            ครูปลุกแผ่นดินไทย…..ในวันนี

ยามจนทนเร่าร้อน  รุนแรง
ยามเจ็บป่วยสำแดง  ทั่วหน้า
ยามโง่ขาดฉายแสง  รู้ส่อง  สว่างแล
จึงแผ่นดินอ่อนล้า  หลับแล้ว  สลบไสล
แผ่นดินจะหลับยาว  อริร้าวกระหน่ำไทย
ความจนจะก่อภัย  ปะทุทุกข์ระทมนาน
 แผ่นดินฝันว่า  เมืองไทยก้าวหน้า  มีสุขสำราญ
 เศรษฐกิจ  ไม่มีตกงาน  ทุกรัฐบาล  ปกป้องผองชน
  “ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ”
  ขอทุกเมื่อที่ฝันใฝ่อย่าไร้ผล
  ขอชาวไทยมีสุขทั่วทุกคน
  โง่  เจ็บ  จน  ที่เลวร้ายสลายไป
 ปลุกแผ่นดินที่หลับฝัน…ตื่นวันนี้
 ด้วยความดี  ความงาม  คงามสดใส
 ด้วยความรัก  ความรู้  เชิดชูไทย
 ขอฝันให้เป็น  “ความจริง”  ทุกสิ่ง  เทอญ ฯ
   กวีวัจจนะ / ชนะเลิศโล่รางวัลพระราชทาน
   สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี
   สมควร  เหล่าลาภะ / ประพันธ์  ๒๕๔๐

ช่างปั้น
 ครูมิใช่ช่างปั้นอันวิจิตร
 แต่ต้องคิดวาดวางกางแผนผัง
นายทุน
 ครูมิใช่นายทุนหนุนกำลัง
 ต้องเก็งทั้งขาดทุนตุนกำไร
พ่อค้า
 ครูมิใช่พ่อค้าเจนพาณิชย์
 ดีดลูกคิดคาดการณ์ด้านไหนไหน
 แต่ยังเป็นผู้ค้าอย่างเต็มใจ
 ยอมขาดทุนตลอดไปชั่วนิรันดร์
นักปกครอง
 ครูมิใช่นักปกครองช่ำชองศึก
 แต่ก็คึกคะนองปกป้องกั้น
นักวิชาการ
 ครูมิใช่นักวิชาการเชี่ยวชาญครัน
 แต่โชกโชนด้วยผูกพันวิชาการ
นักแสดง
 ครูมิใช่นักแสดงโลกแสงสี
 แต่สวมบททุกที่ด้วยอาจหาญ
ผู้กำกับ
 ครูมิใช่ผู้กำกับผู้บงการ
 แต่เฉียบขาดด้วยแผนงานการบัญชา
นักพากย์
 ครูมิใช่นักพากย์ฝีปากจัด
 แต่สัมผัสการพากย์ยากจักหา
นักบวช
 ครูมิใช่ผู้ทรงศีลธรรมจรรยา
 แต่เมตตาแผ่เผื่อเกื้อการุณ
นี่แหละครู…เป็นได้หลายสถาน
ทุกเหตุการณ์ช่วยฉุดช่วยอุดหนุน
ช่วยเผื่อแผ่แก้ไขช่วยค้ำจุน
ผู้มีคุณเปี่ยมแปร้…อย่างแท้จริง

เกิดเป็นคุณครู
 เกิดเป็นครูคน  จะมีหรือจน  อย่าให้คนหยามหมิ่น  แม้เหน็ดเหนื่อยกายาเป็นอาจิณ  อย่าได้สิ้นความเพียร
 คนที่เป็นครูแท้  ต้องไม่อ่อนแอไม่แปรเปลี่ยน  ทำทุกอย่างด้วยใจเพียร  เพื่อนักเรียน  ดุจเปลวเทียนที่ต้านลม
 ใครที่มาเป็นครู  เป็นครู  อยู่บ้านไกล  ปรับตัวได้หรือเปล่า  แม้หากมัวเมาความโก้หรู  ไม่เหมาะเป็นครูบ้านนา
 คนที่เป็นครูสอน  พึงสังวรเอาไว้เถิดว่า  คนที่เด็กบูชาก็คือเรา  อย่าบังเงาโรงเรียนกิน

ครูขอเป็นเช่นดวงเทียนเล่มน้อยนี้
ซึ่งพร้อมที่จะส่องแสงทุกแห่งหน
ถึงแม้ว่าจะต้องคร่าชีวิตตน
ขอเพียงคนอื่นสุขกัน…เท่านั้นพอ

น้ำตาเทียนที่หยดริน  ก่อนจะสิ้นซึ่งดวงเทียน
น้ำตาครูที่หลั่งเวียน  ก่อนทอดร่างลงฝังดิน
เทียมทนให้คนจุด  ประดุจครูที่ทานทน
สอนศิษย์มากี่คน  ครูไม่บ่นไม่ท้อเลย
เทียนส่องแสงสว่าง  ครูส่องทางให้ศิษย์เดิน
ศิษย์เอ๋ยอย่ามัวเพลิน  เดินตามทาง…สร้างความดี
 เปลวเทียน   ที่ต้านลมโหมกระหน่ำ  ก็ยังเปล่งแสงแวววาม  เปลวเทียนลู่ตามยามลมพัดมา  เหมือนหัวใจที่แกร่งกล้า 
ของครูทุกคนที่มา  สั่งสอนวิชาเพื่อศิษย์ทั้งปวง
 ครู  คือผู้นำทางให้  รักศิษย์ด้วยดวงใจ  ด้วยดวงฤทัยไม่วายแสนห่วง  แม้เวลาเลยลับล่วง  ถึงงานจะสุมหนักทรวงครู
ไทยทั้งปวงทำงานต่อไป
 ครูมีหัวใจตั้งมั่น  มีรักให้ศิษย์ทั่วกัน  ไม่เคยคิดปันแบ่งไปให้ใคร  รักที่ครูมอบให้  คือรักจากห้วงดวงใจ  เป็นเส้นสายใย
เชื่อมโยงต่อมา
 ดวงใจไม่เคยผันเปลี่ยน  สอนศิษย์ด้วยความพากเพียร  ถึงแม้เป็นเทียนดั่งเทียนน้อยค่า  ก็ภูมิใจได้ว่า  ศิษย์รักทุกคน
นั้นหนา  ได้มีวิชาเลี้ยงตัวทั่วเอย…

ศิษย์รัก…
 วันสุดท้ายมาถึงแล้ว  วันที่เธอกับครูจำต้องจากกัน  เธอคงดีใจที่วันนี้มาถึง  แต่สำหรับครูก็เหมือนกับทุกครั้ง  ที่เห็น
ลูกศิษย์จากไปคนแล้วคนเล่า  ครูเฝ้ามองดูเธอทุกคนด้วยสายตาที่รักอาลัย  เธอไปเถอะ…ไปสู่ชีวิตที่ดีงาม  เจริญก้าวหน้ายิ่งกว่าครู
 สำหรับครู…ครูยังอยู่ที่เดิม  ที่ที่ครูพบเธอครั้งแรกและครั้งสุดท้ายเช่นวันนี้  และครูก็ยังทำงานงานเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
เป็นงานที่หนัก  เหนื่อย  และนาน  แต่เป็นงานที่ครูรักและภูมิใจกับมันมากที่สุด
 ครูยังจำเพลงที่พวกเธอร้องให้ครูฟังในวันอำลาได้  “ฉันรักคุณครู”  ครูยังจำติดใจไม่รู้ลืมเลย  สำหรับครูแล้ว  เพลงนี้
เป็นเพลงอมตะที่ไพเราะที่สุดที่ครูเคยได้ฟังมาก  และอยากฟัง…
 “ฉันรักคุณครู”  คำนี้เพียงประโยคเดียวก็เพียงพอแล้วสำหรับเป็นรางวัลอันยิ่งใหญ่แด่ครูของเธอ…

ฉันรักคุณ  เชิดชูสูงเด่น  ดั่งเป็นพระพรหม ๆ
เยือกเย็นเหมือนร่ม  โพธิ์สมกิ่งใบ  กว้างใหญ่ไพศาล
 ฉันรักคุณครู  เชิดชูสูงส่งมั่นคงทุกกาล ๆ
เชื่อฟังทุกท่าน  อ่อนหวานซื่อตรง  คงรู้บุญคุณ
 รักเคารพเชิดชู  ไม่เคยลบหลู่  เกื้อหนุน
มิมีใจเคืองขุ่น  ร่มใบบุญ  อุ่นใจ
 ฉันรักคุณครู  เชิดชูทุกเมื่อ  ดั่งเรือรับไป ๆ
สู่ชีวิตใหม่  ใจคิดตื้นตัน  ฉันรักคุณครู


ครูครับ…
 นับแต่วันที่ผมจบการศึกษาจากครูมา   ผมยังรำลึกถึงครูอยู่เสมอ  ยังจำได้ดีถึงรอยไม้เรียวของครู  และหญ้าแพรก 
ข้าวตอก  ดอกมะเขือ  และดอกเข็ม  ที่ครูเคยพาพวกผมไปปลูกและยังมีต้นยอกับกอไผ่ข้างห้องครูอีกสองต้นที่ผมยังจำไม่ลืมและ
จำมันไว้ในใจเสมอ  จนถึงทุกวันนี้  วันที่ผม  ลูกศิษย์คนดื้อ คนนี้ของครู  เป็นนายกรัฐมนตรีของ00ประเทศไทย…
ครูครับ…ครูรู้ไหม  ที่ผมมีวันนี้ได้  ก็เพราะผมมีครูดี  ครูคอยแกะ  สลัก  ชัก  กลึง  ปั้นแต่งชีวิตของผมด้วยมือครู  มือของ
นายช่าง “มือพิมพ์คน”  ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก
ครูครับ…ทุกคืนก่อนนอนผมสวดมนต์อ้อนวอนพระรัตนตรัยให้ปกปักรักษาคุ้มครองครูของผมทุกวัน  ผมไม่มีวันลืมครูเลย  วันไหนผมคิดถึงครู
ผมจะร้องเพลง  “พระคุณที่สาม”  เสมอ…โดยไม่อายใคร
ครูบาอาจารย์ที่ประทานความรู้มาให้  อบรมจิตใจให้รู้ผิดชอบชั่วดี  ก่อนจะนอนสวดมนต์อ้อนวอนทุกที  ขอกุศลบุญบารมี  ส่งเสริมครูนี้ให้ร่มเย็น
ครูมีบุญคุณจึงขอเทิดทูนเอาไว้เนื้อเกล้า  ท่านสั่งสอนเราอบรมให้เราไม่เว้น  ท่านอุทิศไม่คิดถึงความยากเย็น  สอนจนรู้จัดเจนเฝ้าแนะเฝ้า
เน้นมิได้อำพราง
พระคุณที่สาม  งดงามแจ่มใส  แต่ว่าใครหนอใคร  เปรียบเปรยครูไว้ว่าเป็นเรือจ้าง  พลาดจากความจริง  ยิ่งคิดยิ่งเห็นว่าผิดทาง  มีใครไหน
บ้างแนะนำแนวทางอย่างครู
บุญเคยทำมาแต่ปางใดใด เรายกให้ท่าน  ตั้งใจกราบกรานระลึกคุณท่านกตัญญู  โรคและภัยอย่ามาแผ้วพานคุณครู  ขอกุศลผลบุญค้ำชู 
ให้ครูเป็นสุขชั่วนิรันดร…ให้ครูเป็นสุขชั่วนิรันดร


โลกนี้…มีครูอยู่เต็มพื้นโลก  หลายร้อยคน  หลายพันคน  หลายหมื่นคน  หลายแสนคน  หลายล้านคน  ในโลกนี้…ไม่มีที่ใดไม่มีครู  มือครู
หลายร้อยมือ  หลายพันมือ  หลายหมื่นมือ  หลายแสนมือ  หลายล้านมือ  กำลังปั้นแต่งโลกให้สวยสดให้งดงาม
ลูกศิษย์ของครู…มีอยู่ทั่วโลก  หลายร้อย  หลายพัน  หลายหมื่น  หลายแสน  หลายล้านคน  บางคนเป็นผู้นำโลก  ผู้นำประเทศ  ผู้นำสังคม 
ผู้นำครอบครัว  ศิษย์บางคนเป็นพระเอก  บางคนเป็นผู้ร้าย…
สำหรับลูกศิษย์ที่เป็นผู้ร้าย  ครูขอให้กลับตัว  กลับใจเสียเถิด  หยุดทำร้ายโลกได้แล้ว  เพราะ…
ชีวิตเป็นเพียงทางผ่าน
อยู่ในจักรวาลกว้างใหญ่
เกิดมาไม่นานจากไป
กลืนหายกับกาลเวลา
ไม่มีใครเป็นเจ้าของ
ยึดครองโลกได้หรอกหนา
ที่เห็นเป็นเพียงภาพลวงตา
หลงว่าสังคมเจริญ
คลั่งไคล้หลงไหลลงต่ำ
ศีลธรรมกับวิ่งห่างเหิน
ความดีถูกย่ำทำเมิน
เพลิดเพลินอยู่ในอบาย
กอบโกยเอาจากธรรมชาติ
กระทั่งพินาศสิ้นสลาย
แผ่นดินแล้งร้างปางตาย
ผีร้ายยื้อแย่งแบ่งกินกัน
ชีวิตไม่นานผ่านพ้น
ควรอยู่อย่างคนสร้างสรรค์
ให้โลกงดงามนิรันดร์
กำนัลคนรุ่นต่อไป…
 

ครู อ่านตนเองให้ออก
  บอกตนเองให้ได้
   ใช้ตนเองให้เป็น
    เห็นตนเองให้ชัด
     จัดตนเองให้ถูก

ครู
- แด่เรือจ้าง [27 กุมภาพันธ์ 2553 14:55 น.]
- ครูดีมี ๓ รัก [27 กุมภาพันธ์ 2553 14:55 น.]
- ครูดีมี ๓ ชอบ [27 กุมภาพันธ์ 2553 14:55 น.]
- กลอนครูและคำคม [27 กุมภาพันธ์ 2553 14:55 น.]
- กลอนครู [27 กุมภาพันธ์ 2553 14:55 น.]
ดูทั้งหมด

Engine by MAKEWEBEASY